ผ่านไปหนึ่งวัน เวลารุ่งเช้า
เรย์แยกตัวออกไปที่โรงหลอมของฮิลด้าั้แ่เช้า ส่วนอูซินที่ยังไม่มีอะไรทำก็ออกไปเดินเล่น เพียงไม่นาน ก็มีอัศวินกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหา
‘มาแล้วสินะ’
“คุณ อูซิน หรือเปล่าครับ” อัศวินที่เหมือนจะเป็หัวหน้าถาม
“ใช่.. มีอะไรงั้นเหรอ”
“คุณก็คือคนทำภารกิจกับคุณฟรอสต์แล้วบังเอิญไปช่วยกลุ่มอัศวินไว้สินะครับ” อัศวินอีกคนถาม
“ใช่ ทำไมงั้นเหรอ” อูซินกล่าว
“ผมอัศวินระดับกลาง กาโร่ พอดีว่า ทางภาคีอัศวินพิทักษ์ของเราอยากจะขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ รวมถึงท่านเ้าเมือง้าถามคำถามบางอย่างด้วยครับ” กาโร่บอก
“งั้นเหรอ แสดงว่าฟรอสต์เองก็ได้รับคำเชิญสินะ” อูซินถาม
“ใช่ครับ คุณฟรอสต์เองก็ได้รับคำเชิญเหมือนกัน” กาโร่บอก
“งั้นก็ได้ นำทางเลย”
“เชิญทางนี้ครับ” กาโร่เดินนำทางอูซิน
คนทั้งหมดเดินทางไปยัง ที่ว่าการภาคีอัศวินพิทักษ์สาขาเทรัส มันก็คือปราสาทขนาดใหญ่ และ เป็ปราสาทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองอีกด้วย
อูซินถูกพามายังห้องรับรอง ที่ดูๆ ไปแล้วน่าจะเป็ห้องประชุมมากกว่า เมื่อเข้ามาก็พบว่าเขาเป็คนสุดท้าย เพราะว่าทั้งฟรอสต์ เอโลเวน โทแพซ ไอริส เมวา เ้าเมืองเอ็ดวีก หรือ แม้แต่หัวหน้าหน่วยอีกคนของอัศวิน อย่าง วาเนสซ่าก็มากันครบแล้ว
“ดูเหมือนว่าข้าจะมาช้าที่สุดสินะ” อูซินหันไปมองรอบๆ และ เดินไปนั่งที่นั่งข้างๆ ฟรอสต์ที่ว่างอยู่
“ขอเป็ตัวแทนในการแนะนำตัวก็แล้วกัน” ฟรอสต์บอก
“เ้าเมืองเทรัส ไวเคานต์ เอ็ดวีก เอเมอร์, หัวหน้าหน่วยอัศวินจู่โจม วาเนสซ่า โรโซเรส , โทแพซ ไดม่อนฮาร์ท , เมวา เวริทัส , ไอริส สวาลินน์” ฟรอสต์ไล่แนะนำั้แ่คนที่ตำแหน่งมากที่สุด
โดยปกติแล้วหากเป็คนปกติ หากต้องมาพบเจอเพียงแค่หนึ่งคนภายในห้องนี้คงเกิดอาการตื่นตระหนก หรือ ลนลานไปแล้วก็ได้ แต่อูซินกลับสงบนิ่งยิ่งกว่าฟรอสต์เสียอีก
“ส่วนคนนี้ อูซิน” ฟรอสต์แนะนำอูซิน
“ข้านักผจญภัย ฟรอสต์ ไซโร และ แพทย์ไร้สังกัด เอโลเวน”
‘ชายคนนี้งั้นเหรอ อูซิน ไม่มีอาการตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย’ เอ็ดวีกมองไปยังอูซิน และ มองฟรอสต์ที่ตอนแรกเขาคิดว่าหัวหน้าปาร์ตี้ แต่กลับกลายเป็ว่าฟรอสต์นักผจญภัยมีชื่อกลับขอให้รอนักผจญภัยมือใหม่ที่มีพลังระดับกลางเพียงเท่านั้น
“ยินดีที่ได้รู้จัก ข้า แซ่อู ชื่อ ซิน อูซิน” อูซินแนะนำตัวอย่างสบายๆ สายตามองสำรวจแต่ละคน
“ชื่อ เหมือนกับคนจากแดนอสูรเลยนะ รูปร่างและหน้าตาก็คล้าย มาจากแดนอสูรงั้นเหรอ” โทแพซถาม
