หลอดไฟนีออนสีเหลืองนวลในโถงห้องประชุมถูกหรี่ลง จนเหลือเพียงแสงด้านหน้าตรงหน้าเวทีเพื่อเป็จุดสนใจ นักเรียนปีหนึ่งหลายคนต่างตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เรียกว่าหลอดไฟ เป็ของโบราณที่หาได้ยากแล้ว
เพราะในปัจจุบันนี้ มีหินเวทธาตุเพลิงหรือไฟฟ้าถูกๆติดตั้งให้แสงสว่างแทน และจ่ายพลังงานด้วยมานา โดยหินเพลิงจะให้แสงสีเหลืองนวล ส่วนสายฟ้าจะให้แสงสีขาว และหินธาตุแสง จะให้แสงที่สว่างจ้า เหมาะสำหรับทำไฟฉายแบบสปอร์ตไลท์ ซึ่งราคาจะแพงกว่ามาก
“สวัสดีนักเรียนปีหนึ่งที่น่ารัก” อาจารย์สูงวัยท่าทางเหมือนพ่อมดเมอลิน กล่าวพลางเดินขึ้นมาบนเวที เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วห้องประชุม โดยผ่านลำโพงที่ติดตามผนัง และนี่ก็เป็อีกครั้ง ที่นักเรียนตื่นเต้นกับวิทยาศาสตร์ที่สาบสูญ
เรนเดลจำได้ทันที ว่าอาจารย์คนนี้มีชื่อว่าเฮคเตอร์ เขาอยู่ในเหตุการณ์ล่ามานาอีตเตอร์ ซึ่งอยู่ใต้ดันเจี้ยนนั่นเอง ดูท่าว่าเขาน่าจะเป็อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้
“ทุกคนอาจจะสังเกตุได้ั้แ่เข้ามาในเขตรั้วโรงเรียน หรือแม้กระทั่งในเมืองอาร์คาเดีย ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เหลือรอดมาจากยุคสาบสูญอารยธรรมมนุษย์เมื่อสามร้อยปีก่อน”
นักเรียนในห้องประชุมเริ่มพูดคุยกันเสียงดัง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่พวกเขาได้พบเจอ เรนเดลนั่งทำหน้าเบื่อๆเพราะในยุคของเขามันเป็เื่ปกติ เขาชำเลืองมองดูลูเธอร์ที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น ก่อนจะหันมามองเรนเดล
“จริงดั่งที่นายว่า นายรู้ได้ไง ว่าอาจารย์จะมาพร้อมกับเสียงที่ดังกึกก้องตามผนัง และแสงไฟบนเพดานจะสามารถหรี่ลงมาได้”
เรนเดลอมยิ้มเล็กน้อย ั้แ่เขาเห็นดอกลำโพงฝังผนัง กับหลอดไฟนีออนแบบหรี่ได้ เขาก็เดาได้แล้ว ว่าห้องประชุมนี้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับโลกของเขา
“นายมันสุดยอดจริงๆ” ลูเธอร์กล่าวชม “นายต้องเป็ขุนนางระดับสูง หรือไม่ก็เชื้อพระวงศ์แน่ๆ ถึงมีของพวกนี้ใน และรู้หลักการทำงานของมัน”
“แค่เคยเห็นผ่านๆน่ะ และฉันก็เป็แค่คนธรรมดา” เรนเดลกล่าวปฏิเสธเสียงเรียบ ก่อนเขาจะตัดสินใจลุกออกจากเก้าอี้ เพื่อไปสมทบกับเซร่า ไอริน และโคโตโนฮะที่ตามเข้ามาที่หลัง เขาได้ยินเสียงนักเรียนปีหนึ่งจำนวนมาก ทยอยเดินเข้ามาในหอประชุม เนื่องจากเวลาแนะนำชมรมหมดลงแล้ว
“ฉันไปหาเพื่อนก่อนนะ” เรนเดลกล่าวทิ้งท้ายลูเธอร์ จังหวะนี้เขาเดินสวนกับโจแอนนา ที่เดินเข้ามาหาที่นั่งด้านในพอดี ดวงตาสีทับทิมของเธอชำเลืองมองเรนเดลด้วยสายตาระมัดระวัง ก่อนจะรีบหลบสายตาของเขา และนั่งลงข้างๆลูเธอร์ทันที
โคโตโนฮะยกมือโบกเรียก เพื่อให้เรนเดลสังเกตุเห็น เรนเดลจึงไปนั่งข้างๆเธอ เขาสังเกตุว่าไอรินนั่งข้างเซร่าซึ่งไกลจากเขาที่สุด อาจจะโมโหเขาเื่ที่มีปากเสียงกับฟรังซัวร์อยู่ก็เป็ได้
