บทที่ 21
พลังที่มาพร้อมปัญหา
ทุกคนที่เกิดบนโลกใบนี้ ล้วนได้รับพรจากเทพเ้ากันทั้งนั้น
ทารกแรกเกิดจะได้รับละอองแสงสวยงามที่มีสัญลักษณ์ของเทพแต่ละองค์เป็ของขวัญ ส่วนใหญ่เทพเ้าที่มีอิทธิพลหรือเป็ที่นับถือในท้องที่ดังกล่าว จะเป็ผู้ประทานพรให้กับพวกเขา
ระดับของพรจากเทพแบ่งออกเป็เพียงสองระดับ คือ ระดับต่ำซึ่งพบเจอได้ทั่วไป และระดับสูงซึ่งมีเพียงคนส่วนน้อยได้รับ
กว่าเ้าตัวจะรู้ว่าพรของตนเองอยู่ในระดับใด พวกเขาจะต้องมีพลังที่ตื่นขึ้นตอนก้าวพ้นวัยเด็กเสียก่อน หลังจากนั้นทักษะพิเศษที่ตนเองมี จึงจะได้รับการแบ่งแยกโดยสังคมมนุษย์อีกที
ทวยเทพไม่เคยกำหนดว่าพลังใดมีประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ เป็มนุษย์ทั้งหลาย ที่ตัดสินไปเองตามสภาพสังคม
ดังนั้นพรจากเทพแห่งเกษตรกรรม อาจทำประโยชน์ในท้องถิ่นที่ทำการเพาะปลูกได้มหาศาล แต่อาจไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงหากพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่บนูเาหินหรือในทะเลทราย พรแห่งผืนป่าอาจมีประโยชน์ที่เรดวู้ด แต่ก็ไร้ประโยชน์แถบเมืองชายทะเล พรของเทพแห่งแสงก็เช่นกัน... ถ้าคุณไม่เจ็บป่วย ก็ไม่มีเหตุอันใดให้ต้องรักษา พลังแห่งแสงก็คงใช้นำทางได้แค่ยามค่ำคืนเท่านั้น
เมื่อแต่ละท้องถิ่นมีความ้าของตนเอง ความศรัทธาและพรที่คนในท้องที่ได้รับจึงแตกต่างกันไป แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังต้องเคารพบูชาเทพหลักสี่องค์ที่มีอำนาจเหนือธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ เนื่องจากไม่มีใครสามารถอยู่ได้ถ้าขาดสิ่งจำเป็เ่าั้
การที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับพรจากเทพมากกว่าหนึ่งองค์ จึงเป็ปรากฏการณ์ที่หาได้ยากเช่นกัน ตามสถิติของอาณาจักรเซริส เด็กเกิดใหม่พันคนจะมีผู้ได้รับพรจากเทพสององค์จำนวนประมาณ 1-5 คนเท่านั้น สำหรับคนที่ได้รับพรจากเทพมากกว่าสององค์ขึ้นไป ล้วนพบเจอได้ยากยิ่งกว่านั้นหลายสิบเท่า
ดังนั้นผลการตรวจสอบของคิท จึงสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเหล่านักบวชที่มาเยี่ยมเยียน
นอกจากจะได้พรของเทพถึงสามองค์แล้ว…
หนึ่งในนั้นยังเป็องค์ไกเอลผู้ยิ่งใหญ่ที่ประทานพรให้กับคนจำนวนน้อยมาก
ประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของอาณาจักรเซริส มีจารึกนามของผู้โชคดีไว้เพียงเพียงเก้าคนเท่านั้น...
คิทจึงเป็คนที่สิบ
“เื่ใหญ่เช่นนี้... เราต้องรีบแจ้งให้ศาสนจักรทราบโดยเร็วที่สุด!” ฟาเธอร์จาคอบได้สติขึ้นมาเป็คนแรก หลังจากที่ศิลาเทพเ้าสิ้นแสงไป
“ทางอาณาจักรต้องรู้เื่นี้ด้วย เราต้องรีบเคลื่อนย้ายเด็กคนนี้โดยเร็ว ข้าเกรงว่า...” แมทธิวออกความเห็นเพิ่มอย่างรีบร้อน
“ไม่ได้หรอกแมทธิว จาคอบ...” แจคสันผู้มีระดับาุโมากสุดในกลุ่มนักบวชส่ายหน้าอย่างจนใจ “พวกเ้าคงไม่ได้หลงลืมลัทธิอีนอส หรอกใช่ไหม?”