“ไม่ใช่หรอก ไกลกว่าแดนอสูรเยอะ แต่ช่างเื่ราวของข้าไว้ก่อนดีกว่า.. ที่เรียกสามคนมามีอะไรงั้นเหรอ” อูซินถามออกไปตรงๆ
“ใจร้อนซะจริง ที่เรียกพวกเ้าสามคนมาอย่างแรกก็คือ ขอขอบคุณ” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว
วาเนสซ่า , โทแพซ , เมวา อัศวินทั้งสามคนภายในห้องต่างลุกขึ้นยืน นำมือกุมหน้าอกและทำท่าเคารพ แต่ทั้งสองคน มันคือท่าของคนที่ได้รับการยอมรับจากเหล่าอัศวิน
“ต้องขอขอบคุณพวกท่านจริงๆ” โทแพซกล่าว
“ทางภาคีอัศวินพิทักษ์ ขอมอบเงินรางวัลและอาร์ติแฟกต์ระดับแปด และ ‘ตราผู้พิทักษ์’ ให้กับพวกเ้าทั้งสาม” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว พร้อมกับเปิดกล่องที่ภายในมีแหวนมิติอยู่ข้างในสามวง
“ข้าไม่แน่ใจว่าจะเตรียมของรางวัลได้ถูกต้องหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่พวกเ้าสามคนสินะ” เ้าเมืองเอ็ดวีกถาม
“ใช่ ยังมีอีกคนชื่อว่า เรย์ เป็นักธนูที่ช่วยคุ้มกันขบวนของอัศวินตอนกลับเมือง” อูซินบอก
“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ ข้าจะให้คนไปตาม อย่างน้อยๆ ก็ควรให้รางวัลด้วยเช่นเดียวกัน” เ้าเมืองเอ็ดวีกถาม
“ไม่ต้องให้คนไปตามก็ได้ ตอนนี้เขากำลังทำงานสำคัญอยู่” อูซินกล่าว
“งานสำคัญ? มีอะไรสำคัญกว่ารางวัลที่จะได้จากภาคีอัศวินพิทักษ์อีกงั้นเหรอ ถึงขนาดได้ตราผู้พิทักษ์เลยนะ” ไอริสถาม
“ตราผู้พิทักษ์?” อูซินหันไปถามฟรอสต์เสียงเบา
“นี่เ้ามาจากไหนกัน ขนาดชาวบ้านทั่วไปยังรู้เลยว่า ตราผู้พิทักษ์ เป็สิ่งที่ทรงเกียรติขนาดไหน” ไอริสกล่าว
“ขอโทษทีแล้วกัน ข้าเป็พวกไม่ค่อยรู้เื่ราวของโลกนี้เท่าไหร่” อูซินบอก
‘คนแบบนี้งั้นเหรอที่ช่วยพวกเราไว้’ ไอริสคิด
ฟรอสต์จึงเป็คนอธิบายเอง
“มันคือป้ายสถานะที่ทำให้เ้าได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าอัศวินของอาณาจักร สามารถเข้าถึงเขตหวงห้ามบางแห่ง ซื้อโพชั่นหรือไอเทมในราคากองทัพ และที่สำคัญที่สุด... มันคือเกราะคุ้มกันชั้นดีหากเ้ามีปัญหากับพวกขุนนางปลายแถว”
เอโลเวนที่อยู่ข้างก็เสริมว่า “แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ หรอกนะ เพราะต้องได้รับการยอมรับจากอัศวินอย่างเป็ทางการ ต่อให้มีความสามารถในการต่อสู้สูงก็ใช่ว่าจะสามารถได้รับ”
อูซินพยักหน้าเบาๆ ‘สิทธิพิเศษงั้นเหรอ... ก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง’
“เอาละ เื่รางวัลเราจัดการให้แน่นอน” เ้าเมืองเอ็ดวีกขยับตัวเล็กน้อย บรรยากาศในห้องที่เคยผ่อนคลายเริ่มเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้น “แต่เหตุผลสำคัญที่เรียกพวกเ้ามาในวันนี้ นอกเหนือจากการขอบคุณ... คือเื่ ‘ภาคีไตรเนตร’ และ สิ่งที่พวกเ้าเผชิญในป่า”
