หลังจากเพลิงแค้นที่จวนตระกูลเฉิงมอดดับลง และเสียงกรีดร้องสุดท้ายของเฉิงกวางกับเฉิงจื่ออี้ได้เงียบสงบไปแล้ว หลินชิงเหยาได้ทิ้งคราบของเซี่ยอวี้ไว้เื้ัพร้อมกับซากปรักหักพังของจวนที่เคยโอ่อ่า นางก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะ **ซูเหม่ย** สตรีผู้สูงส่งจากแดนไกล ผู้มีจิตใจใฝ่ธรรมะและเปี่ยมด้วยพร์ด้านศิลปะ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เป็การแปลงร่างอย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาหลายเดือนในการเตรียมตัวสำหรับบทบาทใหม่นี้ ศึกษาวิธีการพูดจา ท่าทาง และความรู้ด้านศิลปะที่จำเป็ นางฝึกฝนการเขียนพู่กันจนเป็ธรรมชาติ เรียนรู้บทกวีและคัมภีร์ธรรมะจนท่องจำได้คล่อง
นางเลือกที่จะพำนักอยู่ในอารามหลวงอันเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายทางโลก ดุจดอกบัวที่ผลิบานพ้นโคลนตม ไม่แปดเปื้อนด้วยสิ่งใด อารามแห่งนี้เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ขุนนางและผู้มีอำนาจมักจะมาทำบุญและขอพร เป็สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวางแผนขั้นต่อไป
การเลือกอารามหลวงเป็ที่พำนักไม่ใช่เื่บังเอิญ นางได้ศึกษาข้อมูลของตระกูลหวังมาอย่างละเอียดแล้ว รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าหวัง มารดาของหวังฉี มักจะมาทำบุญที่อารามแห่งนี้เป็ประจำทุกเดือน นางจึงวางแผนให้การพบกันดูเป็เื่บังเอิญ แต่ในความเป็จริงแล้วทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างรอบคอบ
ใน่สามสัปดาห์แรกที่นางพำนักอยู่ในอารามหลวง นางใช้เวลาในการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง นางแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์และผู้มาทำบุญด้วยความสุภาพอ่อนน้อม บริจาคเงินทองจำนวนมากให้กับอาราม และช่วยเหลืองานต่างๆ ด้วยความเต็มใจ
พระเ้าอาวาสของอารามเริ่มสังเกตเห็นความดีงามของนาง ท่านชื่นชมในความรู้ด้านธรรมะและความสามารถในการเขียนพู่กันของนาง นางมักจะนั่งสนทนาธรรมะกับท่านเ้าอาวาสในยามเย็น แสดงความเข้าใจลึกซึ้งในหลักธรรมที่ทำให้ท่านประทับใจอย่างมาก
ผู้คนที่มาทำบุญเริ่มสนใจในตัวนาง พวกเขาซุบซิบกันถึงสตรีลึกลับผู้มีความรู้สูงและมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ชื่อเสียงของซูเหม่ยเริ่มแพร่กระจายไปในหมู่ขุนนางและผู้มีอำนาจในเมืองหลวง ทุกคนต่างอยากได้เห็นหน้าตาของสตรีผู้นี้
นางใช้เวลาส่วนใหญ่ในการวาดภาพและเขียนพู่กัน ผลงานของนางมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แฝงไปด้วยความลึกลับและปรัชญา ภาพวาดของนางมักจะเป็ดอกบัว ูเา หรือนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า แต่ละภาพล้วนสื่อถึงความหมายทางจิติญญาที่ลึกซึ้ง
ในยามเช้าตรู่ของวันหนึ่ง ซูเหม่ยในชุดขาวบริสุทธิ์ นั่งอยู่ใต้ต้นหลิวริมสระบัวภายในอาราม มือเรียวบางกำลังบรรจงวาดภาพพฤกษาบนผืนผ้าไหม กลิ่นกายของนางหอมกรุ่นสะอาดสะอ้านดุจดอกบัวแรกแย้มหลังฝนพรำ ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบกายดูสงบและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านใบหลิวลงมากระทบใบหน้าของนาง ทำให้ผิวพรรณขาวผ่องของนางดูเปล่งปลั่งราวกับมุกดา ผ้าคลุมสีขาวที่ปกปิดส่วนใหญ่ของใบหน้าทำให้นางดูลึกลับและน่าค้นหา เหมือนเทพธิดาที่ลงมาจาก์
