เมืองหยกดำ
มีประชากรมากกว่า 4 แสนคน มี 4 ตระกูลหลักใหญ่ๆ ได้แก้ หลิว ติง ยู่ เฟิงถือเป็ 4 มหาอำนาจในเมืองหยกดำ
ซี่งมีตระกูล ยู่ เป็ผู้ปกครองเมืองแห่งนี้รายได้หลักก็คือภาษีอำนาจกองกำลังทหารทั้งหมดที่อยู่ในเมืองจะอยู่ในมือของประมุขตระกูลยู่ซึ่งก็คือเ้าเมืองหยกดำนั่นเอง ตระกูลยู่พวกเขานั้นคอยปกป้องเมืองนี้จากเหล่าสัตว์อสูรมาเนิ่นนาน
ตระกูลเฟิงได้สร้างสำนักอันโด่งดังเลื่องชื่อขึ้นมาคือสำนัก หงส์ฟ้าเป็สำนักที่มีชื่อเสียงมาหลายร้อยปีทั้งหมดเป็เพราะผู้ก่อตั้งสำนัก เฟิงหวงได้สร้างชื่อเสียงไว้มากมายนั่นเอง ในเื่การค้าพวกเขาก็กิจการตำราหนังสือและในส่วนของเครื่องเทศสมุนไพรและยาต่างๆ
ตระกูล ติงจะการค้าหลายๆแห่งภายในเมืองโดยเฉพาะการค้าเกี่ยวกับอาวุธชุดเกราะเครื่องสวมใส่ระดับสูง ยุทโธปกรณ์ต่างๆว่ากันว่าตระกูลติงเหมืองแร่ชั้นดีเอาไว้และยังมีร้านค้าจิปาถะอื่นๆอีกมากมาย
ตระกูลหลิว กิจการฟาร์ม การเกษตร ร้านอาหาร ของบริโภคต่างๆ และอีกหนึ่งคือ โรงประมูลอันเลื่องชื่อและหอนางโลมของตระกูลหลิวที่อยู่ไกล้ๆกับโรงประมูลโรงประมูลตระกูลหลิวพวกเขานำของต่างๆมาประมูลขายมากมายและยังเป็จุดเด่นของเมืองหยกดำอีกด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดย สารทางเรือในแต่ละปีล้วนมาแวะเวียนโรงประมูลอยู่บ่อยครั้ง
ทั้งหมดนี้คือสี่ตระกูลใหญ่ ที่เป็ขุมพลังอำนาจขหลักๆของเมืองหยกดำแห่งนี้
เมืองหยกดำถึงจะเป็เมืองที่ห่างไกลความเจริญแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยวัตถุดิบหายากมากมายอาทิเช่นสัตว์อสูร เมืองหยกดำภายนอกเมืองเป็ที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์อสูรมากมายผู้คนต่างออกล่านักรบมีฝีอมือก็มักจะออกล่าและนำส่วนซากต่างๆของสัตว์อสูรมาจำหน่ายหรือประมูล
เกาะ เมือง ประเทศอื่นๆก็มักจะมีเหล่าพวกพ่อค้ามาเยือนเมืองหยกดำบ่อยครั้งเพื่อมาประมูลของบางอย่างที่พวกเขา้า
เช้าวันต่อมาที่บ้านของหลิวซิงอาถงได้เข้ามาและรายงานเกี่ยวกับสิ่งที่หลิวซิงได้มอบหมายให้เขาไปทำวันก่อนและขนอุปกรณ์และวัตถุดิบที่หลิวซิงได้ให้เขาไปหามาอุปกรณ์บางอย่างหลิวซิงได้ออกแบบเองและก็สั่งทำขึ้นแบบพิเศษ
