จวินหลิงหยางชุนเดินก้าวตามแรงจับจูงของพี่ชายคนที่สี่
พี่สี่คนนี้ได้รับการสืบทอดความงามจากฮองเฮามากกว่าองค์รัชทายาท ใบหน้าจึงค่อนข้างนุ่มนวลดูน่าเข้าหากว่าคนอื่น แต่ดวงตาสีเข้มนั้นได้รับมาจากเสด็จพ่อเช่นเดียวกับพี่ชายคนอื่น
ในบรรดาองค์ชายทั้งห้าคน คงมีเพียงเขาที่ได้รับทั้งใบหน้าและดวงตาคู่โตมาจากเสด็จแม่เกือบทั้งหมด
ถึงที่ผ่านมาจะกล่าวถึงแต่พี่ชายของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีพี่สาว เสด็จพ่อทรงมีพระราชธิดาที่เกิดจากสนมคนอื่นอีกสี่คน แต่ทุกคนคนล้วนได้เติบโตจนแยกย้ายแต่งงานออกจากวังหลวงกันไปหมดแล้ว
จวินหลิงหยางชุนคือน้องเล็กคนสุดท้องในบรรดาพี่สาวพี่ชายทั้งหมด
ร่างเล็กถูกจูงมายังตั่งกว้างที่ส่วนสูงของเขามีปัญหากับมันอีกครั้ง
คิ้วเล็กขมวดมุ่น ไม่พอใจกับความสูงของตัวเอง ที่เมื่ออยู่ที่อื่นนอกจากตำหนักของตัวเอง เขามักจะลำบากอยู่เสมอ การที่จะต้องเขย่งเพื่อปีนขึ้นมันช่างน่าอับอายสำหรับเขาจริงๆ
ยังไม่ทันที่เขาจำคำนวณว่าควรปีนขึ้นยังไงให้ดูไม่น่าเกลียด เขาก็ถูกมือใหญ่ของพี่สี่อุ้มขึ้นวางบนตั้งไม้สักเสียแล้ว
แถมอีกฝ่ายยังดันตัวเขาให้แผ่นหลังชิดกับพนักพิงด้านใน
ขนาดขาที่สั้นของเขาจึงถูกเปิดเผยอีกครั้งอย่างน่าสมเพช เมื่อมีเพียงข้อเท้าเล็กที่โผล่พ้นขอบตั่งไม้ออกมา ไม่แม้แต่จะนั่งงอเขาได้เสียด้วยซ้ำ
ร่างเล็กยิ่งรู้สึกอับอายมากกว่าเดิม ยิ่งเห็นสายตาเอ็นดูแกมขบขันจากผู้ใหญ่ในห้อง เขาจึงดึงขาขึ้นมากอดเอาไว้แทน
ปากเล็กงุ้มงอ สองแก้มแดงระเรื่อพองออกมาโดยที่เ้าตัวก็ไม่ได้สังเกต
องค์ชายสี่ที่เกือบหลุดหัวเราะน้องชายตัวน้อยของตัวเองออกมา รู้สึกมันเขี้ยวเ้าตัวน้อยมาก
เขาอยากเอามือจิ้มแก้มป่องน้อยๆ นั่งเพื่อพิสูจน์ความนิ่ม แต่ก็ไม่อยากเย้าแหย่ให้ลูกแมวน้อยพองขนกว่าเดิม
เขาแลกเปลี่ยนสายตากับเสด็จพ่อและเหล่าพี่ชาย จากนั้นพวกเขาจึงหาเื่พูดคุยกัน เพื่อไม่ให้เ้าตัวน้อยจมอยู่กับความไม่พอใจขาสั้นๆ ของตัวเอง
ช่างเป็เด็กที่คิดอะไรก็แสดงออกผ่านหน้าตาออกมาจนหมด แสนไร้เดียงสาและยังเก็บงำความรู้สึกไม่เป็ทั้งที่ควรพึงมีในฐานะเชื้อพระวงศ์จนอดกังวลถึงอนาคตของอีกฝ่ายไม่ได้
ทว่านั่นก็ยังเป็เื่ราวของอนาคตที่อีกยาวนาน
นานจนกว่าน้องชายคนนี้จะสูงเท่าพวกเขานั่นแหละ
จวินหลิงจางเสวียนตัดสินใจใช้เวลาก่อนทานมื้อเที่ยงในวันนี้ ให้ลูกชายทั้งสี่คนได้พูดคุยกระชับความสัมพันธ์กัน ส่วนเขาจะจัดการฎีกาที่ตกค้างของเมื่อวานให้เรียบร้อย
"เสี่ยวหย่ง เสี่ยวหยียน เสี่ยวซวน เสี่ยวเฉิง พ่อฝากพวกเ้าอยู่เป็เพื่อนเสี่ยวชุนระหว่างรอพ่อจัดการงานพวกนี้"
"พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ" องค์ชายทั้งสี่รับคำสั่งของเสด็จพ่ออย่างยินดี