“เด็กคนนี้สำคัญเกินไป นอกจากพวกนับถือเทพแห่งความมืดแล้ว ยังมีพวกบ้าอำนาจในเมืองหลวงอีกนะ ข้าละกลุ้มใจ เฮ้อ...” ซิสเตอร์แอนถอนหายใจเฮือกใหญ่
ั้แ่เห็นนิมิตร่วมกับลิซ่าครานั้น พวกเธอได้ขบคิดมาหลายรอบแล้ว ว่าจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี แต่เมื่อหาหนทางมากเท่าไหร่ ทั้งสองก็ยิ่งพบกับอุปสรรค... ไม่ว่าจะเป็ลัทธิแห่งความมืดที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงด้านลบและเต็มไปด้วยคำสาป หรือการเมืองที่สกปรกของอาณาจักรเซริส นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากอาณาจักรเพื่อนบ้านทางตอนใต้ และทางฝั่งตะวันตกอีกด้วย
คำพยากรณ์เกี่ยวกับภัยแล้งที่จะมาเยือนเมื่อ่ต้นปีได้เพิ่มความสำคัญของคิทขึ้นไปอีกหลายเท่า หากข่าวนี้แพร่ออกไป ขุมอำนาจน้อยใหญ่จะต้องเคลื่อนตัวแน่นอน
บางที... การได้รับความรักจากทวยเทพมากเกินไป ก็นำภัยร้ายจากมนุษย์เข้ามาหาได้เช่นกัน
ขณะนี้พวกเขาจึงได้แต่รอให้เ้าเด็กคนสำคัญตื่นขึ้นมาเสียก่อน สถานที่จึงถูกเปลี่ยนจากโบสถ์ว่างเปล่า ไปเป็ที่พำนักของเหล่าเด็ก ๆ แทน... กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รอคอยนานนัก เพราะแค่ไม่กี่ชั่วโมงคิทก็ตื่นขึ้นเพราะจมูกที่ดมอากาศดังฟุดฟิดได้กลิ่นอาหารมื้อเย็นชวนให้ท้องน้อย ๆ ส่งเสียงน่าอายขึ้นมา
(หืม... หายไปไหนกันหมดนะ) เด็กหนุ่มมองห้องนอนรวมที่ไม่มีใครอยู่นอกจากเขา จากนั้นก็ลุกขึ้นและบิดี้เีตามความเคยชิน พร้อมกับทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
(ของหวาน งานฉลอง แล้วก็เหล้า... อืม ไม่น่ายากอะไร แต่เื่วุ่น ๆ ที่ท่านฟอริสพูดถึงคืออะไรกันนะ)
เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็เจอกับผู้าุโทั้งห้าที่เปิดประตูเข้ามา ทุกคนมีใบหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด แล้วบทสนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์แสนพิเศษก็เริ่มต้น
“ร่างกายของเ้าเป็อย่างไรบ้าง เ้าเด็กน้อย” ฟาเธอร์แจคสันส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ หลังจากยืนยันว่าเ้าหนุ่มน้อยมีสุขภาพดีแข็งแรงเหมือนเดิมก็เบาใจ
“รู้หรือไม่ว่าเ้าได้รับพรจากเทพถึงสามองค์เชียวนะ...” คำกล่าวของลิซ่าทำให้เด็กน้อยพยักหน้า
“ทราบครับ ท่านไกเอล ท่านฟอริสแล้วก็ท่านแลนด์บรูห์ เอ่อ...” นักบวชทั้งห้ายืนนิ่งไป ตาเบิกกว้าง จนคิทต้องอธิบายต่อ “พอดีข้าพบกับพวกเขาในนิมิตแล้วได้ทำข้อตกลงหลายอย่างเลยครับ...”
