บทที่ 69 ภรรยาที่ดีคือเยี่ยนกุย
จิ่งเยี่ยนกุยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะเดาออกได้ว่าเขาคงจะมีช่องทางและเส้นสายบางอย่าง ยาเหล่านี้เป็นยาสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ ใครกันที่จะรับบาดเจ็บบ่อยๆ แถมยังมีจำนวนมากขนาดนี้ แค่คิดนิดหน่อยก็พอจะเดาได้แล้ว
ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมา “พี่ซูวางใจได้เลยค่ะ ยานี้จะปรุงให้ได้มาตรฐานตามที่ตกลงแน่นอน แต่ว่ายาหนึ่งพันขวดนี้คงต้องใช้เวลาทำหน่อย อย่างน้อยก็ครึ่งเดือน”
ซูไป่ชิงพยักหน้า “ทำเสร็จแล้วก็เอามาส่งให้ผมได้เลย”
เรื่องนี้ก็ถือว่าตกลงกันได้แล้ว บรรพบุรุษของตระกูลซูมีอาชีพเป็นแพทย์มาหลายชั่วอายุคน เคยช่วยชีวิตผู้นำคนหนึ่งไว้ และผู้นำคนนั้นรู้ว่ายาของตระกูลซูมีคุณภาพดี จึงใช้ยาของพวกเขามาตลอดหลายปี
ครั้งที่แล้วหลังจากที่ซูไป่ชิงได้ตัวอย่างยาจากจิ่งเยี่ยนกุย เขาก็ไปหาผู้นำคนนั้น ผู้นำคนนั้นพบว่ายาที่เขานำไปให้ครั้งนี้มีประสิทธิภาพดีกว่าสูตรเดิม จึงสั่งให้ฝ่ายธุรการสั่งซื้อยาชุดใหญ่
ยาห้าร้อยขวดนี้ ถึงแม้ว่าตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยคำนวณต้นทุนแล้วไม่ได้ตั้งกำไรไว้สูงนัก แต่เนื่องจากสมุนไพรเหล่านี้เธอเก็บมาจากบนภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้นทุนจริงๆ มีแค่ค่าขวดแก้วสองร้อยกว่าหยวน และค่าสมุนไพรที่หาไม่ได้บนเขาอีกร้อยกว่าหยวน ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงได้กำไรจริงๆ ประมาณสี่พันกว่าหยวน
วันนี้จิ่งเยี่ยนกุยได้รับเงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอกลับมาเกิดใหม่ แถมยังได้คำสั่งซื้อเพิ่มเข้ามาอีก เธอดีใจจนแทบเนื้อเต้น จึงหันไปพูดกับฟางเสียนจือที่ทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถและคนส่งของ ซึ่งแทบไม่พูดอะไรเลยตลอดทางด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ฉันหาเงินได้แล้ว ให้ฉันเลี้ยงข้าวเย็นที่ในเมืองดีๆ สักมื้อเป็นไงคะ?”
ฟางเสียนจือเห็นท่าทางดีใจของเธอก็อดขำไม่ได้ จึงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นขับรถเข้าไปในภัตตาคารในตัวเมือง
ในยุคนี้เศรษฐกิจแบบตลาดเสรียังไม่ได้เติบโตเต็มที่ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวอาจจะมีคนเปิดเองบ้างแล้ว แต่ร้านอาหารใหญ่ๆ ที่อร่อยยังคงต้องเลือกร้านอาหารของรัฐ แม้ว่าพนักงานของร้านอาหารของรัฐจะไม่มีความใส่ใจในการบริการเลยสักนิดก็ตาม แต่ละคนทำท่าทางหยิ่งผยองไม่ต่างกัน แต่ว่าฝีมือของพ่อครัวในร้านอาหารกลับดีมากจริงๆ
ในยุคนี้ร้านอาหารของรัฐไม่ได้เหมือนกับในอีกยี่สิบปีต่อมาที่สามารถสั่งอาหารได้ แต่เป็นแบบพวกเขามีอะไรขายก็ต้องกินอันนั้น