ความจริงแล้วเมื่อได้พบน้องชายตัวน้อยคนนี้อีกครั้ง และได้เห็นว่าอีกฝ่ายน่ารักและน่าสนใจมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีสมาธิจะศึกษาตำราหรือม้วนฎีกาเก่าๆ อีกต่อไป
พี่ชายสามคนที่เหลือล้วนอิจฉาจวินหลิงจางเฉิงที่น้องยอมให้จูงมือและได้อุ้มน้องชาย จนเกรงว่าเสี่ยวชุนจะเมินเฉยกับพวกเขา
เหล่าองค์ชายทั้งสามจึงรีบเข้าไปจับจองที่นั่งเคียงข้างน้องเล็ก ทิ้งให้องค์ชายสี่ยืนอึ้ง เนื่องจากไม่มีที่แทรกเข้าไปหาลูกแมวน้อยของเขา
"เสี่ยวชุน มีขนมที่ชอบกินเป็พิเศษหรือไม่ พี่ใหญ่จะให้นางกำนัลนำมาให้เ้าได้ทาน ขนมหนวดัฝีมือพ่อครัวในตำหนักนี้รสชาติอร่อยมากที่สุดในบรรดาของหวาน เ้าลองทานหรือไม่"
องค์ชายใหญ่ที่ถูกน้องชายเมินในตอนแรก ปรับลดเสียงตัวเองให้นุ่มขึ้น หลอกล่อน้องชายตัวเล็กด้วยขนมหวาน
"เสี่ยวชุน ชอบอ่านตำราเกี่ยวกับอะไร ลองบอกพี่รองของเ้ามาสักสองสามเล่มได้หรือไม่ ในห้องนี้มีตำรามากมาย พี่รองคุ้นชินกับมันมากที่สุด พี่รองจะหาให้เ้าเอง"
องค์ชายรองที่ยังพอจำได้ว่า เมื่ออยู่ที่ตำหนัก น้องห้ามักมีตำราวางไว้ข้างกายเสมอเอ่ยขึ้นบ้าง
"เสี่ยวชุนมาเล่นหมากรุกกับพี่สามดีกว่า พี่สามพึ่งได้รับหมากรุกที่ทำจากหยกมรกตมา ถ้าเ้าชอบ พี่สามจะยกให้เ้าเป็ของขวัญที่เ้าหายป่วยวันนี้ดีหรือไม่"
องค์ชายสามก็ไม่ยอมแพ้พี่ชายเช่นกัน
"พวกท่านขี้โกงมาก ข้าก็อยากเล่นกับเสี่ยวชุนเหมือนกันนะ" องค์ชายสี่บ่นอุบ
จวินหลิงจางเสวียนหันไปมองความมองความคึกคักอีกฟากของห้องด้วยแววตาอ่อนโยน เขาคิดว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่พาเสี่ยวชุนมาที่นี่วันนี้ เมื่อได้เห็นลูกชายทั้งห้าดูเข้ากันได้ดี คนเป็บิดาอย่างเขาก็มีความสุขและชื่นใจไปด้วย
ในขณะที่เขาขบคิดถึงวันที่เสี่ยวชุนมีร่างกายที่ดีขึ้น เพื่อพาเ้าตัวน้อยไปทำกิจกรรมการแจ้งด้วยกันบ้าง
ฮ่องเต้ที่อยู่เหนือผู้คนนับแสนก็สำลักน้ำชาจนขันทีข้างกายยังใ
"เสี่ยวชุน! เหตุใดแขนเ้าใต้ร่มผ้าจึงมีรอยช้ำเป็ปื้นเช่นนี้ เ้าแพ้แมลงหรือมีใครรังแกเ้าหรือไม่"
ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อน้องชายตัวน้อยหยิบขนมขึ้นมากิน แล้วชายแขนเสื้อร่นลงจนเห็นแขนผอมของน้องชายมีรอยช้ำขนาดใหญ่บนผิวขาวซีดอย่างน่ากลัว
องค์ชายสี่เอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยความใ เขาหวาดกลัวว่าน้องชายตัวน้อยที่อ่อนแอคนนี้จะถูกบ่าวรับใช้ที่เหิมเกริมกล้าหาญรังแกสายเืของโอรส์ แล้วเ้าตัวน้อยไม่กล้าเอ่ยปากแจ้งเสด็จพ่อ
"แค่กๆ เสี่ยวเฉิง เ้าเสียงดังจนเสี่ยวชุนใแล้ว รอยนั่นเป็ความผิดของพ่อเองที่อาสาเช็ดตัวให้เสี่ยวชุนเมื่อเช้า แต่เผลอออกแรงมากเกินไป" คนเป็บิดาหลบสายตาต่อว่าของลูกชายทั้งสี่ที่มองมายังเขา แล้วเอ่ยต่อ
"พวกเ้าก็ต้องระวังให้มากเช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสี่ยวชุนาเ็เอาได้"
องค์ชายทั้งสี่คนตอบรับบิดาอย่างหนักแน่น
