รถเมอร์เซเดส-เบนซ์คันงามจอดนิ่งที่หน้ากำแพงพระบรมมหาราชวังด้านนอก โผล่พ้นมาถึงประตูศรีสุดาวงส์ หรือประตูดิน ทางผ่านเข้าเขตพระราชฐานชั้นในที่หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลประทับอยู่ แม้ในรัชกาลนี้ ฝ่ายในจะเริ่มซบเซาไปมากแล้ว แต่ท่านหญิงอ้อก็ยังทรงแวะเวียนไปมาที่นี่อยู่เสมอ เพราะเ้าจอมมารดาผู้เป็ย่าและหม่อมแม่ยังพำนักอยู่เช่นกัน
ในเวลานี้ แสงตะวันยังคงแจ่มจ้าอยู่ ไม่ถึงเวลาที่คุณโขลนปิดประตู ซึ่งในบางครั้งมักจะมีนางข้าหลวงจากข้างในลอบออกมานัดหมายพบปะกับชายหนุ่มด้านนอกในเชิงชู้สาว มีเพลงยาวส่งถึงกัน จนเป็ที่มาของวลีที่ว่า 'เ้าชู้ประตูดิน' ท่านหญิงอ้อทรงสังเกตเห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่ทรงนึกไม่ถึงว่าท่านชายปิ๋วจะทรงกระทำเช่นนั้นด้วย
ท่านชายเสด็จมาส่งท่านหญิงถึงสถาน ทั้งที่ไม่ใช่พระคู่หมั้น หากคนไม่รู้ก็คงนึกกันไปทั่ว ว่าทั้งสององค์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแก่กัน
“หญิงขอบคุณพี่ชายปิ๋วนะคะ ที่ช่วยพาหญิงไปซื้อของและมาส่ง” เมื่อท่านหญิงทรงหยุดบาทอยู่หน้าประตู ก็ตรัสขอบน้ำหทัยแก่ผู้ทรงวัยกว่า เธอไม่ประสงค์ยืนคุยด้วยนานให้เป็ให้เป็เป้าสายตาของใครนัก ตรัสแล้วก็ทรงยื่นกรรอรับตะกร้าของจากอีกฝ่าย
ท่านชายปิ๋วแย้มสรวลตอบ ยังไม่ทรงยื่นให้ กลับตรัสเป็การยื้อเวลาว่า “น้องหญิงจะได้ออกมาข้างนอกอีกเมื่อไหร่คะ คราวหน้า พี่จะได้เป็ธุระพาน้องหญิงไปอีก”
“วันพรุ่งนี้เสด็จพ่อจะเสด็จมารับหญิงกลับที่วังค่ะ” สีพักตร์ผ่องดูเหนื่อยอ่อนั้แ่ยังตรัสไม่จบ ทรงฝืนหทัยตรัสต่อว่า “แต่หญิงคงไม่ว่างไปกลับพี่ชายปิ๋วแล้ว เสด็จลุงมีรับสั่งให้พี่ชายเดียวมารับหญิงแล้วค่ะ”
“จริงหรือคะ” หม่อมเ้าชายเองก็ทรงหม่นหมองไม่น้อยไปกว่ากัน ทว่าทรงรู้อยู่แก่หทัยดี ว่าไม่มีทางขัดพระบัญชานี้ได้ จำต้องปล่อยให้เป็ไปเช่นนั้น อนึ่ง ทรงรับรู้ได้ว่า องค์เชษฐาเองก็คงไม่สบายหทัยนัก ที่ต้องอยู่ใต้คำประกาศิตซึ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้นนี้
หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลก็ทรงไม่ต่างกัน
“หญิงขอตัวนะคะ คุยอยู่นาน ใครเห็นเข้าจะไม่งาม” ทรงตระหนักอยู่ทุกขณะ ว่ามีชายคู่หมายแล้ว แม้หทัยจะพร่ำฟ้องว่ารู้สึกอย่างไรกับเ้าพี่องค์นี้ แต่ก็สุดที่จะแสดงออกมาให้ประจักษ์