ส่วนอีกอย่างก็คือเขาได้ขอพื้นที่หรือไม่ก็ร้านอาหารของตระกูลหลิวสักร้านและดัดแปลงครัวของร้านตามแบบที่ได้ออกแบบไปแล้วเขาจะควบคุมธุรกิจร้านอาหารร้านนั้นเอง
ชายหนุ่มเก็บทุกอย่างเข้าไปในแหวนมิติ“ปะไปกันเลย” หลิวซิงออกจากบ้านและขึ้นเกี้ยวบนรถม้าไปโดยที่มีอาถงเป็คนควบม้าตระกูลหลิวค่อยข้างกว้างตอนนี้หลิวซิงไม่อาจใช้พลังลมปราณได้ก็เลยต้องอาศัยรถม้าแทนหากเขาวิ่งเดินเองคงจะใช้เวลาเดินทางมากหน่อย
รถเกี้ยวม้าออกจากตระกูลมาได้ไม่ไกลมากก็หยุดลงบนถนนที่ผู้คนคับคั่งบริเวณนี้อยู่นอกประตูหลักของตระกูลหลิวบนถนนสายเดียวกันนี้ไม่ไกลนักมีโรงประมูลของตระกูลหลิวอยู่ด้วยถัดมาก็เป็หอนางโลมมีผู้คนเข้าออกแต่ละวันเผลอๆมากกว่าโรงประมูลเสียอีกส่วนอาถงนั้นพาหลิวซิงมายังร้านอาหารของตระกูลหลิว
เมื่อวานนั้นประมุขหลิวได้สั่งคนให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบร้านตามแบบแปลนของหลิวซิงที่ออกแบบไว้ร้านนี้เป็ร้านอาหารดังของตระกูลหลิวและมีชื่อเสียงมากมายตำแหน่งทำเลที่ตั้งก็สุดแสนจะเพอร์เฟค ผู้คนคับคั่งเนืองแน่นตลอดทั้งวันบนถนนหนทางแต่วันนี้ร้านได้ปิดลงชั่วคราว
เหตุที่ตำแหน่งของร้านอาหารมันเพอร์เฟคนั้นเพราะมันคือหอนางโลมนี่เองซึ่งเป็ธุรกิจฟิวชั่นภายในตัวอาคารชั้นแรกเป็พื้นที่กินดื่มและรับประทานอาหารส่วนชั่นสองก็มีไว้ให้บริการสำหรับเหล่าบุรุษไม่แปลกเลยที่ร้านอาหารแห่งนี้จะทำกำไรได้มากที่สุดของเหล่าร้านอาหารทั้งหมดที่ตระกูลหลิว
บรรดาพ่อครัวและกุ๊กในร้านต่างหัวเสียกับคำสั่งของประมุขหลิวที่ได้สั่งให้คนมาเปลี่ยนแปลงร้านอย่างกระทันหัน
โดยเฉพาะหัวหน้ากุ๊กและเป็ผู้ดูแลร้านหลิวเต๋อ ชายวัยกลางคนอายุห้าสิบปีเขามีรูปร่างกำยำผิวคล้ำ หน้าตาดูค่อนข้างน่าเกรงขาม มีรอยแผลเป็บนใบหน้ามากมายและตามตัวอีกหลายแห่งดูจากสภาพแล้วเหมือนนักเลงมากกว่าเป็หัวหน้ากุ๊กซะอีก เท่านั้นยังไม่พอเขาเป็ผู้ฝึกยุทธที่มีระดับการบ่มเพราะในขั้นปรมาจารย์ขั้นต้นอีกด้วย