เมื่อไม่มีคำตอบใด ๆ จากผู้าุโ คิทจึงพูดต่อเนื่อง คำขอเกี่ยวกับการสร้างงานฉลอง การทำของหวาน และเครื่องดื่มมึนเมาเพื่อเป็ของถวายแลกเปลี่ยน จึงได้รับทราบโดยทั่วกัน
“เขา... เขาได้พูดคุยกับทวยเทพ!” แมทธิวกับจาคอบพูดขึ้นพร้อมกันด้วยตาเป็ประกาย แม้แต่นักบุญผู้เคร่งครัดและยึดถือคำสอนมาหลายสิบปียังไม่เคยได้รับโอกาสนั้นแม้เพียงครั้ง เด็กน้อยผู้มีประสบการณ์ยาวนานจึงเริ่มััได้ว่าความวุ่นวายที่ท่านฟอริสกล่าวทิ้งท้ายไว้ หนึ่งในนั้น... คงเป็เื่นี้แน่ ๆ
ผู้าุโอย่างแจคสันจึงต้องห้ามปรามคนแก่ทั้งสองที่กำลังทำตัวเหมือนเด็กอีกครา หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันขบคิดเพื่อหาหนทางว่าจะช่วยเหลือภารกิจนี้อย่างไรดี
ของหวานเป็อาหารชั้นสูงที่คนร่ำรวยเท่านั้นจะหากินได้ คิทจึงร้องขอผู้นำจากโบสถ์แห่งแลนด์บรูห์ให้เขาช่วยเสาะหาพืชพรรณที่ให้ผลหวานอร่อยเพื่อนำมาแปรรูปต่อไป สำหรับสุรานั้น ยุคนี้มีเพียงแค่เหล้ามี้ด และเบียร์สดขาย รสชาติของพวกมันค่อนไปทางหวานขม หากนำไปถวายทวยเทพเขาคงต้องปรับปรุงมันเสียหน่อย ภารกิจต่อเนื่องคงมีอีกหลายอย่างให้เขาจัดการ...
แต่นั่นก็เป็ข่าวดีมากพอสำหรับคิทแล้ว ขอแค่มีหัวเชื้อจุลินทรีย์สำหรับการหมักสุรา เวลาที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องดื่มก็ลดลงมาก สำหรับเื่รสชาติและการกลั่น... เขาค่อยหาหนทางลองผิดลองถูกต่อเอง
สำหรับงานเฉลิมฉลองขอบคุณแผ่นดินตามคำขอขององค์ไกเอลนั้น ทั้งห้าไม่สามารถช่วยเหลือได้...
“โบสถ์แห่งแผ่นดินของท่านไกเอล ไม่มีอยู่อีกแล้ว เนื่องจากพรที่ท่านมอบให้กับมนุษย์ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อประมาณแปดสิบปีก่อน นักบวชคนสุดท้ายน่าจะสิ้นชีวิตไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว...”
คำพูดของแมทธิวทำให้คิทค่อนข้างหนักใจ เขายังได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า โบสถ์ใหญ่ของเทพแห่งธาตุทั้งสี่ล้วนล่มสลายไปพักใหญ่แล้ว เหลือเพียงธรรมเนียมที่ทุกท้องที่ยังคอยสักการบูชาด้วยความเคารพเท่านั้น
(มิน่า... ท่านไกเอลถึงดูอมทุกข์นัก) คิทยังจำใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้อารมณ์ใด ๆ ได้ดี
หนทางการจัดงานฉลองเพื่อสรรเสริญองค์ไกเอลจึงต้องทำอย่างค่อยเป็ค่อยไป เด็กหนุ่มจึงวางแผนเอาไว้ว่าจะเริ่มจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ก่อน เมื่อสาระสำคัญเกี่ยวกับการพบเทพทั้งสามจบลง เื่เคร่งเครียดของเหล่าผู้าุโจึงถูกบอกต่อให้กับคนสำคัญได้ทราบ