นางไม่ได้ตั้งใจจะโอ้อวดฝีมือ หรือเรียกร้องความสนใจจากผู้ใด ทว่าความงดงามที่แฝงด้วยความลึกลับของนางกลับดึงดูดสายตาของผู้คนโดยไม่รู้ตัว การเคลื่อนไหวของมือที่ถือพู่กันช้าๆ และเป็จังหวะ ท่าทางที่สงบนิ่งราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถรบกวนจิตใจของนางได้
ฮูหยินผู้เฒ่าหวัง ผู้มีอำนาจและอิทธิพลในเมืองหลวง ซึ่งมักจะมาทำบุญที่อารามแห่งนี้เป็ประจำ ได้เหลือบไปเห็นภาพวาดของนางเข้าโดยบังเอิญ ขณะที่นางกำลังเดินผ่านไปยังศาลาหลักของอาราม
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเป็สตรีที่มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย นางเคยเห็นศิลปินและนักเขียนมามากมาย แต่มีบางอย่างในภาพวาดของซูเหม่ยที่ทำให้นางหยุดชะงัก มันไม่ใช่เพียงแค่ฝีมือที่ดี แต่เป็จิติญญาที่ซ่อนอยู่ในงานศิลปะนั้น
ภาพวาดนั้นเป็รูปดอกบัวที่กำลังผลิบานอย่างงดงาม รายละเอียดของกลีบดอกและหยดน้ำค้างถูกถ่ายทอดออกมาอย่างประณีตบรรจง แฝงไว้ด้วยปรัชญาแห่งชีวิตและความสงบทางจิตใจ แต่ละเส้นพู่กันเล่าเื่ราวของความบริสุทธิ์ที่ผุดผาดจากโคลนตม
ดอกบัวในภาพไม่ใช่เพียงแค่ดอกไม้ธรรมดา แต่เป็สัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ ของการเอาชนะความทุกข์ยาก และของความหวังที่ไม่มีวันดับ กลีบดอกแต่ละกลีบถูกวาดด้วยความรัก ความเข้าใจ และความลึกลับที่ทำให้ผู้มองรู้สึกถึงความสงบในจิตใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังผู้ซึ่งผ่านโลกมามากและมีสายตาเฉียบคมในการมองคนและศิลปะ ถึงกับหยุดชะงักด้วยความทึ่งในฝีมือและจิติญญาที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดนั้น นางยืนมองอยู่นานสองนาน พยายามจะเข้าใจถึงความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเส้นพู่กัน
นางรู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกที่แฝงอยู่เื้ัความงดงาม ความเ็ปที่ถูกแปลงเป็ความสวยงาม และความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความอ่อนโยน มันเป็งานศิลปะที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถทางเทคนิค
ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ซูเหม่ยยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง หรือแสดงท่าทีใดๆ ราวกับอยู่ในภวังค์แห่งการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างแท้จริง ความเข้มข้นในการทำงานของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่กล้ารบกวน
ความสงบนิ่งของนางยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้สึกประทับใจและอยากทำความรู้จักกับสตรีผู้นี้มากขึ้น นางไม่เคยพบใครที่สามารถแผ่ออร่าของความสงบและความลึกลับได้เช่นนี้ มันเป็ความงามที่ไม่ใช่เพียงแค่ภายนอก แต่เป็ความงามที่เปล่งออกมาจากภายใน
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเป็ฝ่ายเอ่ยปากชวนก่อน ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเคารพ "แม่นางน้อย เ้ามีฝีมือในการวาดภาพที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ภาพวาดของเ้าแฝงไว้ด้วยธรรมะและความสงบอย่างแท้จริง"
คำชมเชยของฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่ใช่คำพูดเสียงหวาน แต่เป็ความรู้สึกที่แท้จริงจากหัวใจของผู้ที่เข้าใจศิลปะ นางเห็นได้ชัดว่าภาพวาดนี้ไม่ใช่ผลงานของคนธรรมดา แต่เป็ผลงานของผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตลึกซึ้งและเข้าใจในหลักธรรมอย่างแท้จริง
