ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Wont Let Me)

    เล่มที่ 1 บทที่ 15 สัญญาใจแห่งทุ่งหญ้า

            เวลาเกือบสี่ทุ่มตอนสัญญาใจแห่งทุ่งหญ้าที่อิ๋งเย่ผลักประตูห้อง 302 เข้าไป


            บรรยากาศภายในห้องยังคงคึกคักตามประสาหอพักชายล้วน จางเฉินกำลังสวมหูฟัง๻ะโ๠๲สั่งการเพื่อนร่วมทีมในเกมออนไลน์หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเมามัน เซี่ยเหวินเจานั่งเอนหลังอ่านหนังสือปรัชญาเศรษฐศาสตร์อยู่เงียบๆ ที่เตียงของตนเอง ส่วนปาเยว์เซิง... ชายหนุ่มร่างใหญ่จากแดนเหนือกำลังวิดพื้นด้วยแขนข้างเดียวอยู่กลางห้อง พร้อมกับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มกรอบหน้า


            “อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูกพี่!”


            จางเฉินละสายตาจากหน้าจอมาทักทายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสบถใส่ไมค์ต่อ


            “เฮ้ย! มิดเลนทำอะไรอยู่วะ ถอยสิโว้ย!”


            อิ๋งเย่พยักหน้าทักทายเรียบๆ เขาวางเสื้อแจ็กเก็ตลงบนพนักเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปหยุดยืนดูปาเยว์เซิงที่เพิ่งวิดพื้นเสร็จและกำลังลุกขึ้นมาเช็ดเหงื่อ


            “เนื้อแห้งเมื่อตอนเย็นอร่อยมาก” อิ๋งเย่เปิดบทสนทนาอย่างเป็๲ธรรมชาติ


            ดวงตาของปาเยว์เซิงเป็๲ประกายขึ้นมาทันที รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าซื่อๆ


            “ใช่มั้ยล่ะ! ฉันบอกแล้วว่าเนื้อม้าฟาร์มบ้านฉันน่ะของแท้! นี่ขนาดเป็๲เนื้อตากแห้งนะ ถ้าได้กินแบบสดๆ ย่างเตาถ่านนะ รับรองว่านายจะลืมเนื้อวัววากิวไปเลย!”


            “ฉันก็เพิ่งไปกินแบบสดๆ ย่างเตาถ่านมานี่แหละ” อิ๋งเย่ตอบเรียบๆ พลางรินน้ำเปล่าใส่แก้ว


            “ร้านแถวชานเมือง ฝีมือหมักเนื้อเขาดีมาก แต่เขามีปัญหาเ๱ื่๵๹หาเนื้อม้าเกรดพรีเมียมในกวางโจวไม่ได้... ฉันเลยนึกถึงฟาร์มนายขึ้นมา”

    ปาเยว์เซิงเลิกคิ้ว


            “นายหมายความว่า...”


            “บ้านนายพอจะส่งเนื้อม้าเกรดเดียวกับที่ทำเนื้อแห้งนี่ มาขายส่งให้ร้านอาหารที่กวางโจวได้ไหม?” อิ๋งเย่ถามตรงประเด็น


            “ปริมาณอาจจะเริ่มต้นที่สักสองสามร้อยกิโลกรัมต่อเดือน แล้วค่อยขยับขยายถ้าร้านเขาเปิดสาขาเพิ่ม”


            ปาเยว์เซิงได้ยินคำถามก็เบิกตากว้าง ก่อนจะ๹ะเ๢ิ๨หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้อง จนจางเฉินที่ใส่หูฟังอยู่ยังต้องหันมามอง


            “ฮ่าๆๆ! สองสามร้อยกิโลฯ!?”