วันนี้พวกเขาโชคดีมาก ห้องครัวเพิ่งได้รับไก่ป่าและกระต่ายป่ามาหลายตัว ไก่ป่าตัวละประมาณสองจิน ส่วนกระต่ายป่าตัวละประมาณสี่จิน จิ่งเยี่ยนกุยพลันโบกมือสั่งไก่ป่าสามตัวและกระต่ายป่าสองตัว แล้วให้บริกรสาวแบ่งใส่จาน
อาจจะเป็นเพราะพวกเขาสั่งเยอะ หรืออาจจะเป็นเพราะฟางเสียนจือหล่อเหลา บริกรสาววัยยี่สิบกว่าปีคนนั้นเอาแต่เหลือบมองมาทางนี้ตลอดเวลา แถมยังพูดจาดีและยอมทำตามคำขอของพวกเขาเป็นพิเศษ
ฟางเสียนจือห้ามเธอเอาไว้ “พวกเราสองคนกินเยอะขนาดนี้ไม่หมดหรอก ถึงวันนี้เธอจะหาเงินได้ แต่ก็ไม่ควรฟุ่มเฟือยแบบนี้”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้ม “ของพวกนี้ใช่พวกเรากินกันแค่สองคนที่ไหนคะ พวกเราสองคนกินไก่ป่าตัวหนึ่งกับกระต่ายป่าครึ่งตัวพร้อมกับผักจานเดียวก็น่าจะพอแล้ว คุณปู่คุณย่าแล้วก็ป้าเจียงยังไม่ได้กินอะไรเลย พวกเราจะกินคนเดียวไม่ได้ ต้องห่อกลับไปให้พวกท่านด้วยค่ะ”
ฟางเสียนจือค่อนข้างประหลาดใจ เขาเข้าใจที่เธอห่อของอร่อยไปให้หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ แต่ไม่คิดว่าเธอจะนึกถึงเจียงอี่โหลวด้วย
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าเขามองมา วันนี้เธออารมณ์ดีเลยพูดออกมาตรงๆ ว่า “ประจบแม่สามีในอนาคต แน่นอนว่าต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้!”
ถึงเธอจะรับรู้ว่าเจียงอี่โหลวไม่ได้ชอบเธอมาก แต่เจียงอี่โหลวก็ไม่เคยทำให้เธอต้องลำบากใจ แถมยังช่วยเธอมาหลายครั้งด้วย ไม่ว่าจะได้ลงเอยกับฟางเสียนจือหรือไม่ แต่เธอก็เป็นคนรู้จักบุญคุณคน เมื่อมีของอร่อยย่อมขาดเจียงอี่โหลวไปไม่ได้
คำพูดของเธอทำให้ฟางเสียนจือยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขาเอื้อมมือมาบีบจมูกเธอแล้วพูดว่า “ภรรยาที่ดี”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่คิดว่าเขาจะแสดงท่าทางใกล้ชิดขนาดนี้ แถมยังไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนี้ด้วย ทำเอาเธอถึงกับหน้าแดงขึ้นมาทันทีและรีบพูดว่า “ฉันเห็นร้านขายชามอยู่ข้างๆ ฉันจะไปซื้อชามใหญ่ๆ มาใส่กับข้าวดีกว่า”
พูดจบเธอก็รีบวิ่งออกไป ในยุคนี้ร้านอาหารไม่มีบริการห่อกลับบ้าน ดังนั้นหากต้องการจะห่ออาหารกลับก็ต้องเตรียมชามไปเอง ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลย
ฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอก็รู้สึกขำในใจ หลังจากรออยู่พักใหญ่ เธอก็กลับมาพร้อมกับชามใหญ่สี่ใบจากร้านขายของชำข้างๆ หลังจากกลับมาแล้วก็ยังยิ้มหน้าบานไปหาพนักงานเพื่อขอน้ำล้างชามใหม่ ก่อนจะถือชามกลับมาด้วยท่าทีเอ้อระเหย
ตอนนี้อาหารขึ้นโต๊ะมาครบแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยก็หิวแล้วเหมือนกัน เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อไก่ป่าเข้าปาก ดวงตาถึงกับเป็นประกายขึ้นมาทันที เนื้อสัมผัสนุ่มอร่อย รสชาติกลมกล่อมกำลังดี กลิ่นหอมของเนื้อเข้มข้น ฝีมือของพ่อครัวร้านอาหารรัฐในยุคนี้ เธอต้องยกนิ้วให้!