“น้องหญิงคะ…” ท่านชายปิ๋วทรงได้แต่ทำเสียงละห้อยตามหลัง
ท่านหญิงเองไม่ทรงต่อพระวาจา ยอมให้สิ้นแต่ประโยคนั้นเสียดีกว่า ไม่ประสงค์ต่อความยาวสาวความยืด เอื้อมเรียวหัตถ์รับของไว้ และทรงหันดำเนินกลับเข้าสู่พระราชฐานชั้นในต่อไป อย่างหวั่นไหวในพระอารมณ์
ท่านชายปิ๋ได้เพียงทอดเนตรจนท่านหญิงสง่าองค์นั้นหายลับผ่านบานประตูไป ทรงสำนึกว่าความรักขององค์เองนั้นก็เปรียบดังประตูดินแห่งนี้ ที่ปิดกั้นไม่ให้หยั่งถึงได้ ถึงจะได้ ก็สุดแสนจะลำบาก ยากจะหักถอน
ทรงถอนปัสสาสะ รำพึงแต่เอกาว่า “บุญมีแต่กรรมบังอย่างเขาว่า ทำไมหนอ ชายผู้นั้นถึงไม่ได้เป็เรา”
เมื่อนั้น เวลาย่ำสองยามในคืนเดือนหงาย แสงสว่างจากฟากฟ้ายังนำพาความสะดวกให้แก่ผู้ที่เดินทางยามมืดค่ำได้ ท่านชายเดียวเสด็จกลับจากกระทรวงการต่างประเทศโดยรถเจ๊ก เพราะไม่ได้มีรับสั่งให้คนที่วังไปรับ ทรงเห็นว่าสบายหทัยกว่า และไม่อยากรบกวนใครมากนัก
เมื่อกุลีจีนส่งลงที่หน้าตำหนักใหญ่ วรร่างขาวสะอาดกลมกลืนไปกับชุดราชประแตนนั้นจึงยาตราไปส่วนหน้าของตำนัก ซึ่งมีเสด็จพระองค์ชายประทับยืนรออยู่ตรงนั้น ท่านชายเดียวทรงถอดหมวกและค้อมเศียรให้เป็การคำนับแด่เสด็จพ่อผู้บังเกิดเกล้า
แล้วจึงตรัสถามเสียงเหนือย ๆ ในที “เสด็จพ่อยังไม่ขึ้นบรรทมหรือเกล้ากระหม่อม น้ำค้างก็ลงหนาแล้ว”
“พ่อมารอชายน่ะ มีเื่จะพูดด้วยหน่อย ชายกินอะไรมาแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็ไปกินก่อน พ่อจะได้ให้คนจัดมาให้ พ่อรอได้”
ท่านชายเดียวทรงฟังพระสุรเสียงทรงอำนาจเข้มเจือด้วยความจริงจัง แต่ไม่ได้น่าเกรงขาม เพราะทรงถามไถ่ด้วยความรัก เสด็จพระองค์ชายทรงเอาแน่เอานอนกับทุกเื่เช่นนี้เสมอมาอยู่แล้ว จึงไม่เป็ที่แปลกหทัยต่อท่านชาย
ด้วยความรักความเมตตาที่ทรงแผ่ไพศาลให้แก่พระโอรสทุกองค์ รวมถึงคนทุกผู้ในวังโดยเสมอมานั้น ท่านประสงค์ให้จำเริญดี ทำให้ท่านชายทรงแจ้งหทัยว่า ต่อไปนี้เสด็จท่านจะตัดอะไร ซึ่งก็เป็ไปตามที่ดำริไว้
“เื่ของวันพรุ่งนี้ พ่อหวังว่าชายคงไม่ลืม ใช่หรือไม่”
ผู้ถูกรับสั่งถามทรงนิ่งอึ้งไปเสี้ยววินาที กว่าจะหาสุรเสียงเจอ “คือ… ชายไม่ลืมหรอกเกล้ากระหม่อม เื่สำคัญอย่างนั้น” พระวาจาที่ทูลไปไร้มูลความจริง หากเสด็จในกรมฯไม่ทรงเอ่ยขึ้นมา มีหรือที่ท่านชายเดียวจะทรงรำลึกได้ เหตุเพราะ เื่ของพระคู่หมั้นนั้นไม่เคยอยู่ในมัตถลุงค์เลย แม้จะทรงย้ำอีกสักกี่รอบก็ตาม