ซูเหม่ยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาที่ใสสะอาดราวกับน้ำใสในสระบัว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมที่บดบังส่วนใหญ่ของใบหน้า ทำให้ความงดงามของนางดูลึกลับและน่าหลงใหลยิ่งขึ้น
การเงยหน้าขึ้นมองของนางทำอย่างช้าๆ และสง่างาม ราวกับดอกบัวที่ค่อยๆ เบิกกลีบรับแสงแดดยามเช้า ดวงตาของนางสะท้อนความสงบและความลึกลับที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากตัวนาง
นางโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ท่าทางที่สุภาพและเต็มไปด้วยมารยาท "คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเ้าค่ะ บ่าวเป็เพียงสตรีไร้ความสามารถ ที่เพียงแค่ชื่นชอบการวาดภาพเพื่อขัดเกลาจิตใจเท่านั้นเ้าค่ะ"
การถ่อมตัวของนางไม่ใช่การแสร้งทำ แต่เป็ความสุภาพที่แท้จริงของผู้ที่มีการศึกษาสูงและเข้าใจในมารยาทสังคม น้ำเสียงของนางอ่อนหวานและนุ่มนวล ราวกับสายลมที่พัดผ่านใบหลิวในยามเช้า ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยิ่งรู้สึกเอ็นดูและประทับใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังสังเกตเห็นความประณีตในการพูดจาและท่าทางของนาง ั้แ่วิธีการจับพู่กัน การนั่ง การเดิน ไปจนถึงการใช้คำพูด ทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นว่านางมาจากตระกูลที่มีการศึกษาสูงและมีฐานะ ไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไป
"แม่นางถ่อมตัวเกินไป" ฮูหยินผู้เฒ่าหวังกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ฝีมือเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง ข้าเคยเห็นศิลปินมากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครที่สามารถถ่ายทอดจิติญญาลงในงานศิลปะได้เช่นแม่นาง ข้าอยากทราบว่าแม่นางมาจากแดนใด และมาพำนักที่อารามแห่งนี้ด้วยเหตุผลใด"
คำถามของฮูหยินผู้เฒ่าหวังเป็การสำรวจอย่างสุภาพ นาง้าทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสตรีลึกลับผู้นี้ เพราะสัญชาตญาณของนางบอกว่าซูเหม่ยไม่ใช่คนธรรมดา
ซูเหม่ยหยุดการวาดภาพชั่วครู่ วางพู่กันลงอย่างระมัดระวัง แล้วหันมาให้ความสนใจกับฮูหยินผู้เฒ่าหวังอย่างเต็มที่ "บ่าวมาจากแดนไกลทางเหนือเ้าค่ะ ครอบครัวของบ่าวประสบความโชคร้าย บ่าวจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อหาความสงบทางใจ และได้พบว่าอารามแห่งนี้เป็สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติธรรมและการสร้างสรรค์งานศิลปะ"
การตอบของนางให้ข้อมูลพอสมควรแต่ไม่ละเอียดจนเกินไป เป็การสร้างความสนใจโดยไม่เปิดเผยความลับ ความเศร้าโศกที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้สึกเห็นใจและไม่กล้าถามลึกเกี่ยวกับเื่ส่วนตัว
"ข้าเข้าใจ" ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพยักหน้าด้วยความเข้าใจ "บางครั้งการหาที่พึ่งทางจิติญญาก็เป็สิ่งจำเป็ อารามแห่งนี้เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความสงบแก่ผู้ที่มาแสวงหา"
นางหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง "ข้ามีคัมภีร์เก่าแก่มากมายที่้าผู้ช่วยชำระและคัดลอก หากแม่นางไม่รังเกียจ ข้าอยากจะเชิญแม่นางไปพำนักที่จวนตระกูลหวัง เพื่อช่วยงานข้าสักระยะหนึ่ง จะได้หรือไม่?"