“ขอต้อนรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกในปีนี้ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น หนึ่งร้อยหนึ่งคน” อาจารย์ใหญ่เริ่มทำน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะอ่านใบร่างสุนทรพจน์ที่เขาจดไว้ด้วยลายมือ “พวกเธอทุกคนเมื่อตัดสินใจเข้ามาในโรงเรียนมาเกียแล้ว เราก็จะต้องบอกพวกเธอเสียหน่อย...ว่าโรงเรียนของเรา มีศาสตร์ชั้นสูงใดบ้าง ให้พวกเธอได้เลือกสรรค์ รวมทั้งชมรมทั้งหมดในโรงเรียน เพื่อที่พวกเธอจะได้เรียนอย่างมีความสุข และสามารถสอบเลื่อนระดับไปในทิศทางที่ตัวเอง้า”
นักเรียนต้องส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อภาพฉายจากจอโปรเจคเตอร์ ถูกฉายมาที่หน้าเวที มันเป็ภาพวาดแผนผังสายอาชีพของจอมเวท บนกระดาษเอสี่ ทำเอาเรนเดลกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว ที่คนในยุคนี้ ตื่นเต้นกับของธรรมดาๆเสียจริงๆ
“เรนเดล...”ลูเธอร์กล่าวชื่อของเรนเดลออกมา จนโจแอนนาเหลียวตามองด้วยความสงสัย “สิ่งนี้เขาก็บอกผมเอาไว้ ตอนที่คุยกันเื่วิทยาศาสตร์ เขาเป็ผู้หยั่งรู้หรือไงกันนะ”
“อย่าเวอร์ไปหน่อยเลย ลูเธอร์” โจแอนนากล่าวเสียงขุ่น “ของพวกนี้มันก็คือเทคโนโลยียุคโบราณทั้งนั้น เขาอาจมีพ่อแม่เป็นักโบราณคดีทางด้านวิทยาศาสตร์ก็ได้ และไอ้ที่เขาแสดงโชว์ที่บ้านฉันก็มีเหมือนกัน นายก็เคยเห็นตอนเด็กๆนี่”
เมื่อถูกเบรคซะหัวทิ่ม ลูเธอร์จึงนั่งอยู่เงียบๆ ฟังอาจารย์กล่าวต่อโดยไม่แสดงความเห็น แต่แววตาของเขาที่ลอบมองเรนเดลนั้น เต็มไปด้วยความนับถือ และอยากรู้จักอีกฝ่ายให้มากกว่านี้
อาจารย์ใหญ่กล่าวอธิบายเส้นทางอนาคตของจอมเวทที่นักเรียนจะต้องเลือกเดิน เมื่อนักเรียนในโรงเรียนนี้เรียนจบครบสามปี พวกเขาก็จะต้องสอบเข้าคณะที่ตัวเองอยากเรียน โดยจะสอบทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ เพื่อคัดกรองว่านักเรียนคนนั้นเหมาะจะศึกษาต่อในระดับมหาลัยหรือไม่
ในระดับมหาวิทยาลัยเวทนั้น จะมีสี่สาขาให้เลือก คือสาขาวิทยาการเวทมนตร์ สาขามนตราประดิษฐ์ และสาขาวิศวกรรมมานา อันที่จริงมีอีกสาขา คือสาขาศาสนศาสตร์และอภิปรัชญา ซึ่งจะต้องทำเื่สอบไปเรียนที่จักรวรรดิัไฟ ไม่มีให้เรียนต่อที่โรงเรียนนี้
“ฉันจะต่อยอดสาขานั้นแหละ” โคโตโนฮะกล่าวขึ้นให้เรนเดลได้ยิน “ศาสนศาสตร์และอภิปรัชญา หนทางสู่การเป็มิโกะศักดิ์สิทธิ หรือสังฆราชแห่งศาสนจักร”
“เธอนี่ชื่นชอบศาสนาเสียจริงเลย” เรนเดลกล่าว “มีเหตุผลอะไรไหม ถึงชอบทางนี้เป็พิเศษ”
“สืบทอดอำนาจต่อจากแม่ของฉันน่ะสิ” โคโตโนฮะกล่าวด้วยน้ำเสียงปลามปลื้ม “ขนาดพ่อฉันที่เป็ถึงโชกุน ยังต้องเกรงใจแม่ฉันเลยนะ เวลาแม่ฉันโกรธที่ละก็ ท่านพ่อต้องตามไปง้อถึงวิหารแห่งแสงเชียว”
“จะเรียนเพื่อข่มสามีในอนาคตว่างั้นเถอะ” เรนเดลกล่าว “น่ากลัวจัง เห็นทีฉันต้องระวังเสียแล้วสิ...”