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เื่ราวภายในอาณาจักร พร้อมกับรายละเอียดของขุมอำนาจต่าง ๆ ที่พัวพันกันยุ่งเหยิง ได้ถูกถ่ายทอดอย่างคร่าว ๆ เด็กน้อยที่รับฟังจึงได้แต่นั่งกุมขมับอยู่ที่ขอบเตียง ความวุ่นวายที่ท่านฟอริสกล่าวไว้ได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากนักบวชพวกนี้จนกระจ่างแล้ว
“พวกเราได้ให้ทุกคนในเหตุการณ์กล่าวคำสาบานแล้วว่าจะไม่เผยแพร่ข้อมูลนี้ออกไป ดังนั้น... ทุกอย่างจึงอยู่ที่ตัวเ้าแล้ว ว่าจะตัดสินใจทำอะไรต่อไป” ซิสเตอร์แอนและลิซ่า ตบบ่าเล็กเพื่อให้กำลังใจ
เป็อีกครั้ง... ที่เขาต้องเลือกว่าตนเองจะใช้ชีวิตอย่างไร ดวงจิตที่ผ่านโลกมานานจึงนึกย้อนไป่ที่เขาเรียนจบปริญญา แล้วส่งจดหมายสมัครงานหลายสิบฉบับ นึกถึง่ตอบรับว่าจะทำงาน นึกถึง่ที่มีชีวิตแสนทรมานเพราะความโลเล และตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตบนเส้นทางแสนจะทุกข์ระทม
ดูเหมือนว่าโลกใบนี้ จะมีอุปสรรคหลายอย่างขวางกั้นการใช้ชีวิตของเขาเช่นกัน คิทไม่เข้าใจว่าทำไมฝันที่อยากเป็ชาวสวน ถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ ฉับพลันถ้อยคำของท่านฟอริสก็ดังขึ้นอย่างกระจ่างชัดอยู่ในสมอง เสียงสดใสของเธอทำให้เขาผ่อนคลาย
...สิ่งสำคัญของทุกคน คือ ใช้ชีวิตให้มีความสุข...
แล้วเขาจะต้องคิดอะไรมากอีกเล่า ช่วยทุกคนเท่าที่ตนเองจะทำไหว เน้นให้ตนเองมีความสุขใน่ชีวิตสั้น ๆ ตักตวงความทรงจำสนุกสนานเก็บเอาไว้เป็พลังให้ตนเองได้ก้าวไปข้างหน้า คอยแก้ปัญหาไปทีละขั้นตามกำลังของตนก็พอแล้ว
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจอีกครา แต่หนนี้เขามีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับบนใบหน้า ดวงตาทั้งสองมองตอบผู้าุโด้วยความแน่วแน่ พวกมันเปล่งแสงสีเขียวอ่อนอย่างเบาบาง
“ข้าคงยังติดตามพวกท่านไปโบสถ์ใหญ่ไม่ได้ ครอบครัวของข้ามีเพียงพี่น้องที่นี่เท่านั้น”
“ข้าเคารพการตัดสินใจของเ้า ถ้าหาก้าความช่วยเหลืออะไรในอนาคต ขอเพียงเ้าเอ่ยปากเท่านั้น” จาคอบพยักหน้าให้คิท แมทธิวเองก็เข้ามาพูดแบบนี้เช่นกัน
“แน่วแน่ดี พวกเธอเลี้ยงดูเด็กได้ยอดเยี่ยมนัก” แจคสันกล่าวชมรุ่นน้องทั้งสอง ก่อนจะชันเข่าลงมาคุยกับคิทในระดับเดียวกัน
“ข้าจะไม่กดดันเ้า แต่พลังที่มีควรจะถูกใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ไม่ละเลยเกินไป และไม่ทุ่มเทเกินไป... เ้าพอจะทำได้ไหม?”
“ข้าเข้าใจครับ ข้าจะทำเช่นนั้นแน่นอน” หนุ่มน้อยพยักหน้าตอบรับความนัยของฟาเธอร์แจคสันอย่างรวดเร็ว
คิทเข้าใจดีว่าความสุขของตนเองคงจะเกิดขึ้นถ้าหากครอบครัวและมิตรสหายมีความสุขไปด้วย
ภารกิจบนโลกใบนี้ จึงเพิ่มพูนจนมีมากกว่าแค่การทำสวนและการสานฝันของตนเองให้เป็จริง
เด็กน้อยที่มีจิตใจมั่นคงแล้ว เดินออกไปพูดคุยหยอกล้อกับน้อง ๆ เหมือนเคย
อาหารเย็นมื้อนี้ ยังคงอร่อยและอบอุ่นเช่นเดิม