“ดีแล้ว พ่อรู้ว่าชายว่าง อย่าได้คิดหาข้ออ้างมาผลัดวันประกันพรุ่งอีก มิฉะนั้น พ่อจะถือว่าชายเป็คนไม่รักษาสัญญา”
“ชายจะไม่ทำให้เสด็จพ่อทรงผิดหวังเกล้ากระหม่อม”
“ต้องอย่างนี้สิชาย เป็บุรุษสุดแท้ก็สัจจะ อย่างนี้คนเขาถึงจะสรรเสริญ เชื่อฟังพ่อไว้ดีแล้ว ไม่มีใครหวังดีกับชายเท่าพ่อแท้ ๆ หรอกนะลูก ชายไปพักผ่อนเถอะ จะได้สบายเนื้อสบายตัว พรุ่งนี้ต้องไปรับน้องแต่เช้า”
“เกล้ากระหม่อม”
เสด็จพระองค์ชายแย้มพระโอษฐ์พอพระทัยในสัตยาของพระปิโยรสองค์เดียว เมื่อเ้าพี่องค์อื่นจำเริญในหน้าที่การงานและมีคู่ครองกันหมดแล้ว ก็ทรงวาดหวังไว้กับองค์นี้ต่อ ส่วนท่านชายเล็กนั้นทรงปล่อยให้เป็หน้าที่ของหม่อมเอกไป เพราะทรงเห็นท่าว่าจะบังคับไว้ในพระโอวาทไม่ได้เสียแล้ว
พ่อรักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก แต่จะให้หักหทัยประพฤติตามนั้นยากโข ท่านชายเดียวทรงสำนึกในพระกรุณาธิคุณของเสด็จพ่ออยู่ไม่เคยเลือนลาง ท่านหวังดี ถึงทรงได้กำหนดแนวทางให้อย่างนี้ มิฉะนั้นแล้ว อาจจะใฝ่ต่ำกระทำผิดวินัยอย่างเ้านายองค์อื่นที่เห็นเป็ตัวอย่างก็ได้
แต่แล้วจะทำอย่างไรได้ ท่านชายเดียวทรงรู้ว่าหทัยลึก ๆ ขององค์เองนั้นเป็อย่างไร โปรดหรือไม่โปรดเพศใดก็ย้ำอยู่ในอุระ แต่บอกใครไม่ได้ ใช่ว่าไม่ทรงสำนึกรักพระบิดาผู้ประทานชีวิต ขอเพียงแค่ได้มีสักนิดที่ทรงลิขิตมันเองบ้าง
คล้อยหลังที่ท่านชายเดียวทูลเื่ต่าง ๆ กับเสด็จในกรมฯเสร็จสิ้นแล้ว บัดนี้ จึงดำเนินตามทางเดินผ่านสวนหย่อมลัดเลาะไปสู่เรือนปั้นหยาแถวท้ายวังซึ่งเป็ที่ประทับส่วนองค์
แสงจันทร์ยังคงสาดส่องไปทั่ว ทำให้เห็นสีวงพักตร์อันหมดอาลัยตายอยากของของหม่อมเ้าชายสายเืตะวันตก หากใครผ่านมาเห็น คงจะหยุดคิดไม่ได้ว่าทรงหอบอุ้มเอาความกังวลไว้หรือไร ไฉนถึงไม่มีแม้แต่รอยแย้มยิ้มให้สมกับประสูติมามีวรพักตร์ดั่งเทพนิมิตร แต่ใครจะล่วงรู้และเข้าใจเล่า ว่าไม่ใช่แค่หอบเอาความทุกข์ใจไว้เพียงอย่างเดียว สิ่งนี้ไม่น่าห่วง เพราะไม่นานมันคงเสื่อมสลายไป แต่ชาติกำเนิดและฐานันดรศักดิ์ที่แบกรับมาทั้งชีวิตนี่สิ ยังจะคงอยู่ตราบชั่วชันษาขัย
แม้ไม่มีมันสักนิด ท่านชายก็ทรงเห็นว่าชีวิตขององค์เองคงไม่เศร้าหมองไปกว่านี้