“...และทำไมนายต้องระวังด้วยล่ะ” โคโตโนฮะถามด้วยเสียงแ่เบา ใบหน้าเธอแดงก่ำ เรนเดลเองก็หวิดสำลักน้ำลายตัวเอง เขาพึ่งนึกได้ว่าการกระทำของเขา มันไม่ต่างอะไรกับสารภาพรักเลย
เรนเดลและโคโตโนฮะเบือนหน้าหนีออกจากกันด้วยความเขินอาย พลางนิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ เซร่ารู้สึกถึงบรรยากาศอึดอัด เธอจึงต่อบทสนทนาให้
“ส่วนฉันจะเรียนด้านมนตราประดิษฐ์ค่ะ” เซร่ากล่าวขึ้นมาด้วยท่าทีไม่มั่นใจ “ถึงจะดูอาจเอื้อมไปหน่อย แต่ฉันหวังจะสร้างเวทมนตร์เป็ของตัวเอง โดยเฉพาะเวทมนตร์ในระดับมหาเวทน่ะค่ะ”
“สุดยอดเลย” โคโตโนฮะได้โอกาส จึงรับบทต่อของเซร่า “ได้ข่าวว่าเป็สาขาที่คนจบออกมาน้อยที่สุดเลยนี่ เพราะโปรเจคจบต้องสร้างเวทมนตร์ระดับห้าขั้นสามบท หรือเจ็ดขั้นหนึ่งบท และผู้ใช้เวทคนอื่นต้องฝึกฝนได้โดยไม่มีผลข้างเคียง จึงจะจบออกมาได้”
“สร้างเวทมนตร์เป็ของตัวเองหรือ” เรนเดลกล่าวทวนในสิ่งที่ได้ยิน นี่ก็ถือเป็ความรู้ใหม่ของเขา เรนเดลในชาติที่แล้ว ไม่มีหัวคิดเื่นี้แม้แต่น้อย อันที่จริงหลักสูตรเวทมนตร์ในระดับมหาลัย ก็ไม่มีในสมัยของเขาเช่นกัน ถ้าหากมีสิ่งที่เขาไม่รู้มากมายขนาดนี้ ก็เป็ไปได้ว่าในยุคนี้ น่าจะมีจอมเวทที่แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่ แม้ในยามที่เขาได้พลังกลับคืนมาทั้งหมดแล้วก็ตาม
“โลกนี้มันช่างกว้างใหญ่จริงๆ...เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์บอก” เรนเดลรำพึงกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่สติของเขาจะถูกดึงกลับมา
“แล้วนายจะเรียนสาขาอะไร เรนเดล” ไอรินซึ่งนั่งฟังเงียบๆมาตลอด หาโอกาสเข้าร่วมวงสนทนาบ้าง “อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้คิดเลยน่ะ”
“อืม...ก็ยังไม่ได้คิดจริงๆแหละ ว่าจะเรียนต่อด้านไหน” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ “ถ้านึกไม่ออกจริงๆ อาจเลือกเรียนสาขาเดียวกับเซร่าก็ได้มั้ง”
“สนใจสาขาวิศวกรรมมานาไหม” ไอรินกล่าวเสนอแนะ ทำเอาเรนเดลแปลกใจ ทุกทีไอรินจะต้องหาเื่เหน็บแนมเขา แต่รอบนี้มาแปลก “สาขานี้เหมาะกับทหารเวท นักสู้เวท หรือผู้ที่้าจบออกมาเป็สายนักรบเลยนะ เพราะมันเรียนลงลึกเกี่ยวกับกระแสมานา แหล่งต้นกำเนิดพลังงานเวทมนตร์ที่เราใช้ รวมถึงสร้างมานาเทียม และของชดเชยมานาด้วย”
“รู้รายละเอียดดีนี่...อย่าบอกนะว่าฟรังซัวร์มันเลือกสาขานี้” เรนเดลกล่าวพลางยิ้มเยาะ ทำเอาไอรินหน้าแดงก่ำ ก่อนเธอจะหลบหน้าเขา
“แล้วเธอจะเรียนสาขาไหนคะ ไอริน” เซร่าเป็ฝ่ายเอ่ยถามบ้าง เธอเองพึ่งรู้จักไอรินได้ไม่นาน จึงคิดว่าจะสนิทกับไอรินด้วย อย่างน้อยพวกเธอก็อยู่กลุ่มเดียวกัน
“วิทยาการเวทมนตร์น่ะค่ะ” ไอรินกล่าวพลางยิ้มรับ “เรียนสาขาเดียวกับพ่อของฉันน่ะ จะมาต่อยอดผลึกเวทที่ใช้สร้างอาวุธเวท และเพาะพันธ์สัตว์เวทขาย ซึ่งเป็กิจการที่พ่อได้รับมาั้แ่สมัยปู่น่ะค่ะ”