ดวงตาของเอ็ดวีกจ้องเขม็งไปที่อูซิน ฟรอสต์ และ เอโลเวน “ฟรอสต์บอกว่าพวกเ้ามี ‘สายข่าว’ ที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับภาคีไตรเนตร ข้าอยากรู้ว่าข่าวที่ว่านั้นละเอียดแค่ไหน เพราะแม้แต่สายข่าวของภาคีอัศวินพิทักษ์ ยังไม่ทราบมาก่อนเลยว่า จะมีการโจมตีเกิดขึ้น”
ฟรอสต์ และ เอโลเวน ต่างมองหน้ากันและพยักหน้า
“เื่นี้ให้ อูซิน เป็คนตัดสินเองก็แล้วกันว่าจะพูดหรือไม่” ฟรอสต์กล่าว ทำให้ใครหลายคนมีสีหน้าแปลกใจ เพราะทุกคนต่างคิดว่า ฟรอสต์ นักผจญภัยมีชื่อคือหัวหน้าของปาร์ตี้นี้
“นายไม่ใช่หัวหน้างั้นเหรอ” เมวาถาม
“ไม่ใช่ การที่เราไปช่วยเหลือพวกเ้าได้ก็เป็เพราะอูซิน” ฟรอสต์ตอบ
“ผมก็เหมือนกัน ได้รับคำขอจากคุณอูซิน” เอโลเวนบอก
คำพูดของคนทั้งสองทำให้ หลายๆ คนหันไปมองอูซิน
แต่ละคนต่างมีความคิดเกี่ยวกับอูซินที่ต่างกันออกไป เ้าเมืองมองอูซินอย่างวิเคราะห์ ‘มีพลังเพียงระดับห้าขั้นต้น แต่กับมีข้อมูลของภาคีไตรเนตรและช่วยเหลือภาคีอัศวินพิทักษ์ได้แล้วงั้นเหรอ แถมนักผจญภัยที่แข็งแกร่งอย่าง ฟรอสต์ และ แพทย์อัจฉริยะ เอโลเวน ยอมร่วมมือด้วยงั้นเหรอ’
ก่อนที่จะตอบคำถามดวงตาของอูซินผนึกพลังิญญาและมองไปรอบห้อง และ จ้องไปยังวาเนสซ่าที่เขาไม่เคยพบ ‘ดวงิญญาปกติไม่ใช่คนที่โดนอสุรกายโลหิตกลืนกิน แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็สายลับด้วยหรือเปล่า’
“มีอะไรงั้นเหรอ” วาเนสซ่าถามเพราะเห็นอูซินจ้องมา
“ข้ายังไม่รู้ว่าจะเชื่อใจอัศวินได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะสายลับที่เปิดเผยตัวเองก็เป็ถึงระดับรองหัวหน้าของอัศวิน” อูซินบอกไปตรงๆ ทำให้ใครหลายคนใบหน้าคล้ำลง ไม่ใช่ว่าโกรธแต่พวกเขาเองก็ไม่สามารถแก้ตัวได้เพราะพวกเขาเองก็พลาดท่าจนเกือบตายมาแล้ว
“เื่นั้นเป็เพราะความผิดพลาดของภาคีอัศวินพิทักษ์เอง โดนภาคีไตรเนตรส่งคนมาแทรกซึมแถมยังกลายเป็ระดับรองหัวหน้าอีก แต่หลังจากเื่ที่เกิดขึ้นข้าก็ได้ทำการตรวจสอบภายในภาคีอัศวินพิทักษ์แห่งเมืองเทรัสแล้ว อย่างน้อยๆ ภายในห้องนี้ก็ไม่มีสายลับแน่นอน ข้าเอาชีวิตเป็ประกัน” เ้าเมืองเอ็ดวีกบอกด้วยความหนักแน่น
อูซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงพลัง “ข้อมูลที่ข้ามี... มันร้ายแรงกว่าที่พวกท่านคิดมากนัก ไม่ว่าจะเป็เื่ของตระกูลแวนแจนซ์ การโจมตีกองอัศวินพร้อมทายาทมหาตระกูล ต่างเป็หนึ่งในแผนการที่พวกมันวางมานานแล้ว การที่พวกเราไปช่วยได้ก็เพราะได้รับข่าวมาก็เท่านั้นเอง แต่ถึงจะได้รับข่าวมาก็ไม่สามารถมาแจ้งที่ภาคีอัศวินพิทักษ์ได้ เพราะคนระดับสูงกลับกลายเป็คนของภาคีไตรเนตรเสียเอง”