ข้อเสนอของฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่ใช่เื่ธรรมดา การที่นางเชิญคนแปลกหน้าเข้าไปในจวนแสดงให้เห็นว่านางประทับใจในตัวซูเหม่ยอย่างมาก คัมภีร์เก่าแก่ที่นางกล่าวถึงเป็สมบัติล้ำค่าของตระกูลหวัง การให้คนภายนอกเข้าถึงถือเป็เกียรติอย่างสูง
ซูเหม่ยแสร้งทำเป็ลังเลเล็กน้อย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ราวกับกำลังชั่งใจระหว่างความ้าช่วยเหลือกับความกังวลในความสามารถของตัวเอง "บ่าวเกรงว่าความสามารถของบ่าวจะยังไม่ถึงขั้นที่จะช่วยงานอันสำคัญเช่นนั้นได้ อีกทั้งบ่าวเองก็คุ้นชินกับการใช้ชีวิตอย่างสงบในอารามแห่งนี้แล้วเ้าค่ะ"
การปฏิเสธของนางทำอย่างสุภาพและอ่อนน้อม ไม่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้สึกถูกดูถูก แต่กลับทำให้นางรู้สึกว่าซูเหม่ยเป็คนที่มีความระมัดระวังและไม่ประมาท การปฏิเสธอย่างสุภาพของนางยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้สึกอยากได้ตัวนางไปช่วยงานมากขึ้น เพราะนางไม่เคยพบสตรีใดที่ปฏิเสธข้อเสนออันงามเช่นนี้มาก่อน
ในสังคมที่ผู้คนมักจะแย่งชิงโอกาสในการเข้าใกล้ตระกูลใหญ่ การที่ซูเหม่ยปฏิเสธข้อเสนอของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังรู้สึกว่านางเป็คนที่มีหลักการและไม่โลภ ซึ่งเป็คุณสมบัติที่หาได้ยากในยุคนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่ยอมแพ้ นางกลับไปที่จวนด้วยความตั้งใจที่จะต้องเชิญซูเหม่ยมาให้ได้ ตลอดการเดินทางกลับ นางไม่สามารถลืมภาพของสตรีลึกลับผู้นั้นได้ ทั้งความงดงามที่บริสุทธิ์ ฝีมือในการวาดภาพที่ยอดเยี่ยม และความสุภาพอ่อนน้อมที่แท้จริง
เมื่อกลับถึงจวน นางเล่าเื่ของซูเหม่ยให้ลูกสาวและบ่าวไพร่ฟัง ทุกคนต่างรู้สึกสนใจในสตรีลึกลับผู้นี้ เพราะไม่เคยเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหวังให้ความสนใจใครมากเช่นนี้
นางส่งคนมาเชิญซูเหม่ยถึงสองครั้ง โดยใช้เหตุผลต่างๆ เช่น การขอให้นางมาสอนการวาดภาพให้กับหลานสาว หรือการขอให้นางมาช่วยจัดงานทำบุญใหญ่ของตระกูล แต่ซูเหม่ยก็ยังคงปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิม ด้วยความสุภาพและการถ่อมตัวที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยิ่งประทับใจ
การปฏิเสธแต่ละครั้งของซูเหม่ยไม่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังท้อใจ แต่กลับทำให้นางยิ่งมั่นใจว่าซูเหม่ยเป็คนที่เหมาะสมกับงานที่นาง้า คนที่ไม่โลภและมีหลักการเช่นนี้จะเป็ผู้ช่วยที่เชื่อถือได้
จนกระทั่งในครั้งที่สาม ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ นางคิดว่าอาจจะเป็เพราะซูเหม่ยรู้สึกไม่สบายใจที่จะรับคำเชิญจากสตรีที่เพิ่งรู้จัก นางจึงตัดสินใจส่ง หวังฉี บุตรชายคนรองของนาง ผู้ซึ่งมีรูปงามและเป็ที่หมายปองของสตรีมากมาย ให้มาเชิญซูเหม่ยด้วยตนเอง
การตัดสินใจส่งหวังฉีไปไม่ใช่เื่ง่าย เพราะหวังฉีเป็บุตรชายที่มีตำแหน่งสูงในตระกูล การให้เขาไปเชิญคนธรรมดาถือเป็เกียรติอย่างสูง แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเชื่อว่าการแสดงความจริงใจเช่นนี้จะทำให้ซูเหม่ยเปลี่ยนใจ
หวังฉีเดินทางมาถึงอารามหลวงด้วยความไม่เต็มใจนัก เขาเป็ชายหนุ่มที่มีความภาคภูมิใจสูง เคยชินกับการที่ผู้คนมาขอความช่วยเหลือจากเขา ไม่ใช่การที่เขาต้องไปขอร้องใคร เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดมารดาจึงต้องให้ความสำคัญกับสตรีแปลกหน้าผู้นี้มากถึงเพียงนี้
