เวลาเกือบสี่ทุ่มตอนสัญญาใจแห่งทุ่งหญ้าที่อิ๋งเย่ผลักประตูห้อง 302 เข้าไป
บรรยากาศภายในห้องยังคงคึกคักตามประสาหอพักชายล้วน จางเฉินกำลังสวมหูฟังะโสั่งการเพื่อนร่วมทีมในเกมออนไลน์หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเมามัน เซี่ยเหวินเจานั่งเอนหลังอ่านหนังสือปรัชญาเศรษฐศาสตร์อยู่เงียบๆ ที่เตียงของตนเอง ส่วนปาเยว์เซิง... ชายหนุ่มร่างใหญ่จากแดนเหนือกำลังวิดพื้นด้วยแขนข้างเดียวอยู่กลางห้อง พร้อมกับเหงื่อที่ผุดพรายเต็มกรอบหน้า
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูกพี่!”
จางเฉินละสายตาจากหน้าจอมาทักทายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสบถใส่ไมค์ต่อ
“เฮ้ย! มิดเลนทำอะไรอยู่วะ ถอยสิโว้ย!”
อิ๋งเย่พยักหน้าทักทายเรียบๆ เขาวางเสื้อแจ็กเก็ตลงบนพนักเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปหยุดยืนดูปาเยว์เซิงที่เพิ่งวิดพื้นเสร็จและกำลังลุกขึ้นมาเช็ดเหงื่อ
“เนื้อแห้งเมื่อตอนเย็นอร่อยมาก” อิ๋งเย่เปิดบทสนทนาอย่างเป็ธรรมชาติ
ดวงตาของปาเยว์เซิงเป็ประกายขึ้นมาทันที รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าซื่อๆ
“ใช่มั้ยล่ะ! ฉันบอกแล้วว่าเนื้อม้าฟาร์มบ้านฉันน่ะของแท้! นี่ขนาดเป็เนื้อตากแห้งนะ ถ้าได้กินแบบสดๆ ย่างเตาถ่านนะ รับรองว่านายจะลืมเนื้อวัววากิวไปเลย!”
“ฉันก็เพิ่งไปกินแบบสดๆ ย่างเตาถ่านมานี่แหละ” อิ๋งเย่ตอบเรียบๆ พลางรินน้ำเปล่าใส่แก้ว
“ร้านแถวชานเมือง ฝีมือหมักเนื้อเขาดีมาก แต่เขามีปัญหาเื่หาเนื้อม้าเกรดพรีเมียมในกวางโจวไม่ได้... ฉันเลยนึกถึงฟาร์มนายขึ้นมา”
ปาเยว์เซิงเลิกคิ้ว
“นายหมายความว่า...”
“บ้านนายพอจะส่งเนื้อม้าเกรดเดียวกับที่ทำเนื้อแห้งนี่ มาขายส่งให้ร้านอาหารที่กวางโจวได้ไหม?” อิ๋งเย่ถามตรงประเด็น
“ปริมาณอาจจะเริ่มต้นที่สักสองสามร้อยกิโลกรัมต่อเดือน แล้วค่อยขยับขยายถ้าร้านเขาเปิดสาขาเพิ่ม”
ปาเยว์เซิงได้ยินคำถามก็เบิกตากว้าง ก่อนจะะเิหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้อง จนจางเฉินที่ใส่หูฟังอยู่ยังต้องหันมามอง
“ฮ่าๆๆ! สองสามร้อยกิโลฯ!?”
ชายหนุ่มร่างใหญ่ตบไหล่อิ๋งเย่ดังป้าบ
“โธ่เพื่อน! ฟาร์มบ้านฉันไม่ได้เลี้ยงม้าไว้ขี่เล่นสองสามตัวนะเว้ย! เรามีม้าอยู่หลายพันตัว วิ่งกันเต็มูเาหลายลูก กำลังการผลิตระดับสองสามร้อยกิโลฯ น่ะ แค่เศษเนื้อที่โรงชำแหละของเราจัดการเสร็จก่อนพักกินข้าวเช้าด้วยซ้ำ! ถ้าจะเอาจริงๆ เดือนละสิบตันฉันก็หาให้พวกนายได้สบายมาก!”