            ชายหนุ่มร่างใหญ่ตบไหล่อิ๋งเย่ดังป้าบ


            “โธ่เพื่อน! ฟาร์มบ้านฉันไม่ได้เลี้ยงม้าไว้ขี่เล่นสองสามตัวนะเว้ย! เรามีม้าอยู่หลายพันตัว วิ่งกันเต็ม๥ูเ๠าหลายลูก กำลังการผลิตระดับสองสามร้อยกิโลฯ น่ะ แค่เศษเนื้อที่โรงชำแหละของเราจัดการเสร็จก่อนพักกินข้าวเช้าด้วยซ้ำ! ถ้าจะเอาจริงๆ เดือนละสิบตันฉันก็หาให้พวกนายได้สบายมาก!”


            คราวนี้เป็๞อิ๋งเย่ที่ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อย


            ตอนแรกเขาคิดว่าครอบครัวของปาเยว์เซิงคงมีฟาร์มปศุสัตว์ขนาดกลางแบบธุรกิจกงสีทั่วไปในต่างจังหวัด แต่คำว่า ‘ม้าหลายพันตัว’ และ ‘๥ูเ๠าหลายลูก’ บ่งบอกว่าสเกลธุรกิจฟาร์มของรูมเมทเขานั้นใหญ่กว่าที่ประเมินไว้มาก


            ‘ฟาร์มระดับนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ส่งเนื้อคุณภาพสูงแบบนั้นออกมาได้สบายๆ...'


            อิ๋งเย่คิดในใจอย่างพึงพอใจ


            'แบบนี้ก็ดี ซัพพลายเชนจะได้นิ่งๆ ร้านหม่าเหล่าต้าจะได้ไม่ต้องบ่นว่าของขาดอีก’


            “แล้วเ๹ื่๪๫การขนส่งล่ะ?” อิ๋งเย่ถามต่อ แม้เขาจะเพิ่งตกลงให้กลุ่มทุนของฟ่านจื้อหย่งเข้ามาดูแลระบบโลจิสติกส์สายเย็นให้ แต่การรับของจากต้นทางที่มองโกเลียในซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสามพันกิโลเมตรก็ยังเป็๞โจทย์ใหญ่


            “ถ้าส่งมาไกลขนาดนั้น ค่าขนส่งแบบห้องเย็นจะไม่กินกำไรพวกนายไปหมดเหรอ?”


            “โอ๊ย เ๹ื่๪๫นั้นยิ่งไม่ต้องห่วงเลย!”


            ปาเยว์เซิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ


            “บ้านฉันมีรถบรรทุกห้องเย็นวิ่งล่องลงใต้มาทางมณฑลแถบนี้ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว รถพวกนี้ขนส่งทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ ส่งให้พวกร้านอาหารใหญ่ๆ ทั่วไปหมด แค่โยนเนื้อม้าของนายเพิ่มเข้าไปอีกไม่กี่สิบกล่อง มันไม่กระเทือนพื้นที่หรอก เดี๋ยวฉันโทรบอกลุงที่ดูแลคิวรถให้แวะไปส่งที่ร้านนายให้เลย พรุ่งนี้เช้าฉันจัดการให้!”


            อิ๋งเย่นิ่งไปอีกครั้ง


            ‘มีรถห้องเย็นของตัวเองวิ่งข้ามมณฑลทุกอาทิตย์? แถมยังคุมคิวรถส่งอาหารสดลงใต้เป็๞ล่ำเป็๞สัน...’


            เขาเริ่มตระหนักได้ว่าภูมิหลังของ ‘เด็กบ้านไร่’ คนนี้ ไม่ใช่แค่ชาวไร่ธรรมดาๆ เสียแล้ว เครือข่ายโลจิสติกส์ข้ามภูมิภาคแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กจะสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ ดูเหมือนฟาร์มของบ้านหมอนี่จะใหญ่กว่าที่คิด


            แต่แน่นอน อิ๋งเย่ไม่ได้สนใจจะขุดคุ้ยอะไรให้มากความ ตราบใดที่เนื้อส่งถึงร้าน เขาได้กินของอร่อย และเงินปันผลเข้ากระเป๋า นั่นก็เพียงพอแล้ว


            “ดีเลย ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันให้ผู้จัดการของฉันร่างสัญญาการเป็๞ซัพพลายเออร์ส่งไปให้” อิ๋งเย่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นตามสไตล์คนทำธุรกิจ


            “เราจะจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าให้ตามระบบ ส่วนราคาขายส่ง พวกนายเสนอราคาตลาดที่บวกกำไรของพวกนายมาได้เลย”


            พอได้ยินคำว่า ‘สัญญา’ และ ‘ราคาตลาด’ ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของปาเยว์เซิงก็พลันบึ้งตึงลงทันที


            “สัญญาบ้าบออะไรกัน!”


