"พี่สาวข้าบอกว่าได้ก็คือได้หากเจ้ายังคลางแคลง ก็ไปหาที่อื่นเถิด!" หมิงเป่าอวี้โบกมืออย่างเหลืออด
พี่สาวของเขามีทักษะการแพทย์ที่สูงส่งผู้คนกว่าครึ่งในหมู่บ้านล้วนผ่านการรักษาของพี่สาวมาแล้วทั้งสิ้น ไม่เคยมีใครที่รักษาไม่หายสักคนบัดนี้พี่สาวของเขาเต็มใจจะรักษาให้ นางกลับซักโน่นถามนี่
เขาไม่ใจกว้างเหมือนพี่สาวที่ยึดมั่นคุณธรรมสลายความแค้นด้วยความเมตตา ยอมรักษาให้แม้กระทั่งคนที่เคยเหยียดหยามก่นด่าตนเองหรอกนะถึงตอนนี้ก็ยังโมโหไม่หาย อยากจะจับทั้งคู่ส่งทางการเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ในเมื่อพี่สาวของเขาเอ่ยปากแล้วเขาก็ต้องเชื่อฟัง
"เจ้า...เจ้าเต็มใจรักษาสามีของข้าจริงหรือ"
เห็นได้ชัดว่านางกังวลในจุดนี้เช่นกันกลัวว่าอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสแก้แค้น คนที่ตนเองด่าทอมาครึ่งค่อนวัน ทำลายชื่อเสียงจนย่อยยับจะไม่ถือสาหาความกับเรื่องก่อนหน้านี้และยอมช่วยรักษาให้จริงหรือ
ยิ่งไปกว่านั้นจะไปหาที่อื่นได้ที่ไหนอีกเล่านางพาสามีไปขอความช่วยเหลือจากโรงหมอใหญ่น้อยมาหมดแล้ว
หมอทุกคนต่างลงความเห็นว่าเสียเลือดมากเกินไปยาที่จ่ายให้ก็แทบไม่ต่างกันนัก แต่หลังนำกลับไปต้มกินนอกจากจะไม่เห็นผล ร่างกายกลับยิ่งผ่ายผอมลงทุกวัน
เทียบยาของท่านหมอเหล่านั้นล้วนคล้ายคลึงกันย่อมไม่สามารถบอกได้ว่าหมอเถื่อนคนไหนที่ทำให้สามีนางอาการแย่ลง
ด้วยเหตุนี้ตอนที่คนผู้นั้นให้เงินให้นางมาสร้างความวุ่นวายนางจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล
"หมิงเฉ่าถังเพิ่งเปิดข้าจะไม่ทำลายชื่อเสียงของตนเอง"
น้ำเสียงของหมิงเป่าจูเรียบเฉยแต่กลับหนักแน่นและน่าเชื่อถือ
หมิงเฉ่าถังคือความมุ่งมั่นทั้งหมดของนางจึงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่นางจะทำลายชื่อเสียงของตนเองเพื่อการแก้แค้น
นางสังเกตชายผู้นั้นมาพักใหญ่แล้วส่วนลึกในใจพอมีการคาดคะเนอยู่บ้าง แต่ต้องตรวจชีพจรก่อนจึงจะยืนยันได้
สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองป้ายเหนือศีรษะของหมิงเป่าจูปราดหนึ่งจากนั้นก็มองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของหมิงเป่าจูอีกครั้ง ถึงกัดฟันตัดสินใจ
เปลี่ยนท่านั่งมาเป็นคุกเข่าแล้วโขกศีรษะคำนับเสียงดัง
"ท่านหมอหมิงได้โปรดช่วยชีวิตสามีข้าด้วย หากท่านรักษาเขาหาย ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ ทดแทนบุญคุณของท่านไปชั่วชีวิต!"