ตลอดการเดินทาง เขาคิดในใจว่าซูเหม่ยคงเป็สตรีธรรมดาที่พยายามใช้ความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ในการวาดภาพมาหลอกลวงมารดาของเขา เขาตั้งใจจะไปดูให้ชัดๆ ว่าสตรีผู้นี้มีอะไรพิเศษ และจะปฏิเสธอย่างสุภาพแล้วกลับมา
หวังฉีมีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลา ผิวพรรณขาวผ่อง ดวงตาคมกริบ และรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักลายัทอง แสดงให้เห็นถึงสถานะสูงส่งของเขา
เมื่อเขามาถึงอาราม บ่าวรับใช้ของอารามต้อนรับเขาด้วยความเคารพ เพราะทุกคนรู้จักตระกูลหวังและรู้ว่าหวังฉีเป็บุตรชายที่มีอนาคตสดใสของตระกูล
เมื่อหวังฉีมาถึง ซูเหม่ยกำลังยืนรดน้ำต้นไม้ในสวนหลังอาราม บรรยากาศรอบตัวนางเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำที่ไหลจากกระถางรดน้ำและเสียงนกที่ร้องเบาๆ ในยามบ่าย แสงแดดส่องผ่านใบไม้ลงมากระทบตัวนาง ทำให้นางดูเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต
นางสวมชุดขาวบริสุทธิ์ที่ปลิวไสวตามสายลม ผมยาวสีดำเก็บเป็มวยเรียบง่าย ประดับด้วยกิ่งไผ่เล็กๆ ที่ทำให้นางดูเรียบง่ายแต่สง่างาม ท่าทางในการรดน้ำต้นไม้ของนางช้าๆ และเป็จังหวะ ราวกับเป็การปฏิบัติธรรมชนิดหนึ่ง
นางหันมาตามเสียงเรียกของบ่าวรับใช้ที่มาแจ้งว่ามีแขกมาเยี่ยม ในขณะที่หันหน้า ผ้าคลุมที่เคยบดบังใบหน้าของนางเกิดหลุดลุ่ยลงเล็กน้อยเพราะสายลม เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าอันงดงามราวกับเทพธิดาที่ลงมาจาก์
ใบหน้าของนางมีรูปไข่ที่สมบูรณ์แบบ ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะแรก ดวงตาที่ทอประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้ายามค่ำคืน ขนตายาวโค้งงาม คิ้วเรียวเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว จมูกโด่งสวยงาม และริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อที่ดูอ่อนหวานและน่าหลงใหล
หวังฉีถึงกับตะลึงงัน หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก เขาไม่เคยเห็นสตรีใดที่งดงามเช่นนี้มาก่อน ความงามของซูเหม่ยไม่ใช่ความงามที่ฉูดฉาดหรือเย้ายวน แต่เป็ความงามที่บริสุทธิ์และลึกลับ เหมือนดอกบัวที่บานในสระน้ำใส
ภาพของซูเหม่ยในชุดขาวบริสุทธิ์ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ในสวน ได้ตรึงตราอยู่ในห้วงความคิดของเขาั้แ่วินาทีแรกที่ได้เห็น เขารู้สึกราวกับถูกมนต์สะกด ไม่เคยมีสตรีใดทำให้เขารู้สึกเช่นนี้มาก่อน
ความงามที่บริสุทธิ์และลึกลับของนางได้จองจำหัวใจของเขาไว้ั้แ่วันแรกที่ได้พบกันอย่างไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปในทันที ทุกสิ่งที่เขาเคยคิดว่าสำคัญกลายเป็เื่เล็กน้อย เมื่อเทียบกับความ้าที่จะได้อยู่ใกล้สตรีผู้นี้
หวังฉีลืมสิ้นซึ่งความไม่เต็มใจที่เคยมี ลืมความภาคภูมิใจที่เคยมี ลืมทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นใบหน้าที่งดงามของซูเหม่ย เขาก้าวเข้าไปหานางด้วยหัวใจที่เต้นระรัว และเอ่ยคำเชิญด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเสน่หาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"แม่นางซูเหม่ย" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้าคือหวังฉี บุตรชายของฮูหยินผู้เฒ่าหวัง มารดาของข้าส่งข้ามาเชิญแม่นางไปพำนักที่จวนของเรา เพื่อช่วยงานด้านคัมภีร์โบราณ มารดาของข้าประทับใจในฝีมือและความรู้ของแม่นางอย่างมาก"