“ยังไงก็ยังคิดไม่ออกแฮะ” เรนเดลกล่าว “ทุกสาขาล้วนแต่มีความสำคัญกันหมด น่าจะมีจับเรียนรวมให้หมดเลยนะ ในระดับปริญญาโทก็ได้”
“พูดจาเลอะเทอะบ้าบอใหญ่แล้วนะเรนเดล ใครมันจะไปเรียนหมดได้ยะ” ไอรินกล่าวแขวะใส่ ทำเอาเรนเดลยิ้มรับ
“นี่สิ ไอรินที่ฉันรู้จักกลับมาแล้ว ยัยไอรินปากร้าย”
“นี่ เรนเดล นายหมายความว่าไง” ไอรินแหวใส่ ทำเอาเรนเดลหัวเราะเยาะ ก่อนที่พวกเขาทั้งสี่คนจะรีบปรบมือตามนักเรียนคนอื่นในห้องประชุม ดูเหมือนว่าอาจารย์ใหญ่จะกล่าวคำแนะนำจบลงแล้ว
“ปริญญาโท...มหาบัณฑิตน่ะหรือ” เซร่ากล่าวทวนคำของเรนเดล “คำศัพท์โบราณมากเลยนะคะนั่น เรนเดลอายุเท่าไหร่กันนี่”
แต่ทว่าเรนเดลไม่ตอบอะไร เขากำลังทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนจะหลบหลังโคโตโนฮะ เมื่อไอรินทำท่าจะลงมือตีเขา
ไม่มีใครสงสัยคำพูดของเรนเดล เหมือนอย่างที่เซร่าสงสัย เธอจึงตัดสินใจเก็บเื่นี้เอาไว้ก่อน เพราะยังไงมันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่
หลังการกล่าวสุนทรพจน์จบลง ตามด้วยรุ่นพี่ชมรมดนตรีเล่นดนตรีต้อนรับรุ่นน้อง ก็มีการแนะนำตัวสมาชิกสภานักเรียน รวมถึงกฏระเบียบที่รุ่นพี่มีอำนาจตักเตือนรุ่นน้องในบางส่วน หากรุ่นน้องทำผิด
หลังจากนั้นก็ปล่อยนักเรียนกลับ เพื่อให้นักเรียนบางคนที่มาจากบ้านของตน เตรียมทำเื่เช่าหอพัก หรือบ้านพัก สำหรับใช้อยู่จนกว่าจะเรียนจนจบการศึกษา
“เรนเดล นายไม่คิดจะย้ายมาอยู่ทาวเฮ้าส์หรือบ้านพักจริงๆสินะ” ไอรินถามเพื่อความแน่ใจ ก่อนเธอจะเตรียมตัวเดินกลับบ้านพร้อมกับโคโตโนฮะ
“ไม่อะ มันใหญ่เกินความจำเป็” เรนเดลกล่าวปฏิเสธ “ห้องพักสำหรับฉันมีไว้ซุกหัวนอน กับเก็บข้าวของเล็กๆน้อยๆก็เท่านั้นแหละ”
“พูดอย่างกับตัวเองเป็ไพร่เลยนะ” ไอรินกล่าวเสียงขุ่น “หรือนี่เตรียมซ้อมที่จะเป็ไพร่จริงๆเอาไว้แล้ว”
“แล้วแต่จะคิด” เรนเดลกล่าวเสียงเบื่อๆ ก่อนจะโบกมือลาทั้งสองคน พลางเดินกลับพร้อมกับเซร่า พวกเขาต้องร่วมทางกันจนกว่าจะถึงทางแยกหอพักชายและหญิง เมื่ออยู่กันสองต่อสอง เซร่าก้มหน้านิ่งพลางเดินอย่างสงบเสงี่ยม
“เรนเดลคะ” เซร่าเอ่ยทักอย่างอายๆ “คือฉันยังไม่เข้าใจการตัดกระแสมานาที่เชื่อมต่อกับร่างกายน่ะค่ะ มันมีประโยชน์ยังไงหรือคะ”
“เวลาที่เราตกเป็เหยื่อ มันช่วยทำให้ศัตรูคิดว่าเราตายแล้วได้น่ะครับ” เรนเดลอธิบายแบบรวบรัด “รวมถึงพลางตัวจากจอมเวทด้วยกันเองได้ กรณีหลบซ่อนหรือลอบสังหาร”
“เอ่อ...เรนเดลคะ ขอถามอีกเื่”
“ได้สิครับ”
“เรนเดลเป็ใครกัน ทำไมบุตรีแห่งตระกูลบาชอค ดูสนิทกับเรนเดลขนาดนี้น่ะค่ะ ได้ยินมาว่าพ่อของนางเป็ถึงผู้สำเร็จราชการแทนกษัตริย์เลยน่ะค่ะ”