หลิวเต๋อยืนอยู่หน้าร้านด้วยสีหน้ายิ้มแบบขมขื่นและไม่เป็มิตรนักพร้อมกับพ่อครัวมากมายของร้านอาหารแห่งนี้
อีกด้านหนึ่งนั้นเป็หญิงสาววัยกลางคนวัย40ปี หลิวเซี่ยนนางมีรูปร่างเรือนกายที่ดูยั่วยวนอย่างยิ่งและได้มาพร้อมกับเหล่านางคณิกาทั้งหลายขอหอนางโลม
หลิวซิงลงจากเกี้ยวม้าเขาเดินออกจากรถม้าและเดินเข้าไปในร้านด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยหากได้สังเกตใบหน้าของเขาดีๆแล้วคิ้วของชายหนุ่มจะกระตุกๆเป็ระยะๆ
ด้วยการรับรู้พื้นที่โดยรอบเหล่าสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตหลิวซิงรับรู้ได้เลยว่าที่แห่งนี้มีสตรีเยอะจนหน้าแปลกใจหรือพวกนางเป็เด็กเสริฟกัน ทำไมเด็กเสริฟทุกคนเป็สตรีเล่าแล้วก็กลิ่นของพวกนางนั้นพรั่งพรูไปด้วยกลิ่นหอมจากน้ำหอม
หลิวซิงคิดในใจ“แย่ชะมัด เด็กเสริฟในร้านอาหารที่ไหนกันต้องใส่น้ำหอมมากมายขนาดนี้นี่มันทำให้อาหารเสียรสชาติหมดและกลิ่นของน้ำหอมหลายๆกลิ่นที่ฟุ้งเหล่านี้ก็ยังกลบกลิ่นอาหารอีกด้วยเฮ้อ แย่จริงๆ”
“ยินดีต้อนรับคุณชายหลิว”เหล่าคณะกุ๊กพ่อครัวต่างมายืนเรียงแถวข้างนึงตามทางเดินหน้าร้านและกล่าวพร้อมกัน
“ยินดีต้อนรับเ้าค่ะคุณชาย”เหล่าคณะนางคณิกาต่างมายืนเรียงแถวอีกฝากตรงข้ามเหล่ากุ๊กตามทางเดินเข้าร้าน
หลิวเต๋อพร้อมพ่อครัวหลายคนจำเป็ต้องออกมาต้อนรับตามหน้าที่ล้วนไม่มีใครเต็มใจที่จะต้องทำแบบนี้แต่ด้วยสถานะของหลิวซิงพวกเขาไม่อาจเมินได้และนี่ยังเป็คำสั่งตรงมาจากประมุขหลิวอีกด้วย
ตอนนี้พวกเขาเห็นหลิวซิงพิการทางสายตาแต่กลับเดินเข้ามาในร้านแบบเหมือนกับรู้ทางและไม่สะดุดธรนีประตูร้านอีกด้วยทำให้พวกเขาต่างแปลกใจนักคงไม่มีคนตาบอดคนไหนเดินได้ปรกติดีเท่ากับคุณชายหลิวคนนี้เป็แน่
หลิวซิงอมยิ้มเล็กน้อยเขารู้สึกว่าเหมือนกับตัวเขาเป็หัวหน้าแก้งมาเฟียร์หรืออะไรสักอย่างเลย“นี่เป็อำนาจของคุณชายหลิวหรือคำสั่งโดยตรงของท่านตากันนะ เฮ้อ..” หลิวซิงถอนหายใจออกมาและเริ่มสำรวจภายในร้าน
ร้านอาหารถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยเฉพาะชั้นแรกและมันตรงตามความ้าของหลิวซิงอย่างครบถ้วน