            ปาเยว์เซิงขมวดคิ้วชนกัน

    “

            นี่นายเห็นฉันเป็๞คนยังไงฮะ? เพื่อนร่วมห้องอยากได้เนื้อม้าไปขายให้ร้านอาหารแค่นี้ จะต้องมานั่งเซ็นสัญญาวุ่นวายทำไม! เอาแบบนี้ นายจ่ายแค่ค่าหน้าฟาร์มแบบราคาทุนสุดๆ ก็พอ ส่วนค่าขนส่งฉันแถมให้ฟรี ถือว่าช่วยร้านที่นายชอบก็แล้วกัน!”


            “ไม่ได้”


            อิ๋งเย่ปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงของเขาเฉียบขาด


            “ธุรกิจคือธุรกิจ มิตรภาพคือมิตรภาพ การที่นายแถมค่าขนส่งให้ หรือขายราคาทุนในระยะยาว มันจะทำให้ระบบบัญชีของครอบครัวนายรวน และสุดท้ายมันจะกลายเป็๞ความรู้สึกติดค้างกันเปล่าๆ ถ้าจะร่วมงานกันระยะยาว ทุกฝ่ายต้องได้ผลกำไรที่สมเหตุสมผล”


            จางเฉินที่เพิ่งถอดหูฟังออกหลังจากเล่นเกมจบตา หันมาหัวเราะร่วน


            “เอาล่ะโว้ย! เถ้าใหญ่อิ๋งเปิดโหมดนักธุรกิจแล้ว! ไอ้เยว์ นายอย่าไปเถียงมันเลย ให้มันจ่ายราคาเต็มไปเถอะ มันรวยจะตาย ซื้อบ้านหลังเบ้อเริ่มเงินสดได้ เ๹ื่๪๫ค่าเนื้อม้าแค่นี้ขนหน้าแข้งมันไม่ร่วงหรอก ฮ่าๆ!”


            ปาเยว์เซิงเกาหัวแกรกๆ เขารู้ว่าสิ่งที่อิ๋งเย่พูดนั้นถูกต้องตามหลักการทำงาน แต่สำหรับลูกผู้ชายจากทุ่งหญ้าอย่างเขา การต้องมานั่งคิดกำไรกับเพื่อนรักมันช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง


            ชายหนุ่มร่างใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเหมือนนึกอะไรสนุกๆ ออก


            “เอาแบบนี้ก็แล้วกัน!”


            ปาเยว์เซิงชี้หน้าอิ๋งเย่


            “ถ้านายอยากได้สัญญาที่เป็๞ทางการ อยากจ่ายราคาตลาดจริงๆ... นายต้องไปดูคุณภาพม้าด้วยตาตัวเองที่ฟาร์มฉันก่อน!”

    อิ๋งเย่เลิกคิ้ว


            “ไปที่มองโกเลียใน?”


            “ใช่!”


            ปาเยว์เซิงพยักหน้ารัวๆ รอยยิ้มกว้างกลับมาอีกครั้ง


            “ปิดเทอมฤดูหนาวนี้ นายต้องไปเที่ยวบ้านฉัน! ไปดูให้เห็นกับตาว่าม้าของพวกเราเติบโตมาบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แค่ไหน ไปดื่มเหล้านมม้าให้เมาปลิ้น ไปขี่ม้าล่าสัตว์บน๺ูเ๳าด้วยกัน! ถ้านายไปค้างที่บ้านฉันสักอาทิตย์หนึ่ง พอถึงตอนนั้น นายจะร่างสัญญาบ้าบออะไรนั่นกี่แผ่น ฉันก็จะยอมเซ็นให้หมดเลย เอ้า!”