เรนเดลสะดุดกับประโยคคำถามของเซร่า เขายังไม่ได้บอกเธอเลย ว่าตัวจริงเขาเป็ใคร ฝ่ายไอรินเองก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยเขาปกปิดแน่ๆ ถึงได้พูดเหมือนเขาเป็ขุนนางแบบนั้น
“เป็แฟนกันหรือเปล่าคะ...ฉันอยากรู้น่ะค่ะ จะได้วางตัวได้ถูก”
เรนเดลรู้สึกโล่งใจ ที่เซร่าไม่คิดจะถามฐานะของเขา ดูเหมือนเธอจะสนใจเื่อื่นมากกว่า
“ไม่ใช่หรอกครับ ไอรินมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ผมกับไอรินเราเป็แค่เพื่อนกันน่ะ”
เรนเดลสังเกตุได้ว่าเซร่ายิ้มอย่างมีความสุข เมื่อได้รับการยืนยันจากปากของเขาเอง
“ค่ะ งั้นวันนี้เหมือนเดิมนะคะ รบกวนสอนเวทมนตร์ให้ฉันเพิ่มด้วย”
เรนเดลรู้สึกดีใจที่เซร่านั้นสนใจใฝ่เรียนรู้ และ้าจะพัฒนาตัวเองให้ทันคนอื่นที่มาเข้าเรียนที่นี่ หากเป็แบบนี้เธอจะไม่ด้อยกว่าใครอย่างแน่นอน
“อีกหนึ่งชั่วโมงเจอกัน ฉันขอเตรียมตัวก่อนนะ” เรนเดลกล่าวพลางโบกมือลาเซร่าที่หน้าหอพักหญิง เซร่าอมยิ้มอย่างมีความสุข เธอรู้สึกดีที่ได้ใกล้ชิดกับเรนเดลมากกว่าคนอื่น เนื่องจากคนอื่นนั้นมีฝีมือพอๆกับเรนเดลแล้ว จึงไม่ต้องให้เขาสอนอะไรอีก
เซร่าเดินขึ้นบันใดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ระหว่างนี้เธอคิดคำถามที่จะถามเรนเดลในหัวมากมาย…
เธอหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูห้องของตัวเองที่ชั้นสอง เมื่อเธอพบว่าโจแอนนา และลูเธอร์มายืนดักรอเธอถึงหน้าห้อง ดูท่าจะมายืนรออยู่นานพอสมควร สังเกตุได้จากสีหน้าที่ดูหงุดหงิดของโจแอนนา
“มีธุระอะไรหรือคะ โจแอนนา” เซร่าเอ่ยถามเสียงเรียบ พร้อมกับแสดงสีหน้าเครียดออกมาทันที
โจแอนนาไม่ตอบอะไร เธอเดินเข้ามาหาเซร่าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมอบกล่องของขวัญกล่องหนึ่งให้ และเดินย่ำเท้าออกจากหอพักทันที
“ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ” ลูเธอร์กล่าวพลางวางชุดเครื่องนอนใหม่ทิ้งไว้หน้าห้องของเธอ ก่อนจะเดินตามโจแอนนาไปติดๆ
“ถ้าไม่ร่ายเวทป้องกันไว้ ป่านนี้คงเข้าไปรอในห้องแล้วสินะ” เซร่ากล่าวกับตัวเองเบาๆ เธอรู้สึกโล่งใจที่สามารถใช้เวทเขตแดน เพื่อปกป้องที่อยู่อาศัยของตนได้แล้ว
เซร่าร่ายเวทปิดเขตแดนห้องของตัวเอง ก่อนจะไขกุญแจห้องเพื่อเปิดประตู หลังจากเหตุการณ์ที่ห้องนอนของเธอถูกคนลอบเข้าไปทำลายข้าวของ โคโตโนฮะก็สอนเวทเขตแดนที่ใช้ป้องกันพื้นที่ส่วนตัวให้ มันเป็เวทระดับกลางก็จริง แต่ก็ไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ต้องรู้เทคนิคการถอดรหัสอักขระด้วย
เธอร่ายเวทตรวจสอบวัตถุที่เรนเดลเคยสอนมา เมื่อพบว่าไม่มีอะไรอันตรายอยู่ในนั้น เธอจึงค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ
มันคือชุดเครื่องสำอางค์อย่างดี ในราคาที่เซร่าไม่คิดจะซื้ออย่างแน่นอน เธอถอนใจเบาๆก่อนจะนำมันไปวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง ดูท่าโจแอนนาคง้าขอโทษกลายๆ จึงซื้อของมาคืนเธอ
“ของพวกนี้ฉันใม่ใส่ใจหรอกค่ะ” เซร่ากล่าวเสียงเรียบ พลางมองกระเป๋าไหมพรมของแม่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เธอยังคงเก็บมันเอาไว้อยู่ และปล่อยให้คงสภาพนั้นเอาไว้ ทั้งที่เธอสามารถไปขอให้เรนเดลซ่อมแซมมันได้ ด้วยมหาเวทวิหารแห่งความศรัทธา แต่เธอ้าซ่อมของสำคัญ ด้วยกำลังของเธอเอง
ทางด้านของเรนเดล ตอนนี้กำลังทดลองร่ายเวทผ่านคฑาของเขา ก่อนจะบังคับให้มันเผยร่างที่แท้จริง เมื่อเขาใส่เวทธาตุแสงลงไป มันก็กลายเป็คฑาที่ยาวขึ้น ลูกแก้วสีแดง้าเปลี่ยนเป็ปลายหอกแหลม มันดูสมกับเป็หอกแห่งดวงอาทิตย์ ตามชื่อของมันอยู่บ้าง
เรนเดลลองกวัดแกว้งหอกแห่งดวงอาทิตย์ของเขาไปมา พบว่ามีลำแสงสีรุ้งวิ่งตามการกวัดแกว่งของเขา เรนเดลลองฟาดหอกไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อเทสพลังทำลายของมัน ก่อนที่มันจะทำเอาเขาตะลึง
ตู้เสื้อผ้าของเขาแตกราวกับถูกพลังบางอย่างฟาดจนเสียหาย ราวกับว่าเขาถือค้อนหนักหนึ่งตันแล้วทุบลงไปยังไงยังงั้น เรนเดลยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนจะร่ายมหาเวทวิหารแห่งความศรัทธา ซ่อมแซมตู้เสื้อผ้าจนกลับมาเป็เหมือนเดิม
“ขั้นต่อไป ใส่พลังเวทเพื่อเรียกใช้เวทประจำตัวของมันดีกว่า” เรนเดลกล่าวก่อนจะใส่มานาของเขาเองลงไปในอาวุธเพิ่ม เพื่อบังคับปลดล็อคเวทประจำตัวของมัน ตัวของเขาเรืองแสง พร้อมกับมานาในร่างถูกดูดเข้าอาวุธไปราวกับก็อกแตก
มันสูบกินมานาในร่างเขาไปกว่าครึ่ง จนเรนเดลต้องหยุดใช้งานอาวุธเวท นั่นหมายความว่าตัวเขาในตอนนี้ ยังมีพลังไม่พอที่จะใช้มันต่อสู้
“สมกับเป็อาวุธเวทชั้นสูง” เรนเดลกล่าวเสียงสั่น “มานาที่สะสมในร่าง ยังไม่พอจะเปิดใช้งานแกสินะ ”
อาวุธเวทมนตร์นั้นถือเป็หนึ่งเดียวกับผู้ใช้ มันจึงไม่ดูดกลืนกระแสมานาในอากาศ แต่้ากระแสมานาในร่างของเ้าของ เพื่อสามารถใช้งานมันได้อย่างเต็มที่ หรืออาจดูดกลืนมานาของศัตรูได้ สำหรับอาวุธเวทบางชนิด เรนเดลตระหนักแล้วว่าเขาในตอนนี้ยังใช้งานมันได้ไม่เต็มที่
เขาย้อนนึกไปถึงเร็น คู่ต่อสู้ที่เขาสู้ด้วย ฝ่ายนั้นสามารถใช้อาวุธเวทได้แล้ว นั่นหมายความว่าตามหลักการ เร็นเก่งกว่าเขา แต่ที่แพ้เขาเพราะประสบการณ์และทักษะการต่อสู้ห่างชั้นกับเขาเกินไป
เสียงเพดานห้องของเรนเดลสั่นะเื ดูเหมือนไอ้บ้าที่อยู่ชั้นบน จะเริ่มทุบวัตถุบางอย่างอีกแล้ว เรนเดลส่ายหน้า ก่อนจะตัดสินใจเปิดห้อง เพื่อขึ้นไปชั้นบน
“สงสัยต้องเตือนให้รู้จักเกรงใจชาวบ้านชาวช่องเขาเสียแล้ว” เรนเดลกล่าวเสียงขุ่น เขาใช้เวทสายลมที่เท้า เร่งพลังส่งพุ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว จนมาหยุดอยู่หน้าห้องของเสียงเ้าปัญหา เรนเดลเคาะประตูเสียงดังรัวๆทันที