ทั้งสองคนทานกันอิ่มหนำสำราญ จนตอนนี้ต่างก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็เก็บอาหารห่อกลับบ้าน ก่อนจะพากันขับรถไปที่โรงงานแก้วอีกครั้ง
เจิงจื้อเฉิงเห็นว่าจิ่งเยี่ยนกุยกลับมาซื้อขวดแก้วอีกครั้ง สำหรับเขาแล้วนี่เป็นคำสั่งซื้อเล็กๆ ที่ไม่น่าสนใจ แต่ว่าเขาเคยสูบบุหรี่ของเธอไปแล้ว ก็เลยต้องอำนวยความสะดวกให้เธอหน่อย จึงอนุญาตให้เธอเข้าไปเลือกขวดที่คลังสินค้าโดยตรง
แต่ว่าวันนี้โชคของจิ่งเยี่ยนกุยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ขวดแก้วที่ใช้งานได้ที่เหลืออยู่ในคลังสินค้ามีไม่มากนัก เลือกไปเลือกมาก็ได้แค่เพียงสามร้อยกว่าขวดเท่านั้น เจิงจื้อเฉิงได้ยินว่าเธอยังต้องการอีกเจ็ดร้อยกว่าขวด แถมลูกค้าคนนั้นก็ยังมีคำสั่งซื้อเข้ามาอีก จึงบอกให้เธอแวะมาใหม่ในสัปดาห์หน้า
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยและฟางเสียนจือกลับมาถึงหมู่บ้านอิ๋นซานก็เป็นเวลาห้าโมงเย็น จิ่งเสี่ยวเยวี่ยซึ่งได้รับบาดเจ็บนั้นกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่ลานบ้าน บังเอิญเห็นฉากนี้ สีหน้าของเธอก็บิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
ทำไมกันนะ? จิ่งเยี่ยนกุยมีสิทธิ์อะไรถึงได้นั่งรถของฟางเสียนจือเข้าๆ ออกๆ หมู่บ้าน แต่เธอกลับต้องคอยรับมือกับไอ้คนเสเพลที่ทั้งอัปลักษณ์และแก่หงำเหงือก?
สีหน้าของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยบูดเบี้ยวด้วยความโกรธจนเสียรูป ยกเท้าเตะเก้าอี้ที่วางอยู่ตรงหน้าของเธอ
หลิวชุนฮวาได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากในบ้านแล้วถามว่า “นี่แกเป็นอะไรอีกแล้ว?”
เรื่องที่เกิดขึ้นกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยครั้งที่แล้วทำให้เธอหงุดหงิดมาก จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลิ้งตกเขาพร้อมไอ้คนเสเพลจนบาดเจ็บก็ว่าแย่แล้ว เธอยังต้องเสียค่ารักษาไปอีกเพียบ แถมยังต้องทำงานบ้านทุกอย่างอีก หลายปีมานี้เธอไม่เคยรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนเลย!
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกัดฟันพูด “หนูจะเป็นอะไรได้ ก็เพราะแม่เองนั่นแหละไม่ได้เรื่อง! ขนาดจิ่งเยี่ยนกุยคนเดียวยังจัดการไม่อยู่ ไม่งั้นหนูจะกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง!”
ช่วงนี้หลิวชุนฮวาก็อารมณ์เสียมาก แต่ว่าเธอก็สงสารจิ่งเสี่ยวเยวี่ยอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยทำได้แค่อดกลั้นเอาไว้“ใช่ๆ แม่มันไม่ได้เรื่อง ลูกอย่าโกรธเลย พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านให้ดี รอให้หายดีแล้ว แม่จะไปขอร้องอาหญิงใหญ่ของลูก ให้ช่วยส่งลูกไปเรียนในเมือง”
หลิวชุนฮวาไม่อยากให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปทำงานทางใต้ หรือแต่งงานกับชายเสเพล ดังนั้นเพื่อที่จะหลบหน้าชายเสเพลและคำครหาของคนในหมู่บ้าน การไปเรียนหนังสือในเมืองจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ก่อนหน้านี้ที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยบอกว่าจะไปสอบเข้าเรียนต่อในเมืองปีนี้ ถึงแม้ว่าเธอจะคิดว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเรียนเก่ง แต่โรงเรียนในเมืองมีมาตรฐานสูงมาก จิ่งเสี่ยวเยวี่ยคงจะสอบไม่ติด เธอคิดไปคิดมาก็เลยทำได้แค่ไปขอความช่วยเหลือจากอาหญิงใหญ่ที่แต่งงานไปอยู่ในเมือง