อาคารนี้เป็ร้านที่ใหญ่โตสมกับเป็แหล่งรายได้หลักๆของตระกูลพื้นที่ภายในกว้างขวางสองชั้น เต็มไปด้วยโต๊ะอาหารมากมายมีครัวกว้างใหญ่โตอยู่ที่ชั้นล่าง ชั้นล่างนั้นยังมีเวทีตรงกลางไว้สำหรับโชว์ร่ายรำของเหล่านางคณิกาซึ่งนี้หลิวซิงก็ไม่ได้รู้เลยเขาคิดว่าเป็แค่เวทีเอาไว้โชว์เล่นดนตรีหรืออะไรสักอย่างที่ควรมีแบบในร้านอาหารทั่วๆไป
ชั้นสองนั้นจะแบ่งเป็ห้องๆไว้สำหรับแขกผู้มีเกียรติซึ่งเป็ที่ๆให้ทานอาหารได้อย่างมีความเป็ส่วนตัวแต่หลิวซิงที่แผ่จิตไปสำรวจนั้นก็ต้องแปลกใจอีกครั้งโดยที่ชั้นสองนั้นมันมีเตียงอยู่ด้วย“หรือมันจะเป็ธรรมเนียมหรือวัฒนธรรมของโลกนี้กันนะที่มีเตียงอยู่ในร้านอาหาร อืมกินอิ่มแล้วก็นอนเลยไม่เลวๆ”
หลิวซิงเข้ามาในร้านแล้วก็นั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง พ่อครัวและกุ๊กต่างก็เข้ามาในร้านพร้อมกับเหล่านางโลมก็เช่นกัน เมื่อเห็นหลิวซิงนั่งลงแล้วหลิวเซี่ยนก็สั่งให้นางคณิกาวัยแรกแย้มสองนางนั่งประกบอยู่ด้านข้างชายหนุ่มทันทีและถือพัดคอยพัดให้เบาๆ
“โอ้์เด็กเสริฟเหล่านี้ล้วนถูกฝึกมาดียิ่งนัก”หลิวซิงรู้สึกพึงพอใจมากถ้าไม่นับเื่น้ำหอมที่มันจะฟรุ้งฟริ้งเกินไปจนกลบกลิ่นของอาหาร
“ใครเป็พ่อครัวใหญ่ของที่นี่?” หลิวซิงกล่าวออกมา
ทันใดนั้นหลิวเต๋อหัวหน้ากุ๊กก้าวออกมา“ข้าน้อยหลิวเต๋อเป็ผู้ดูแลครัวแห่งนี้” หลิวเต๋อกล่าวแนะนำตัวอย่างดุดันหลิวเต๋อนั้นไม่รู้เลยว่าคุณชายหลิว้าทำอะไรเขาเพียงได้รับคำสั่งจากท่านประมุขเพียงแค่คอยทำตามคำสั่งคุณชายหลิว
“อาหารที่ดีที่สุดและอร่อยที่สุดของที่นี่นำมันมาให้ข้าได้ลิ้มลองสุราก็เอาแบบที่ดีที่สุดด้วยพร้อมกับแกล้มที่เข้าคู่กับมัน”หลิวซิงสั่งหัวหน้ากุ๊ก
“ขอรับ”
เพียงแค่สิบนาทีอาหารก็ถูกเสริฟลงบนโต๊ะ “นี่คืออาหารที่ดีและอร่อยที่สุดของที่นี่ ซุปพญาไก่ฟ้า”หลิวเต๋อกล่าว และมันพลางจ้องมองปฏิกิริยาของหลิวซิง
พญาไก่ฟ้าเป็สัตว์อสูรระดับกำเนิดลมปราณขั้นห้าภายนอกเมืองหยกดำในแถบที่ราบจะเป็ที่อยู่อาศัยของอสูรไก่ฟ้าพวกมันอาศัยกันอยู่เป็กลุ่มๆพญาไก่ฟ้าทุกตัวจะเป็ตัวเมียและฝูงไก่ฟ้านั้นจะมีพญาไก่ฟ้าเพียงหนึ่งตัวเป็เหมือนจ่าฝูงพวกมันมีขนาดใหญ่โตเพียงครึ่งนึงของมนุษย์ส่วยพญาไก่ฟ้านั้นใหญ่โตพอๆกับมนุษย์เลยทีเดียว