มีเสียงย่ำเท้าด้วยความไม่พอใจดังออกมาจากในห้อง เมื่อเ้าของห้องเปิดประตูมาเรนเดลก็เข้าใจได้ทันที
โมรอค หนุ่มอารมณ์ร้ายกำลังทำหน้าบึ้ง เมื่อเขาเปิดประตูมาแล้วเห็นว่าเป็เรนเดล มันจึงส่ายหน้าด้วยความไม่พอใจทันที
“มีอะไรไอ้ไพร่ ถึงมาเคาะห้องฉัน”
“ห้องของฉันอยู่ใต้ห้องนาย” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “นายทำเสียงดังมาก มันรบกวนสมาธิฉัน ช่วยเบาเสียงด้วย”
โมรอคยิ้มแบบกวนๆ ก่อนจะส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“ฉันไม่สน” โมรอคกล่าว “มันเป็ปัญหาของนาย ไม่ใช่ปัญหาของฉัน ไม่พอใจก็ไปฟ้องอาจารย์คุมหอเอา”
“งั้นถ้าฉันทำอะไร แล้วมันกระทบถึงห้องนาย...นายก็ห้ามฟ้องอาจารย์ล่ะ” เรนเดลถามกลับด้วยเสียงเ็า ทำเอาโมรอคหัวเราะในลำคอเบาๆ
“เป็แค่ไพร่อย่าวางอำนาจ ต่อให้นายทำได้ ก็ห้ามทำ ฉันของสั่งนายในนามของอัศวินแห่งตระกูลครุยซ์อันทรงเกียรติ”
“ตระกูลครุยซ์อันทรงเกียรติ” เรนเดลถามพลางเลิกคิ้ว “ขอโทษที ไม่รู้จักเลยอะ ตระกูลนี้ เป็ตระกูลที่ทำหน้าที่อะไร และอยู่ที่อาณาจักรไหน”
“งั้นก็จำเอาไว้ซะ” โมรอคกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหนือกว่า เขาคิดว่าเรนเดลเริ่มจะเกรงกลัวเขาแล้ว “ว่าตระกูลครุยซ์ คืออัศวินอันทรงเกียรติ ผู้รับใช้บารอนวอลล์ แห่งอาณาจักรเสือขาว ตระกูลของฉันทำหน้าที่ปกป้องราษฏร จากพวกอันเดดตามชายแดน...ปกป้องพวกไพร่ต่ำทรามที่ไร้ซึ่งหนทางจะป้องกันตัวเอง รู้จักสำนึกบุญคุณของอัศวินซะนะ”
“ฉันจะจำเอาไว้...ชื่อของนาย และตระกูลของนาย” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเดินลงไปแต่โดยดี ทำเอาโมรอคยิ้มอย่างผยอง ก่อนจะปิดประตูห้องเสียงดังสนั่น
โมรอคกำลังซ้อมควบคุมอาวุธเวทมนตร์ที่เขาได้รับมาจากคัมภีร์พระเวท มันเป็เคียวสีดำสนิทที่แผ่ออร่าสีแดงเืออกมา เขากำลังซ้อมใช้เคียวนี้ฟาดฟันกับหุ่นซ้อมตัวหนึ่ง ตามตัวของหุ่นไม้มีรอยคมเคียวใส่นับไม่ถ้วน แต่ไม่มีรอยไหนที่เป็รอยลึกพอจะสร้างความเสียหายอย่างหนักได้เลยแม้แต่น้อย
“แย่จัง เพราะหุ่นซ้อมไม่ใช่คน เลยฝึกวิชาเวทประจำตัว คมเขี้ยวยมทูต ได้ไม่คล่องเลยสินะ”
โมรอคทำท่าครุ่นคิด ว่าเขาอยากได้เป้าซ้อมที่เป็คนจริงๆ เพื่อเร่งการฝึกวิชาของเขา และเขาก็นึกถึงเรนเดลเป็คนแรก
“จริงสิ ใช้ไอ้ไพร่นั่นดีกว่า” โมรอคหัวเราะด้วยความดีใจ ก่อนที่เขาจะไปเคาะห้องของเพื่อนซึ่งมียศเป็อัศวินเหมือนกันสองคน
อัศวินทั้งสองคนอยู่ห้องติดกับโมรอค คนหนึ่งเป็หนุ่มทำหน้าตาชวนง่วง หัวสีแดงและผิวเหลือง ส่วนอีกคนหัวทองตกกระแบบโมรอค แต่กระของเขาบางกว่ามาก จนแทบสังเกตุไม่เห็น
