ครบวันที่7แล้วเช้านี้สายหมอก โอบล้อมขุนเขาพยัคฆ์คำรณ แสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของหอตำราหลวงจนดูราวกับเกล็ดัทองที่ทอดตัวยาวอย่างสง่างาม ภายในโถงกว้างขวางปูด้วยไม้หอมราคาแพง กลิ่นหมึกและกระดาษเก่าอบอวลอยู่ในอากาศ คละคลุ้งไปกับกลิ่นกำยานเครื่องหอมที่เหล่าองค์ชายและท่านชายเลือกใช้เพื่อบ่งบอกฐานะ แต่วันนี้บรรยากาศกลับหนักอึ้งกว่าปกติ เพราะเป็วันที่ศิษย์ใหม่ทุกคนต้องเผชิญกับวิชา "จัดลำดับปราณ" วิชาที่จะจำแนกชนชั้นและความสามารถของพวกเขาผ่านสายเือย่างเด็ดขาด
หลี่เฟยหลง นั่งอยู่ตรงมุมอับแสงหลังสุดของห้องเรียน เขาพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาดูแคลนที่มักจะสาดส่องมาทางเขาเสมอ ชุดศิษย์สีดำเทาๆที่มีรอยปะชุนจางๆ ที่ข้อศอกดูแปลกแยกท่ามกลางอาภรณ์ผ้าไหมทอมือขลิบทองของศิษย์คนอื่นๆ มือของเขายังคงกุม กระบี่นิลกาฬ ที่ห่อด้วยผ้าหยาบๆ ไว้แน่น ราวกับว่ามันเป็สิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เขายังคงยืนหยัดอยู่ได้ในสถานที่ๆลมหายใจทุกครั้งคือการวัดคุณค่าของความเป็มนุษย์
บนแท่นบรรยายที่ยกระดับสูงขึ้นอาจารย์อู๋ ชายชราผู้มีใบหน้าผอมซูบจนเห็นโหนกแก้มเด่นชัด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับคมปลาบประดุจพยัคฆ์เฒ่าที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน ท่านยืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระดานไม้ดำขนาดใหญ่ที่สลักรูปวาดวงจรปราณและลำดับอสูรสถิตด้วยทองคำแท้
"พวกเ้าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ล้วนมีป้ายชื่อหยกห้อยอยู่ที่เอว มีสายเืของปฐมฮ่องเต้ไหลเวียนอยู่ในกาย" เสียงของอาจารย์อู๋แหบพร่าทว่าทรงพลัง ดังก้องไปทั่วโถงที่เงียบกริบ "ทว่าสายเืนั้นมีย่อมลำดับชั้น และ์มิได้ประทานพรมาให้เท่าเทียมกันทุกคน การรู้จักที่ต่ำที่สูงของปราณตนเอง คือก้าวแรกของการปรับตัวและวางยุทธศาสตร์แห่งการศึกษาในสำนักแห่งนี้"

อาจารย์อู๋ใช้ไม้ชี้ที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรเคาะไปที่รูปสลักซึ่งไล่เรียงจากล่างขึ้นบนอย่างช้าๆ:
"ลำดับที่1 ขั้นอสูรพื้นถิ่น ปราณรูปหมาป่า แมวป่า หรือกวาง สัญลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์สายห่างที่พลังเจือจางลงตามกาลเวลา พวกเ้ากลุ่มนี้คือรากฐาน แม้พลังจะไม่หวือหวาแต่เน้นความคล่องตัวและการทำงานเป็หมู่คณะ" อาจารย์อู๋เหลือบตามองกลุ่มของหลี่กวงที่นั่งยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
"ลำดับที่2 ขั้นอสูรา พยัคฆ์ อินทรี หรือคชสาร ปราณของเหล่านักรบและแม่ทัพขุนนางชั้นสูง เป็พลังที่เกิดมาเพื่อการทำลายล้างและแผ่ขยายอาณาจักร"
"ลำดับที่3 ขั้นสัตว์เทวะ กิเลน ปักษา์ หรือเต่าคะนองศึก ปราณระดับนี้จะเริ่มมีอำนาจเหนือธาตุธรรมชาติสถิตอยู่ มักปรากฏในองค์ชายหรือองค์หญิงที่มีวาสนาสูงส่งมาั้แ่ประสูติ เป็ผู้ที่ฟ้าดินเลือกสรรให้เป็เสาหลักแห่งราชวงศ์"
"และลำดับที่4 ขั้นั์ ขั้นสูงสุดที่คนทั่วไปในใต้หล้าเคยพบเห็น เป็รัศมีแห่งัที่แท้จริงสัญลักษณ์ของจักรพรรดิและรัชทายาทผู้ครองบัลลังก์ั"
บรรยากาศในห้องเรียนเงียบสงัดลงทันทีเมื่ออาจารย์อู๋หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงจนเกือบเป็เสียงกระซิบที่สั่นเครือ "ทว่า... ยังมีลำดับที่5 ขั้นา นี่คือขั้นที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว ในตำนานกล่าวไว้ว่ามี2ขั้วอำนาจที่ค้ำจุนจักรวาล หนึ่งคือ 'ัฟ้า' แสงสว่างนิรันดร์ผู้โอบอุ้ม์ เป็ตัวแทนของความเมตตาและการสร้างสรรค์ และขั้วตรงข้ามที่ถูกลบหายไปจากบันทึกประวัติศาสตร์อย่างจงใจ... 'ัดำ' เงามืดผู้กลืนกินจักรวาล ความว่างเปล่าที่สามารถสยบทุกสรรพสิ่ง... ว่ากันว่าหากใครเข้าถึงขั้นนี้ แผ่นดินจะสั่นะเืด้วยเพียงแรงปรารถนาของเขา แต่นั่นเป็เพียงเื่เล่าปรัมปราที่ไม่มีใครพบเห็นมานานนับพันปีจนผู้คนลืมเลือนไปสิ้น"
"อาจารย์ขอรับ! แล้วพวก 'ปราณควันไฟ' ที่ไร้รูปร่าง ไร้ความร้อนล่ะขอรับ อยู่ในลำดับไหน?" หลี่เจี้ยน องค์ชาย3สายเืรอง ผู้เป็ลูกไล่ของหลี่กวง ะโถามขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเยาะหยัน สายตาของศิษย์ทั้งห้องพุ่งเป้าไปที่เฟยหลงราวกับเป็จุดด่างพร้อยบนผ้าขาว
อาจารย์อู๋มองเฟยหลงด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าเ็าราวกับมองเศษธุลี "ควัน... คือปราณที่ไร้ธาตุ ไร้ลำดับ มันคือความล้มเหลวของการก่อกำเนิดปราณหรืออาจเป็เพียงเถ้าถ่านที่เหลือจากการมอดไหม้ของสายเืที่กำลังจะดับสูญในรุ่นปัจจุบัน... มันไม่สามารถจัดลำดับได้"
เสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นทั่วมุมห้อง เฟยหลงก้มหน้ามองมือที่สั่นเทาใต้โต๊ะ เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอีกต่อไป ความเ็ปจากการถูกดูแคลนกลายเป็ความด้านชาที่ฝังลึก ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ คำพูดในจดหมายของพ่อกลับดังก้องขึ้นมาอย่างประหลาด 'เงามืดที่โอบอุ้มแสง' พ่อของเขา้าจะบอกอะไรกันแน่? หากเขาคือเถ้าถ่านจริง เหตุใดกระบี่นิลกาฬเล่มนี้ถึงได้เรียกร้องหาเืของเขาด้วยความกระหายเช่นนั้น?