“งั้นเ้าพอจะรู้แผนการต่อไปของภาคีไตรเนตรหรือไม่” เ้าเมืองเอ็ดวีกถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“รู้ เพียงแต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าแผนที่ได้มาจะเป็เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะสายข่าวของข้าหลังจากส่งข้อมูลนี้มา ก็ไม่อาจติดต่อได้อีก ไม่แน่ว่าอาจจะโดนจับได้แล้วก็ได้… คิดว่าหลังจากที่พวกเราช่วยทายาทมหาตระกูลสำเร็จ เนตรไตรภาคีไม่มีทางทำตามแผนเดิมแน่นอน” อูซินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
‘โกหกได้เก่งใช่ย่อยเลยแฮะ’ ฟรอสต์มองไปยังอูซิน อูซินเลือกใช่วิธีโกหกที่ผสมความจริงเข้าไปด้วย แถมยังโกหกหน้าตายสุดๆ
“แผนการของพวกมันคืออะไรงั้นเหรอ”
“ผลักดัน ตระกูลเมเยอร์ ให้กลายเป็มหาตระกูล และ เปิดตัวอาร์ติแฟกต์ชนิดใหม่ ‘อาร์ติแฟกต์ศักดิ์สิทธิ์’ ของศาสนจักรแห่งแสง” อูซินมองสังเกตปฏิกิริยารอบๆ ของคนภายในห้อง เขากลับพบว่า สีหน้าของแต่ละคนกลับไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ว่าเื้ัของภาคีไตรเนตรคือ ศาสนจักรแห่งแสง หนึ่งในห้าเสาหลักแห่งแดนมนุษย์
“หือ?.. ไม่แปลกใจเลยงั้นเหรอ” ฟรอสต์เองก็แปลกใจกับปฏิกิริยาของอัศวินภายในห้องเช่นเดียวกัน
เ้าเมืองมองไปยังคนรอบ “พวกเ้าเป็นักผจญภัยอาจไม่ทราบ แต่ว่าในตอนนี้พวกเรา ภาคีอัศวินพิทักษ์และศาสนจักรแห่งแสงกำลังมีการปะทะกันแบบอ้อมๆ เกี่ยวกับสิทธิ์การปกครองของแต่ละเขต เพราะตอนนี้ในหลายๆ เมืองโดยเฉพาะเมืองที่ใกล้กับโบสถ์หลักของศาสนจักรแห่งแสง หันไปศรัทธาพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ของเทพแห่งแสง ยอมรับการปกครองของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จนไม่ยอมรับการปกครองโดยภาคีอัศวิน”
“อ๋อ… แบบนี้เอง” อูซินพยักหน้า ที่แท้ก่อนที่ศาสนจักรแห่งแสงคิดจะเปิดฉากโจมตี พวกมันก็มีการพยายามดินแดนผ่านความเชื่อของชาวบ้านอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าข้อถามตรงๆ เลยก็แล้วกัน เ้ามีข้อมูลอะไรบ้าง หากมีข้ามากพอ ข้าสามารถมอบของรางวัลที่ใหญ่ยิ่งกว่านี้ได้อีก” เ้าเมืองเอ็ดวีกบอกข้อเสนอ
“เื่ของรางวัลข้าเองก็ไม่ได้สนใจหรอกนะ แต่ข้าสามารถบอกข้อมูลที่มีได้” อูซินบอก
“เช่นนั้นก็ขอฟังหน่อยก็แล้วกัน” เ้าเมืองเอ็ดวีก
“จากที่รู้มาเป้าหมายจริงๆ ของพวกมันก็คือ ราชวงศ์ไอนาทิสซ์ แต่การจะโจมตีราชวงศ์โดยตรง ต่อให้ศาสนจักรแห่งแสงร่วมมือกับภาคีไตรเนตร การจะทำลายราชวงศ์ก็ยังไม่ใช่เื่ง่าย เพราะฉะนั้นอย่างแรกที่ต้องทำก็คือ การลดกำลังรบ และ ทำให้ประชาชนกลายเป็คนของตัวเอง” อูซินกล่าว
“พวกมันประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว” ไอริสกล่าวเสียงเบา แต่ในห้องที่เงียบทำให้ทุกคนได้ยินทั้งหมด
“ไม่ว่าจะสูงเกินไปหรือไม่ แต่มีสิ่งที่พวกมันทำสำเร็จไปแล้วก็คือ การทำลายตระกูลแวนแจนซ์ รวมถึงยึดครองวิทยาการอาร์ติแฟกต์อักขระของตระกูลแวนแจนซ์เอาไว้” อูซินบอก
“เป็ฝีมือของพวกมันจริงๆ ด้วยสินะ” เอ็ดวีกกล่าว
“ใช่ การทำลายตระกูลแวนแจนซ์นอกจากจะทำให้ การสร้างอาร์ติแฟกต์อักขระ หยุดชะงักแล้วสิ่งที่พวกมันได้ไปก็คือ สูตรการเขียนอักขระของตระกูลแวนแจนซ์ และ เมื่อใช้งานกับ อาร์ติแฟกต์อักขระ ‘ลูกบาศก์สุญญตา’ ทำให้ภาคีอัศวินพิทักษ์สามารถหยุดการทำงานของ อาร์ติแฟกต์อักขระได้ทุกชิ้นที่ตระกูลแวนแจนซ์เป็คนสร้าง”
“ลูกบาศก์สุญญตา? ไม่เห็นเคยได้ยิน” โทแพซกล่าว
“มันคือหนึ่งในอาร์ติแฟกต์ที่ตระกูลแวนแจนซ์ไม่ทำออกมาขายจะใช้งานภายในตระกูล เรียกว่าเป็อาร์ติแฟกต์ลับก็ได้ ความสามารถของมันก็คือ การยกเลิกการทำงานของอักขระแต่ละแบบที่ป้อนเข้าไปภายในลูกบาศก์ เมื่อเขียนอักขระรูปแบบต่างๆ เข้าไปภายในลูกบาศก์สุญญตา วิธีการเขียนอักขระทุกรูปแบบที่เขียนไว้ภายในลูกบาศก์สุญญตาจะโดนยกเลิกทำให้ไม่สามารถทำงานได้” อูซินกล่าว
โทแพซ ไอริส และ เมวาต่างนึกไปถึงตอนที่โดนโจมตี ในตอนนั้นแม้ว่าจะไม่เคยพบเจออสุรกายไร้ผิว แต่พวกอัศวินก็ยังสามารถต้านทานได้ แต่ก่อนที่จะตอบโต้กลับอยู่ๆ อาร์ติแฟกต์อักขระทั้งหมดก็หยุดการทำงาน
โทแพซจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เพราะแบบนี้เองสินะ ในตอนนั้นเกราะและอาวุธของเหล่าอัศวินถึงไม่ทำงาน”
แต่ไอริสกลับมีข้อสงสัย “แต่ทำไมมันถึงเป็ไปได้กัน จากที่ฉันรู้มา ภายในตระกูลแวนแจนซ์หากคิดจะศึกษาอักษรรูน ‘มิติ’ หรือรูปแบบการเขียนอักษรของตระกูลแวนแจนซ์ ก็ต้องกลายเป็คนของตระกูลและจะถูกเขียนสลักอักษริญญาเอาไว้ ไม่อาจจดบันทึกรูปแบบเฉพาะของการเขียน หรือ วิธีได้สำนึกรู้พลังมิติ หากคิดจะเปิดเผยแก่คนภายนอกก็จะตายเพราะตราิญญา ยิ่งหากเป็ ลูกบาศก์สุญญตา อาร์ติแฟกต์อักขระที่สามารถยกเลิกการทำงานของอาร์ติแฟกต์อักขระชนิดอื่นได้ ไม่มีทางที่ตระกูลแวนแจนซ์จะทำให้คนนอกใช้ได้ง่ายๆ แบบนี้แน่นอน”
เ้าเมืองเอ็ดวีกเองก็เห็นด้วย “ข้าเองก็รู้ว่า ตระกูลแวนแจนซ์มีอาร์ติแฟกต์อักขระสายมิติอันแข็งแกร่งหลายอันที่ไม่ได้นำมาออกนอกตระกูล แต่ของพวกนั้นก็จะถูกลงอักขระพิเศษที่กำจัดการใช้งาน มีเพียงคนระดับสูงภายในตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถใช้ได้”