“อัศวินเพื่อนรักทั้งสอง” โมรอคกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี “ฉันมีเป้าซ้อมใหม่ให้ลิ้มลองแล้วล่ะ เป้านี้เป็มนุษย์ รับรองพัฒนาการฝึกเวทได้แน่ๆ”
“จะดีหรือ โดนอาจารย์จับได้อาจถูกลงโทษเลยนะ” เด็กหนุ่มหัวแดงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“แม็กเวล อย่าลืมสิ ว่าไพร่น่ะ มันมีหน้าที่จำยอมขุนนางอย่างพวกเรา” โมรอคกล่าวเตือนสติให้แม็กเวลฟัง ทำเอาเขาเถียงไม่ออก
“น่าสน ขอฉันร่วมวงด้วยสิ” หนุ่มผมทองนามว่าแลนซ์กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“อย่าเลย” แม็กเวลห้ามเสียงเบื่อๆ “มันมาเรียนที่นี่ได้ ต้องมีนายหนุนหลังแน่ๆ ฉันแนะนำว่าอย่ายุ่งกับนักเรียนที่นี่จะดีกว่า”
“ฉันยืนยันว่ามันไม่มีใคร” โมรอคกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ฉันฝึกซ้อมเวท แล้วรบกวนมันซึ่งอยู่ห้องข้างล่าง มันยังต้องบากหน้ามาคุยกับฉันโดยตรงเลย”
“งั้นก็น่าสน” แลนซ์กล่าวก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุข พลางหัวเราะในลำคอ“นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ได้ซ้อมไพร่ต่ำทราม ในโรงเรียนยิ่งหายากด้วยสิ”
“ถ้าอาณาจักรอื่นๆ ตระหนักว่าไพร่นั้นต่ำทรามขนาดไหน ป่านนี้เราคงหาเหยื่อซ้อมเวทมนตร์ได้สะดวกกว่านี้แล้ว” โมรอคกล่าวสนับสนุนความคิดของแลนซ์
แม็กเวลมองสองอัศวินหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาส่ายหน้าก่อนจะแยกวงออกไป
“ฉันไม่เอาด้วยนะ เื่ซ้อมคนไม่ถนัดน่ะ”
“โถ่ไอ้ตุ๊ด” โมรอคกล่าวด่าไล่หลัง “เพราะแม่เอ็งเป็ไพร่น่ะสิ เลยเกิดเห็นใจพวกมัน”
“แกกล้าด่าแม่ฉันหรือ” หนุ่มหัวแดงนามแม็กเวลกล่าวเสียงสั่น พลางเตรียมร่ายวงเวทสีแดงขึ้นมาทันที
“และจะทำไม” โมรอคกล่าว “ก็แม่เอ็งมันเป็ไพร่ มันไม่มีเกียรติอยู่แล้วนี่ แม่แกเองก็คงรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว จะโกรธอะไรวะ ถ้าโมโหมากๆเดี๋ยวสั่งแม่แกมาเช็ดเท้าฉันเลยซะนี่ ตอนงานรวมตัวผู้ปกครองที่จะถึงกลางปีนี้”
“คิดว่าทำได้หรือ” แม็กเวลกล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “แกต่างหาก ต้องก้มหัวให้แม่ฉัน ในฐานะคุณนายของอัศวิน”
“พวกเอ็งถ้าจะตีกัน ข้าขอแผ่นก่อนนะ” แลนซ์กล่าวเสียงสั่น เมื่อเห็นทั้งคู่หันวงเวทเข้าหากัน วงเวทสีแดงของแม็กเวลซ์มีสองระดับ เช่นเดียวกับวงเวทสีดำของโมรอค
เรนเดลเดินออกจากหอพักอย่างสบายอารมณ์ เพื่อเตรียมไปสอนพิเศษให้เซร่า แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดฟังเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว มันดังมาจากหอพักของเขา
เหนือห้องนอนของเขาขึ้นไป มีเสียงต่อสู้ และเสียงร่ายเวทระงม เรนเดลส่ายหน้าก่อนจะเดินต่อไปโดยไม่สนใจอะไรอีก
“คนที่มันนิสัยไม่ดี ต่อให้เราไม่ได้มีเื่กะมัน มันก็ต้องมีเื่กะคนอื่นจนได้”