คราวนี้เป็อิ๋งเย่ที่ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
ตอนแรกเขาคิดว่าครอบครัวของปาเยว์เซิงคงมีฟาร์มปศุสัตว์ขนาดกลางแบบธุรกิจกงสีทั่วไปในต่างจังหวัด แต่คำว่า ‘ม้าหลายพันตัว’ และ ‘ูเาหลายลูก’ บ่งบอกว่าสเกลธุรกิจฟาร์มของรูมเมทเขานั้นใหญ่กว่าที่ประเมินไว้มาก
‘ฟาร์มระดับนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ส่งเนื้อคุณภาพสูงแบบนั้นออกมาได้สบายๆ...'
อิ๋งเย่คิดในใจอย่างพึงพอใจ
'แบบนี้ก็ดี ซัพพลายเชนจะได้นิ่งๆ ร้านหม่าเหล่าต้าจะได้ไม่ต้องบ่นว่าของขาดอีก’
“แล้วเื่การขนส่งล่ะ?” อิ๋งเย่ถามต่อ แม้เขาจะเพิ่งตกลงให้กลุ่มทุนของฟ่านจื้อหย่งเข้ามาดูแลระบบโลจิสติกส์สายเย็นให้ แต่การรับของจากต้นทางที่มองโกเลียในซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสามพันกิโลเมตรก็ยังเป็โจทย์ใหญ่
“ถ้าส่งมาไกลขนาดนั้น ค่าขนส่งแบบห้องเย็นจะไม่กินกำไรพวกนายไปหมดเหรอ?”
“โอ๊ย เื่นั้นยิ่งไม่ต้องห่วงเลย!”
ปาเยว์เซิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“บ้านฉันมีรถบรรทุกห้องเย็นวิ่งล่องลงใต้มาทางมณฑลแถบนี้ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว รถพวกนี้ขนส่งทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ ส่งให้พวกร้านอาหารใหญ่ๆ ทั่วไปหมด แค่โยนเนื้อม้าของนายเพิ่มเข้าไปอีกไม่กี่สิบกล่อง มันไม่กระเทือนพื้นที่หรอก เดี๋ยวฉันโทรบอกลุงที่ดูแลคิวรถให้แวะไปส่งที่ร้านนายให้เลย พรุ่งนี้เช้าฉันจัดการให้!”
อิ๋งเย่นิ่งไปอีกครั้ง
‘มีรถห้องเย็นของตัวเองวิ่งข้ามมณฑลทุกอาทิตย์? แถมยังคุมคิวรถส่งอาหารสดลงใต้เป็ล่ำเป็สัน...’
เขาเริ่มตระหนักได้ว่าภูมิหลังของ ‘เด็กบ้านไร่’ คนนี้ ไม่ใช่แค่ชาวไร่ธรรมดาๆ เสียแล้ว เครือข่ายโลจิสติกส์ข้ามภูมิภาคแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กจะสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ ดูเหมือนฟาร์มของบ้านหมอนี่จะใหญ่กว่าที่คิด
แต่แน่นอน อิ๋งเย่ไม่ได้สนใจจะขุดคุ้ยอะไรให้มากความ ตราบใดที่เนื้อส่งถึงร้าน เขาได้กินของอร่อย และเงินปันผลเข้ากระเป๋า นั่นก็เพียงพอแล้ว
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันให้ผู้จัดการของฉันร่างสัญญาการเป็ซัพพลายเออร์ส่งไปให้” อิ๋งเย่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นตามสไตล์คนทำธุรกิจ
“เราจะจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าให้ตามระบบ ส่วนราคาขายส่ง พวกนายเสนอราคาตลาดที่บวกกำไรของพวกนายมาได้เลย”
พอได้ยินคำว่า ‘สัญญา’ และ ‘ราคาตลาด’ ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของปาเยว์เซิงก็พลันบึ้งตึงลงทันที
“สัญญาบ้าบออะไรกัน!”