ซูเหม่ยยิ้มบางๆ ภายใต้ผ้าคลุมที่บัดนี้กลับมาปกปิดใบหน้าของนางอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นอ่อนหวานและลึกลับ ทำให้หวังฉีรู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังละลาย นางรู้ดีว่าหมากตัวแรกได้ถูกวางลงแล้ว และมันกำลังจะนำพาตระกูลหวังเข้าสู่กับดักที่นางได้วางแผนไว้อย่างแยบยล
ในใจของนาง ความพึงพอใจเริ่มก่อตัวขึ้น แผนการของนางกำลังดำเนินไปตามที่คาดหวัง หวังฉีตกหลุมรักนางั้แ่แรกเห็น เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเฉิงจื่ออี้ ความงามของนางเป็อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการล้างแค้น
"ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าให้ความสนใจ" นางตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน "แต่ข้าเกรงว่าความสามารถของข้าจะไม่เพียงพอสำหรับงานสำคัญเช่นนั้น"
การปฏิเสธของนางทำให้หวังฉียิ่งรู้สึกหลงใหล เขาไม่เคยพบสตรีใดที่ไม่กระหายอยากเข้าไปในตระกูลหวัง การถ่อมตัวและความไม่โลภของนางทำให้เขารู้สึกว่านางเป็คนพิเศษจริงๆ
"แม่นางถ่อมตัวเกินไป" หวังฉีกล่าวด้วยความจริงใจ "มารดาของข้าไม่เคยชมใครมากเช่นนี้ ข้าเชื่อว่าแม่นางจะเป็ประโยชน์อย่างมากต่อตระกูลของเรา"
เขาหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง "หากแม่นางยังลังเล ข้าขอให้แม่นางมาเยี่ยมชมจวนของเราก่อน ดูงานและสภาพแวดล้อม หากแม่นางไม่พอใจ แม่นางสามารถกลับมาที่อารามได้ตลอดเวลา"
ข้อเสนอของหวังฉีฟังดูสมเหตุสมผลและไม่บีบบังคับ ซูเหม่ยแสร้งทำเป็คิดอยู่สักพัก ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย "หากเป็เช่นนั้น ข้าจะไปดูก่อน แต่ข้าไม่สามารถสัญญาได้ว่าจะสามารถช่วยงานได้"
ความยินยอมของนางทำให้หวังฉีรู้สึกดีใจอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าการตัดสินใจของเขาในวันนี้จะนำมาซึ่งความหายนะให้กับตระกูลของเขา เขาเห็นเพียงความงดงามและความบริสุทธิ์ของซูเหม่ย ไม่รู้เลยว่าเื้ัรอยยิ้มอ่อนหวานนั้นซ่อนเร้นแผนการแก้แค้นที่โเี้
ขณะที่พวกเขาเตรียมตัวออกเดินทางไปยังจวนตระกูลหวัง ซูเหม่ยมองดูหวังฉีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ เขาจะเป็เครื่องมือสำคัญในแผนการแก้แค้นของนาง เหมือนกับที่เฉิงจื่ออี้เคยเป็
ตระกูลหวังจะได้เรียนรู้ว่าการทำลายตระกูลหลินมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นคือการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเคยมี รวมถึงชีวิตของคนที่พวกเขารักที่สุด
หมากตัวแรกได้ถูกวางลงแล้ว และเกมแห่งการแก้แค้นก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ซูเหม่ยจะไม่ผิดพลาดเหมือนครั้งก่อน นางจะใช้ประสบการณ์จากการทำลายตระกูลเฉิงมาปรับปรุงแผนการให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ตระกูลหวังจะได้รู้ว่าความแค้นของหลินชิงเหยานั้นไม่มีวันจางหาย และนางจะไม่หยุดจนกว่าทุกคนที่มีส่วนในการทำลายครอบครัวของนางจะได้รับการลงโทษอย่างสาสม