นางคณิกาก็แสนจะรู้งานพวกนางคนนึงก็ตักซุปใส่ถ้วยให้ชายหนุ่มส่วนอีกคนก็เตรียมจะตักซุปป้อนให้กับหลิวซิง ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธกากระทำของเด็กเสริฟสองนางนี้ชายหนุ่มชิมน้ำซุปเข้าไป เขารู้สึกสดชื่นและอร่อยไปกับมันทันที
“ซุปชามนี้ใส่เครื่องตุ๋นตังเซียม บัคกี่ ฮวยซัว เก๋ากี้ และยังมีรสชาติของลำไยอบแห้งเ้าปรุงด้วยเกลือเพียงอย่างเดียวดึงเอารสชาติธรรมชาติของไก่ออกมาได้ดีจริงๆอืมไม่เลวเลย” หลิวซิงซดน้ำซุปเสร็จแล้วเขาก็กล่าวออกมา
เหล่าพ่อครัวที่ได้ยินหลิวซิงเอ่ยส่วนประกอบสำคัญๆในน้ำซุปก็ใโดยเฉพาะหลิวเต๋อมันตาโตทันทีมันไม่เคยได้เห็นคุณชายหลิวมากินอาหารที่นี่มาก่อนเลยและเมนูนี้ก็ไม่เผยสูตรการทำให้คนอื่นฟังแม้จะเป็คนในตระกูลก็ตามทีมีคู่แข่งร้านอาหารของตระกูลหลิวที่คอยแข่งกันกันอยู่หลายสาขาแต่ละร้านก็มีสูตรแตกต่างกันไปและมันมั่นใจว่าไม่เคยเผยสูตรและส่วนผสมให้ใครคนอื่นฟังมาก่อน
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของพ่อครัวเขาจิบสุราในจอกและกำลังดื่มด่ำกับรสชาติที่หอมหวานอยู่“ว๊าวน่าสนใจยิ่ง สุรานี้ช่างหอมหวานจากกลิ่นท้ออ่อนๆเข้ากันได้ดียิ่งนักข้าวที่ใช้หมักก็ยังเป็จมูกข้าวหอมชั้นดีหมักบ่มราวๆสองอาทิตย์กำลังเหมาะยิ่งนักเยี่ยมจริงๆ”
และก็อีกครั้งที่เหล่าพ่อครัวและเหล่านางคณิกาทั้งหมดกลายเป็ตกตะลึงพวกนางไม่รู้กระบวนการทำสักเท่าไหร่แต่เพียงอาศัยมองจากสีหน้าของเหล่าพ่อครัวพวกนางก็รับรู้ได้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสีหน้าท่าทางของเหล่ากุ๊กและพ่อครัวในตอนนี้
คุณชายหลิวผู้นี้ช่างรอบรู้ยิ่งนักแต่เหตุใดเขาจึงรู้วิธีการหมักบ่มระยะเวลาหมักที่เขาได้กล่าวออกมาช่างแม่นยำกับสุราท้อของร้านได้กันเขารู้อยู่แล้วได้ข้อมูลมาก่อนใช่หรือไม่ หรือว่าเขาเพียงแค่ชิมอาหารและสุราก็สามารถบ่งบอกวัตถุดิบและระยะเวลาการหมักสุราได้ในทันที?