ปาเยว์เซิงขมวดคิ้วชนกัน
“
นี่นายเห็นฉันเป็คนยังไงฮะ? เพื่อนร่วมห้องอยากได้เนื้อม้าไปขายให้ร้านอาหารแค่นี้ จะต้องมานั่งเซ็นสัญญาวุ่นวายทำไม! เอาแบบนี้ นายจ่ายแค่ค่าหน้าฟาร์มแบบราคาทุนสุดๆ ก็พอ ส่วนค่าขนส่งฉันแถมให้ฟรี ถือว่าช่วยร้านที่นายชอบก็แล้วกัน!”
“ไม่ได้”
อิ๋งเย่ปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงของเขาเฉียบขาด
“ธุรกิจคือธุรกิจ มิตรภาพคือมิตรภาพ การที่นายแถมค่าขนส่งให้ หรือขายราคาทุนในระยะยาว มันจะทำให้ระบบบัญชีของครอบครัวนายรวน และสุดท้ายมันจะกลายเป็ความรู้สึกติดค้างกันเปล่าๆ ถ้าจะร่วมงานกันระยะยาว ทุกฝ่ายต้องได้ผลกำไรที่สมเหตุสมผล”
จางเฉินที่เพิ่งถอดหูฟังออกหลังจากเล่นเกมจบตา หันมาหัวเราะร่วน
“เอาล่ะโว้ย! เถ้าใหญ่อิ๋งเปิดโหมดนักธุรกิจแล้ว! ไอ้เยว์ นายอย่าไปเถียงมันเลย ให้มันจ่ายราคาเต็มไปเถอะ มันรวยจะตาย ซื้อบ้านหลังเบ้อเริ่มเงินสดได้ เื่ค่าเนื้อม้าแค่นี้ขนหน้าแข้งมันไม่ร่วงหรอก ฮ่าๆ!”
ปาเยว์เซิงเกาหัวแกรกๆ เขารู้ว่าสิ่งที่อิ๋งเย่พูดนั้นถูกต้องตามหลักการทำงาน แต่สำหรับลูกผู้ชายจากทุ่งหญ้าอย่างเขา การต้องมานั่งคิดกำไรกับเพื่อนรักมันช่างน่าอึดอัดใจเสียจริง
ชายหนุ่มร่างใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเหมือนนึกอะไรสนุกๆ ออก
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน!”
ปาเยว์เซิงชี้หน้าอิ๋งเย่
“ถ้านายอยากได้สัญญาที่เป็ทางการ อยากจ่ายราคาตลาดจริงๆ... นายต้องไปดูคุณภาพม้าด้วยตาตัวเองที่ฟาร์มฉันก่อน!”
อิ๋งเย่เลิกคิ้ว
“ไปที่มองโกเลียใน?”
“ใช่!”
ปาเยว์เซิงพยักหน้ารัวๆ รอยยิ้มกว้างกลับมาอีกครั้ง
“ปิดเทอมฤดูหนาวนี้ นายต้องไปเที่ยวบ้านฉัน! ไปดูให้เห็นกับตาว่าม้าของพวกเราเติบโตมาบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แค่ไหน ไปดื่มเหล้านมม้าให้เมาปลิ้น ไปขี่ม้าล่าสัตว์บนูเาด้วยกัน! ถ้านายไปค้างที่บ้านฉันสักอาทิตย์หนึ่ง พอถึงตอนนั้น นายจะร่างสัญญาบ้าบออะไรนั่นกี่แผ่น ฉันก็จะยอมเซ็นให้หมดเลย เอ้า!”