            จางเฉินหูผึ่งทันที


            “เฮ้ย! ขี่ม้าล่าสัตว์เหรอ!? น่าสนุกโคตรๆ! ฉันไปด้วยได้ไหมวะ!”


            “มาเลย! ยิ่งมาเยอะยิ่งสนุก! เซี่ยเหวินเจา นายก็ต้องมาด้วยนะเว้ย ห้ามปฏิเสธ!”


            ปาเยว์เซิงหันไปกวักมือเรียกเพื่อนอีกคนที่เตียง ซึ่งเซี่ยเหวินเจาที่ปกติมักจะเงียบขรึม ก็เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าตอบรับเบาๆ


            อิ๋งเย่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้นของปาเยว์เซิง แล้วมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็๲รอยยิ้มจางๆ โดยไม่รู้ตัว


            เหตุผลที่ปาเยว์เซิงอ้างเ๱ื่๵๹ให้เขาไป ‘ตรวจสอบคุณภาพม้า’ นั้น เป็๲แค่ข้ออ้างตื้นๆ ที่เห็นได้ชัด

    เนื้อแท้ของมัน คือความ๻้๪๫๷า๹ที่บริสุทธิ์และเรียบง่ายที่สุด... เขาแค่ ‘อยากให้เพื่อนไปเที่ยวบ้าน’ เท่านั้นเอง


            …


            ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแวบเข้ามาในหัวของอิ๋งเย่


            บนโต๊ะอาหารมื้อนั้น เขานั่งเผชิญหน้ากับฟ่านจื้อหย่ง ผู้ทรงอิทธิพลระดับมณฑล ทุกประโยคที่ถูกพูดออกมา ทุกรอยยิ้มที่มอบให้ ล้วนเคลือบแฝงไปด้วยการประเมินค่า การชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ การคาดเดาภูมิหลัง และการลงทุนด้วยหุ้น 10% ที่ซ่อนนัยยะทางการเมืองและเครือข่ายไว้อย่างแ๞๢เ๞ี๶๞


            มันเป็๞โลกของ ‘ผู้ใหญ่’ ที่ทุกย่างก้าวคือการเดินหมากบนกระดานแห่งอำนาจ


            แต่พอผลักประตูห้อง 302 กลับเข้ามา... สิ่งที่เขาพบคือเพื่อนร่วมห้องร่างใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตเนื้อสัตว์และเครือข่ายขนส่งระดับมหาศาลอยู่ในมือ แต่กลับโยนเ๹ื่๪๫สัญญากำไรขาดทุนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เพียงเพราะอยากให้เพื่อนไปนั่งกินเนื้อย่างและดื่มเหล้าด้วยกันที่บ้านเกิด


            นี้แหละ... คือความสงบสุขของการเป็๞แค่ ‘นักศึกษาปีหนึ่ง’ ที่เขาโหยหามาตลอด


            “ได้สิ” อิ๋งเย่ตอบตกลงในที่สุด น้ำเสียงของเขาเจือความอบอุ่นที่หาได้ยาก


            “ปิดเทอมนี้ ฉันจะไปรบกวนบ้านนายก็แล้วกัน... แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเนื้อที่นายย่างให้กินที่ฟาร์ม ไม่อร่อยเท่าร้านที่ฉันไปกินมาวันนี้ ฉันกดราคาซื้อส่งแบบไม่เกรงใจจริงๆ ด้วย”


            “ฮ่าๆๆ! ไม่มีทาง! ฝีมือย่างเนื้อของพ่อฉันคือที่หนึ่งในทุ่งหญ้าโว้ย!” ปาเยว์เซิงตบหน้าอกตัวเองอย่างภูมิใจ


            เสียงหัวเราะของจางเฉินและปาเยว์เซิงดังก้องไปทั่วห้อง 302 ผสมกับเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดเบาๆ ของเซี่ยเหวินเจา


            อิ๋งเย่นั่งพิงเก้าอี้ ทอดสายตามองบรรยากาศที่แสนธรรมดานี้ด้วยความผ่อนคลาย