ก็เคยมีบ้างที่ลูกค้าบางคนต่างอวดรู้บรรยายส่วนผสมและกรรมวิธีในการทำอาหารและสุรามาก่อนแต่พวกเขามีทั้งขาดและเกินไม่ได้กล่าวอย่างเรียบง่ายและลงตัวแบบเป๊ะๆเหมือนกับคุณชายหลิวแถมคุณชายหลิวผู้นี้ยังแทบไม่ต้องคิดเลยก่อนจะกล่าวออกมา
ตอนนี้เหล่าพ่อครัวและสาวๆพวกเขากำลังดูคุณชายของพวกเขากำลังกินและดื่มอย่างเอร็ดอร่อย
มุมมองคนทั้งหมดที่เคยเห็นว่าคุณชายหลิวเป็คนอ่อนแอเป็คนพิการเป็บุคคลไร้ความสามารถของตระกูลในตอนนี้คนที่นี่โดยเฉพาะเหล่าพ่อครัวต่างเริ่มมีมุมมองที่ต่างออกไปจากหน้ามือกลายเป็หลังมือพวกเขาในตอนนี้แววตานั้นเวลามองมาที่ชายหนุ่มแสดงออกถึงความเคารพอย่างชัดเจน
พ่อครัวนั้นไม่ได้ใส่ใจในการบ่มเพาะของบุคคลใดๆก็ตามที่มีความสามารถในด้านอาหารตอนนี้พวกเขานับถือหลิวซิงขึ้นมาบ้างแล้วที่เอ่ยชมในรสชาติอาหารของพวกเขาและยังบ่งบอกวัตถุดิบที่ใช้ปรุงพร้อมกระบวนการหมักสุราได้อย่างถูกต้อง
หลังจากที่เห็นหลิวซิงหยุดตักกินน้ำซุปแล้วหลิวเต๋อก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมามันล้วนสงสัยอยู่ภายในใจว่าเหตุใดคุณชายหลิวถึงได้ให้เปลี่ยนแปลงครัวของมันและยังมาที่นี่อีก
“เอ่อไม่ทราบว่าจุดประสงค์ของคุณชายนั้นคือสิ่งใดถึงได้มายังที่นี่ขอรับ”หลิวเต๋อกล่าวอย่างเคารพเขาเริ่มที่จะให้เกียรติหลิวซิงอย่างเต็มใจ
“โอ้จริงสิเกือบลืมไปเลยฮี่ๆดูเหมือนข้าจะเพลิดเลินและประทับใจการบริการของสองแม่นางและเพลิดเพลินกับอาหารมื้อนี้มากไปหน่อยฮิฮิ” หลิวซิงกล่าวอย่างเชิงเล่นและหยอกล้อสองสาวข้างกายเมื่อสุราเข้าปากทุกสิ่งก็เริ่มเปลี่ยน...
เหล่านางคณิกาพลันหัวเราะชอบใจเหล่าพ่อครัวต่างก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อพวกเขาเห็นท่าทีสบายของหลิวซิงก็รู้สึกเหมือนคนกันเองไม่ได้แบ่งระดับชนชั้นเหมือนกับพวกคนอื่นๆที่ชอบวางท่ามาดโต
หลิวซิงวางจอกสุราในมือ“ งั้นข้าจะบอกจุดประสงค์ของข้าตรงๆเลยแล้วกันนะ”
ทุกคนในห้องต่างหันมาสนใจและตั้งใจฟัง
“ข้าจะมาทำอาหารและกำหนดอาหารที่จะขายในร้านนี้และยกเลิกรายการอาหารเก่าๆออกไปข้าจะปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเอง”หลิวซิงกล่าวอย่างสบายๆและจิบสุราต่อโดยที่ไม่ได้สนใจอาการของคนอื่นๆ
ตอนนี้จากเหล่าพ่อครัวที่ชื่นชมและยกย่อหลิวซิงนั้นกลับกลายเป็สีหน้าบูดขึ้งทมึงตึงหลิวเต๋อหัวหน้ากุ๊กกำหมัดแน่นเส้นเืนี่ปูดโปนออกมาเต็มหน้าผากจนหนูกโนนแทบแตกออกมานี่มันเป็การลบหลู่พ่อครัวทั้งหมดในที่แห่งนี้กันชัดๆ
“นี่เขาพูดว่าจะทำอาหาร?”
“อันใดกัน? เด็กน้อยคุณชายที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อนบอกว่าจะทำอาหารและยกเลิกอาหารของพวกเรา?”
“นี่เขากำลังดูิ่ศักดิ์ศรีพ่อครัว”
“เขาพูดยังกับว่าทำอาหารเป็เื่ง่าย”
“บัดซบเขาจะดูถูกพ่อครัวเกินไปแล้ว”
เหล่าพ่อครัวและกุ๊กต่างสบถนินทากันในใจความรู้สึกของพวกเขาตอนนี้เหมือนโดนลูบหลังและตบหัวเข้าอย่างจัง