หลี่อวิ๋นยืนอยู่ด้านข้างหลี่ไหวฺอวี้เหลื่อมไปทางด้านหลังเพียงเล็กน้อยจนเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกันกับเขาซึ่งตรงกับด้านหน้าของสตรีผู้นั้นพอดี เมื่อเห็นนางคุกเข่าลงกะทันหัน ก็ตกใจรีบกระโดดหนีทันควัน
นางไหนเลยจะกล้ารับการกราบไหว้เต็มพิธีการจากผู้อื่นเยี่ยงนี้แต่เมื่อเห็นหลี่ไหวฺอวี้กับหมิงเป่าจูสีหน้าเรียบเฉย มั่นคงดุจเขาไท่ซาน ก็ได้แต่กัดริมฝีปาก
แม้แต่หมิงเป่าอวี้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยใบหน้าของนางซับสีแดงระเรื่อ พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองให้กลับมาเป็นปกติโชคดีที่ทุกคนต่างจ้องมองสตรีผู้นั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นนาง
หลี่ไหวฺอวี้คุ้นเคยกับการที่คนอื่นคุกเข่าคำนับมานานแล้วเมื่อเห็นสตรีผู้นั้นเป็นเช่นนี้ ก็เพียงหลุบสายตามองอย่างน่าเกรงขาม
หมิงเป่าจูเองก็ไม่ก้าวเข้าไปประคองเพียงแค่มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า "คุกเข่าอยู่แบบนี้จะตรวจอาการได้อย่างไรรีบลุกขึ้นแล้วพยุงคนเข้ามาเถอะ"
พูดจบก็หันไปสั่งหมิงเป่าอวี้"เป่าอวี้ เจ้าเข้าไปยกเก้าอี้มาสองตัว" ส่วนนางเดินไปหยิบกล่องเข็มเงินในตู้
หมิงเป่าอวี้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่สาวถึงไม่พาคนเข้าไปรักษาในห้องแทนที่จะนั่งอยู่ข้างนอก แต่มิได้ซักถาม เพียงทำตามที่พี่สาวบอกเท่านั้น
หมิงเป่าจูไม่พาคนเข้าห้องอยู่แล้วหากทำเช่นนั้นใครจะเห็นขั้นตอนการรักษาของนาง
เอามันข้างนอกนี่แหละให้พวกที่ปากดีทั้งหลายเหล่านั้นได้เห็นเต็มตา ทักษะการแพทย์ของนางหมิงเป่าจู แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร
"ไปต้มน้ำตาลแดงมาให้ข้าแล้วก็เอากระโถนบ้วนน้ำลายมาด้วย"
สตรีผู้นั้นประคองสามีนั่งลงบนเก้าอี้ตัวขวาส่วนตัวนางเองก็ไปยืนอยู่ด้านข้าง ให้เขาได้เอนพิง
หมิงเป่าจูชำเลืองมองเล็กน้อยสองสามีภรรยาคู่นี้ช่างรักกันอย่างล้ำลึก แต่พฤติกรรมใส่ร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทำให้คนสุดจะเห็นใจได้ลงจริงๆ
หลังจากทั้งสองนั่งลงแล้วหมิงเป่าจูก็ตรวจชีพจร จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงสั่งการทีละอย่าง
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าน้ำตาลแดงนั้นต้มให้ใครดื่มหมิงเป่าอวี้รับคำอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นจึงวิ่งไปที่ครัวหลังบ้าน
หลี่อวิ๋นยืนอยู่ด้านข้างตลอดรู้สึกว่าตนเองช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อได้ยินคำสั่งของหมิงเป่าจูก็มองไปรอบๆ เห็นกระโถนบ้วนน้ำลายวางอยู่ที่มุมห้องจึงรีบเดินไปหยิบมา เป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งาน
"เป่าจูวางไว้ตรงไหน"
หลี่อวิ๋นเอ่ยถามด้วยท่าทางร้อนรนนางไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตรวจชีพจรถึงต้องใช้กระโถนบ้วนน้ำลาย
หลี่อวิ๋นถามเสียงเบาหมิงเป่าจูตั้งใจฟังชีพจรจึงไม่ได้ยิน
"วางไว้ที่พื้นข้างๆเขาน่ะ"
มีคนบอก หลี่อวิ๋นจึงรับคำเบาๆรีบวางกระโถนบ้วนน้ำลายลงไป พอเงยหน้าขึ้นมองไปทางหลี่ไหวฺอวี้ ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาอีกครั้งไม่ใช่เพราะความขัดเขิน แต่เป็นความอับอาย รู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์เสียจริง แสดงความขลาดเขลาต่อหน้าบุรุษที่พึงใจ
เมื่อหันไปมองหมิงเป่าจูที่กำลังรักษาคนไข้อย่างตั้งใจอยู่ก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
เป่าจูช่างเก่งกาจเหลือเกินออกมาจากหมู่บ้านแล้วมาเปิดโรงหมอในเมือง ซ้ำยังมีความสามารถเต็มเปี่ยม ผิดกับตนเองนอกจากขายเต้าหู้ก็ไม่เก่งอะไรสักอย่าง
แค่หยิบกระโถนบ้วนน้ำลายใบเดียวก็ยังทำได้ไม่ดีหลี่อวิ๋นฟุ้งซ่านไปหลายตลบ แต่ไม่มีใครรู้ เพราะตอนนี้ทุกคนต่างมุ่งความสนใจไปที่หมิงเป่าจู
หมิงเป่าจูตรวจชีพจรพลางสังเกตอาการของชายผู้นั้น
เมื่อมองใกล้ๆ ก็ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นคนผู้นี้ถูกภรรยาลากมาก่อเรื่อง กำลังวังชาไม่เหลือแล้ว ผนวกกับกระอักเลือดถึงสองครั้งสองคราลมหายใจจึงร่อแร่รวยริน
ใบหน้าของชายผู้นั้นเหลืองซีดร่างกายซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
แม้แต่จะลืมตาขึ้นก็ยังไม่มีแรงกลิ่นไอแห่งความตายกำจายแผ่วจางอยู่รอบตัว
ไอเป็นเลือดขนาดนี้แต่กลับไม่มีผ้าสักผืนมาเช็ด บนอกเสื้อและฝ่ามือที่อ่อนแรงมีแต่คราบเลือดเปรอะเต็มไปหมด
หมิงเป่าจูมิได้รังเกียจยื่นมือออกไปตรวจโดยตรง
สตรีผู้นั้นเพิ่งสังเกตเห็นสภาพของสามีตนเองก็ร้องห่มร้องไห้อย่างหนัก หมิงเป่าจูขมวดคิ้ว
"หุบปาก!"