“ก็จริงที่ตระกูลแวนแจนซ์วางการป้องกันสำหรับคนนอกเอาไว้ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้ป้องกันคนในของตนเอง เพราะว่าภาคีไตรเนตรพวกมันได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า อสุรกายโลหิตขึ้นมา รูปร่างของมันเป็เพียงลูกแก้วสีแดงโลหิตเท่านั้น” อูซินบอก
“หรือว่า มันคือสิ่งที่พวกมันพยายามให้ข้ากิน” โทแพซนึกไปถึงก่อนที่ตนเองจะหมดสติ ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าพวกมันพยายามจะให้เขากินอะไรบางอย่าง
“ใช่ สิ่งนั้นก็คือ อสุรกายโลหิต” อูซินบอก
“แล้วมันคืออะไรงั้นเหรอ” เมวาถาม
“อสุรกายโลหิต มีความสามารถในการกลืนกินจากภายในหากใครก็ตามกินมันเข้าไป มันจะฟักตัวและเริ่มกลืนกินคนคนนั้นจนตาย และ ยึดครองร่างกายแทน ไม่ว่าจะเป็ความทรงจำ พลังสายเื พลังเวท ต่างสามารถใช้ได้แบบเดียวกับเ้าของร่างกาย เพราะฉะนั้นขอเพียงภาคีไตรเนตรสามารถทำให้คนระดับสูงของตระกูลแวนแจนซ์กินอสุรกายโลหิตเข้าไปภายในร่างกาย นอกจากจะได้รับความรู้ทั้งหมดของตระกูลแวนแจนซ์แล้ว ยังสามารถใช้ร่างของคนๆ นั้นแก้ไขอักขระทั้งหมดของตระกูลได้ตามใจชอบอีกด้วย” อูซินบอก
“เป็สิ่งที่ร้ายกาจจริงๆ” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว
“งั้นหากว่าในตอนนั้น พวกเรากินลูกแก้วนั้นเข้าไปก็ละ..” ไอริสกล่าว
“พวกเ้าก็จะตาย และ พวกมันจะใช่ร่างกายของเ้าเป็สายลับของภาคีไตรเนตร คอยยุยงและปลุกปั่นตระกูลไดม่อนฮาร์ท เวริทัส และ สวาลินน์จากภายใน” อูซินบอก
“ไอ้พวกสารเลว!!” โทแพซสบถออกมาอย่างโกรธแค้น
“ยังไม่จบหรอกนะ เพราะตามแผนเดิมเมื่อพวกมันสามารถสังหารกองอัศวินและยึดร่างกายของทายาทมหาตระกูลทั้งสามได้แล้ว สิ่งที่จะเกิดต่อไปก็คือ ชาวบ้านและชาวเมืองมากมายกว่าร้อยคนจะหายตัวไปอย่างปริศนา พวกมันวางแผนจะให้ท้ายที่สุดพวกเ้าหาชาวบ้านทุกคนเจอและพากลับเมือง แต่จริงๆ แล้วภายในชาวบ้านทุกคนถูกฝังปรสิตะเิพลีชีพเอาไว้ พวกมันคิดจะให้ชาวบ้านทุกคนกลายเป็ะเิที่ะเิพร้อมๆ กันทั่วเมืองเทรัส โดยเฉพาะภายในปราสาทภาคีอัศวินแห่งนี้ สร้างความโกลาหล และ ใช้เวทอัญเชิญสัตว์อสูรค้างคาวั์และการ์กอยล์ทมิฬ อสุรกายที่พวกเ้าเพิ่งเจอไป บุกจู่โจมเมือง” อูซินบอก
“หากว่าทุกอย่างเป็ไปตามแผนของพวกมัน และ เราไม่รู้ถึงความสามารถของพวกมัน ทั้งอาร์ติแฟกต์ที่หยุดทำงาน ชาวเมืองที่กลายเป็ะเิ พวกเราอัศวินคงไม่อาจปกป้องชาวเมืองได้แน่” เ้าเมืองเอ็ดวีกกล่าว
“อีกอย่างยังมี การ์กอยล์ทมิฬอีก ในตอนนั้นที่พวกเราสู้กับมัน ดูเหมือนว่าเพลงดาบของดาริซกับเวทของเมย์ก็ไม่สามารถเจาะิัของมันได้… เป็อสุรกายที่มีกำลังรบน่ากลัวมากเลยทีเดียว เ้าพอมีข้อมูลของมันหรือไม่” เมวาถาม