จางเฉินหูผึ่งทันที
“เฮ้ย! ขี่ม้าล่าสัตว์เหรอ!? น่าสนุกโคตรๆ! ฉันไปด้วยได้ไหมวะ!”
“มาเลย! ยิ่งมาเยอะยิ่งสนุก! เซี่ยเหวินเจา นายก็ต้องมาด้วยนะเว้ย ห้ามปฏิเสธ!”
ปาเยว์เซิงหันไปกวักมือเรียกเพื่อนอีกคนที่เตียง ซึ่งเซี่ยเหวินเจาที่ปกติมักจะเงียบขรึม ก็เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้าตอบรับเบาๆ
อิ๋งเย่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้นของปาเยว์เซิง แล้วมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ โดยไม่รู้ตัว
เหตุผลที่ปาเยว์เซิงอ้างเื่ให้เขาไป ‘ตรวจสอบคุณภาพม้า’ นั้น เป็แค่ข้ออ้างตื้นๆ ที่เห็นได้ชัด
เนื้อแท้ของมัน คือความ้าที่บริสุทธิ์และเรียบง่ายที่สุด... เขาแค่ ‘อยากให้เพื่อนไปเที่ยวบ้าน’ เท่านั้นเอง
…
ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแวบเข้ามาในหัวของอิ๋งเย่
บนโต๊ะอาหารมื้อนั้น เขานั่งเผชิญหน้ากับฟ่านจื้อหย่ง ผู้ทรงอิทธิพลระดับมณฑล ทุกประโยคที่ถูกพูดออกมา ทุกรอยยิ้มที่มอบให้ ล้วนเคลือบแฝงไปด้วยการประเมินค่า การชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ การคาดเดาภูมิหลัง และการลงทุนด้วยหุ้น 10% ที่ซ่อนนัยยะทางการเมืองและเครือข่ายไว้อย่างแเี
มันเป็โลกของ ‘ผู้ใหญ่’ ที่ทุกย่างก้าวคือการเดินหมากบนกระดานแห่งอำนาจ
แต่พอผลักประตูห้อง 302 กลับเข้ามา... สิ่งที่เขาพบคือเพื่อนร่วมห้องร่างใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตเนื้อสัตว์และเครือข่ายขนส่งระดับมหาศาลอยู่ในมือ แต่กลับโยนเื่สัญญากำไรขาดทุนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เพียงเพราะอยากให้เพื่อนไปนั่งกินเนื้อย่างและดื่มเหล้าด้วยกันที่บ้านเกิด
นี้แหละ... คือความสงบสุขของการเป็แค่ ‘นักศึกษาปีหนึ่ง’ ที่เขาโหยหามาตลอด
“ได้สิ” อิ๋งเย่ตอบตกลงในที่สุด น้ำเสียงของเขาเจือความอบอุ่นที่หาได้ยาก
“ปิดเทอมนี้ ฉันจะไปรบกวนบ้านนายก็แล้วกัน... แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเนื้อที่นายย่างให้กินที่ฟาร์ม ไม่อร่อยเท่าร้านที่ฉันไปกินมาวันนี้ ฉันกดราคาซื้อส่งแบบไม่เกรงใจจริงๆ ด้วย”
“ฮ่าๆๆ! ไม่มีทาง! ฝีมือย่างเนื้อของพ่อฉันคือที่หนึ่งในทุ่งหญ้าโว้ย!” ปาเยว์เซิงตบหน้าอกตัวเองอย่างภูมิใจ
เสียงหัวเราะของจางเฉินและปาเยว์เซิงดังก้องไปทั่วห้อง 302 ผสมกับเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดเบาๆ ของเซี่ยเหวินเจา
อิ๋งเย่นั่งพิงเก้าอี้ ทอดสายตามองบรรยากาศที่แสนธรรมดานี้ด้วยความผ่อนคลาย