“พี่ชายเดียว เพิ่งกลับถึงวังหรือกระหม่อม งานเลี้ยงจบแล้วหรือ”
สุรเสียงขององค์อนุชายังผลให้เชษฐาตื่นองค์ ทรงรีบคลายดวงพักตร์บึ้งตึงให้แปรเปลี่ยนดังเดิมเพื่อปกปิดความในหทัย แต่อย่างไรเสีย ก็ไม่มิดเม้น ท่านชายปิ๋วทรงรู้ชัดถึงความตรอมตรมที่ตีตื้นขึ้นมา
“เปล่าหรอก หมดธุระของพี่แล้ว พี่เลยขอเสด็จเสนาบดีท่านกลับมาก่อน เมื่อครู่นี้ ก็เพิ่งคุยกับเสด็จพ่อเสร็จไป พี่ขอตัวก่อนนะชาย เหนียวตัว จะไปอาบน้ำสักหน่อย” เพราะทรงเกรงว่าจะเก็บความเศร้าไม่อยู่ เลยต้องรีบตัดบทไปเสีย
“คุยกับเสด็จพ่อเื่หญิงอ้อหรือกระหม่อม” อนุชาทูลถาม ซึ่งไม่ต้องรอคำตอบ ก็ทรงทราบอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าเ้าพี่ทรงหยุดกึกไป ไร้พระวาจาใด ๆ จึงมีดำรัสต่อ “ชายรู้ว่าพี่ชายเดียวไม่ได้รักน้องหญิงอ้อ ทางโน้นก็เหมือนกัน แต่จำเป็เพราะสัญญาของเสด็จท่าน ใช่หรือไม่กระหม่อม”
“ชายอย่าพูดเลยดีกว่า วันนี้พี่ไม่ได้รักเธอ อยู่กินกันไป วันข้างหน้าพี่ก็จะรักเธอได้เอง เสด็จพ่อท่านทรงทำถูกแล้ว พี่ไม่อยากขัดพระประสงค์ท่าน”
“ทำตามพระทัยเสด็จพ่อ แล้วจะปฏิเสธหัวใจตัวเองหรือกระหม่อม ก็จริงอยู่ ที่ว่าอยู่กันไปนาน ๆ เข้า ก็จะรักกันเอง แต่ไม่ใช่ทุกคนนี่กระหม่อม พี่ชายเดียวมั่นใจสักแค่ไหน ดูอย่างพี่ชายต้อยกับชายาสิ ชายไม่เห็นเขาจะมีใจให้กันเสียตรงไหน แต่งงานมาหลายปีจนมีลูกขนาดนี้แล้ว”
“แล้วพี่เลี่ยงได้เลยหรือ ก็ไม่”
“เลี่ยงได้กระหม่อม ชายจะช่วยคุยกับเสด็จพ่อเอง”
“อย่าเลยชาย ทำอย่างนั้นจะโดนกริ้วเอาเปล่า ๆ อีกอย่าง น้องหญิงอ้อเองเธอก็จะกลายเป็หม้ายขันหมาก ได้ไม่คุ้มเสีย”
“น้องหญิงอ้อไม่เป็หม้ายขันหมากแน่กระหม่อม เพราะ…” ทรงเว้นระยะ ด้วยยี่หระว่าไม่ควรโผงผางเปิดเผยความในหทัยที่มีต่อท่านหญิงอ้อ แต่ก็เพราะไม่ประสงค์เห็นเชษฐาทรงระกำหทัยต่อไป
“เพราะอะไรหรือ?” ท่านชายเดียวทรงยังรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อผู้ทรงเยาว์กว่าไม่ตรัสอะไร ถึงได้ผ่อนปัสสาสะ รับสั่งอย่างสุขุมว่า “พี่ไม่คุยกับชายแล้ว อย่างไรเสีย ไม่นานพี่ก็ต้องแต่งงานกับหญิงอ้ออยู่ดี พี่ไปก่อนล่ะ”
เมื่อจบคำ ท่านชายเดียวก็เสด็จต่อไป ทิ้งอนุชาไว้ให้กลุ้มในอุระ ทรงเห็นหทัย แต่ก็ทรงทำอะไรไม่ได้ ซ้ำยังสงสารองค์เอง ที่ถูกชะตากำหนดไว้ให้เป็เช่นนี้