หลี่ไหวฺอวี้ตวาดเสียงดังสตรีผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหุบปากเงียบเสียงในทันที
คนที่ตกใจกับเสียงตวาดของหลี่ไหวฺอวี้ไม่ใช่แค่สตรีผู้นั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบด้วย เวลานี้บริเวณหน้าหมิงเฉ่าถังเงียบกริบหากเข็มหล่นสักเล่มก็ยังได้ยิน
เมื่อรอบข้างเงียบลงเสียงชีพจรก็ชัดเจนยิ่งขึ้น ชีพจรเบาและช้า อ่อนแรงไร้กำลังแม้แต่การเต้นของชีพจรยังเจือกลิ่นอายมรณะอย่างล้ำลึก
เห็นได้ชัดว่าเลือดลมในร่างกายไม่เพียงพออวัยวะภายในก็ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง การที่เขาทนมาได้จนถึงตอนนี้ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ
"ที่บ้านทำมาหาเลี้ยงชีพอะไร"ทันใดนั้นหมิงเป่าจูก็เอ่ยถาม
"เอ่อ...ขะ...ขายปลา"
สตรีผู้นั้นไม่คิดว่าหมิงเป่าจูจะถามคำถามนี้จึงตอบอย่างตะกุกตะกัก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคด้วยหรือ
ร่างกายของชายและหญิงต่างมีกลิ่นคาวปลาติดอยู่บนเสื้อผ้าของชายผู้นั้นยังมีเกล็ดปลาติดอยู่สองสามเกล็ด
หมิงเป่าจูเดาไว้แล้วว่าพวกเขาน่าจะค้าขายปลาถามออกไปก็แค่ต้องการความแน่ใจเท่านั้น
หมิงเป่าจูขบคิดอยู่ครู่หนึ่งหากลงไปจับปลาในแม่น้ำ ก็คงเปื้อนแค่ผิวหนังภายนอก ไม่น่าจะส่งผลกระทบไปถึงอวัยวะภายในได้
"ปกติดื่มน้ำอะไร"หมิงเป่าจูถามต่อ
"ปกติข้าอยู่บ้านก็ต้มน้ำจากบ่อน้ำในบ้านดื่มส่วนสามีข้าต้องลงไปจับปลาในแม่น้ำบ่อยๆ หากกระหายน้ำก็จะดื่มน้ำจากแม่น้ำเลยเจ้าค่ะ"
ครอบครัวคนธรรมดาสามัญชนอย่างพวกเขาไม่ได้พิถีพิถันเหมือนครอบครัวร่ำรวยที่ต้องดื่มชา พวกเขาไม่ค่อยได้ต้มน้ำดื่ม เพราะเปลืองฟืนไฟส่วนใหญ่จึงดื่มน้ำจากบ่อน้ำหรือแม่น้ำโดยตรง
หมิงเป่าจูพยักหน้าน้ำในแม่น้ำส่วนใหญ่มักไม่สะอาด มูลของปลา กุ้ง ปู รวมถึงปรสิตต่างๆ มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้คนซักเสื้อผ้าที่ริมแม่น้ำอาบน้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นางเปิดกล่องเข็มเงินหยิบเข็มออกมาเล่มหนึ่ง เตรียมจะแทงลงไปที่จุดชีพจรจุดหนึ่ง
"ท่านหมอหมิงตกลงแล้วสามีของข้าป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่"
สตรีผู้นั้นเห็นว่าถามคำถามไปสองข้อแล้วก็ไม่เห็นหมิงเป่าจูตอบอะไรจึงร้อนใจขึ้นมา อาการป่วยของสามีเป็นเรื่องที่ค้างคาใจนางมาโดยตลอด จึงอดถามออกไปไม่ได้