พวกเขาระมัดระวังมือเท้าของตัวเองมากกว่าเดิม ความเห็นใจน้องชายพุ่งขึ้นสูง
องค์ชายสี่ที่มีเป้าหมายว่าอยากพาน้องน้อยไปขี่ม้าด้วยกัน ก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้
การนั่งบนหลังม้านั้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระแทกกระทั้นยามม้าวิ่งได้ ถึงแม้ว่าจะใช้อานม้าอย่างดีเพียงไรก็ตาม หากเขาดื้อรั้นพาน้องชายนั่งบนหลังม้า ร่างกายของน้องชายคงช้ำหนัก
หัวสมองขององค์ชายสี่ผู้ชื่นชอบกิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้แรงตามประสาวัยรุ่นที่ยังมีพลังพลุ่งพล่าน พยายามนึกถึงกิจกรรมอื่นที่สามารถใช้เวลาด้วยกันกับน้องห้าได้ โดยที่น้องชายไม่เสี่ยงได้รับาเ็
จวินหลิงหยางชุนก้มหน้างับขนมในมือพลางลอบถอนหายใจเป็ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน
เมื่อตอนนี้เหล่าพี่ชายทั้งสี่คนที่ดูเหมือนว่าจะเห่อน้องชาย และทำราวกับเขาเป็เด็กอายุเพียงห้าขวบ ที่ต้องเกลี้ยกล่อมด้วยการเอาสิ่งต่างๆ มาล่อ
นอกจากนี้ยังดูแลเขาราวกับกระเบื้องแก้วที่สามารถแตกสลายได้แม้เพียงลมพัดผ่านก็ตาม
เขาก็ไม่ได้บอบบางขนาดนั้นไหม
อ่า ถ้านับตอนนี้ ก็บอบบางจริงๆ นั่นแหละ
รอให้เขาสะสมสมุนไพริญญาได้เยอะๆ ก่อนเถอะ
เขาจะนำมาฟื้นฟูร่างกายจนกลับมาแข็งแรงแซงหน้าพี่ชายทุกคนไปเลย
โดยเฉพาะส่วนสูง!
ในเมื่อเขามีระบบที่แสนโกงของ์อยู่ในมือ เขามั่นใจว่าจะต้องทำให้พี่ชายเหล่านี้มองเขาใหม่ให้ได้!
เวลาใน่เช้าของเขาหมดไปกับการเล่นเป็เพื่อนพี่ชายทั้งสามคนอย่างเท่าเทียม
แม้จะมีเื่น่าอายหลายอย่างเกิดขึ้น
จนเขารู้สึกมีภูมิต้านทานบนใบหน้าหนากว่าเดิมเยอะมาก
ยามเขาทานขนม พี่ใหญ่ก็จะแย่งป้อนเขา รวมถึงช่วยเช็ดปากที่เปื้อนให้
เขาก็มีมือนะ เช็ดเองได้...
ยามเขาอ่านหนังสือ พี่รองก็อาสาคอยถือหนังสือแล้วเปิดหน้าใหม่ให้เมื่อเขาพยักหน้าว่าอ่านหน้าเดิมจบแล้ว
แค่ถือตำราเล่มบางๆ ทำไมเขาจะถือไม่ไหวกัน
ยามเขาให้พี่สามสอนเล่นหมากรุก พี่สามจะหยิบหมากฝั่งของเขาเดินกินหมากฝั่งของตัวเอง จนทำให้หมากทุกกระดานที่เล่น เขาชนะพี่สี่หมดทุกตา...
เขาไม่ใช่คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่เป็สักหน่อย
และพี่สี่ที่อุ้มเขาขึ้นนั่งตักและกอดตลอดเวลาขณะที่เล่นหมากรุกกับพี่สาม...
อันนี้น่าอายที่สุด!
จวินหลิงหยางชุนอยากะโออกไปมากว่า
ปีนี้ข้าอายุ 13 ปี ไม่ใช่ 5 ขวบ!
นับว่ายังดีที่เขาได้มีเวลาพักหายใจในตอนที่ทานอาหารมื้อกลางวัน ที่ไม่ถูกพี่ชายทั้งสี่คนเกาะแกะ เพราะเสด็จพ่อเอ่ยปากห้ามเอาไว้ แต่ละคนจึงตั้งใจทานอาหารของตัวเอง มีบ้างที่สลับคีบกับข้าวให้เขา แต่ไม่ได้แย่งกันเอาใจเหมือนก่อนหน้านี้
เวลาที่มีความสุขก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเขาต้องดื่มยากลิ่นเหม็นเขียวหลังอาหารอีกรอบ
แม้ขนมหวานที่พี่ใหญ่ป้อนล้างปากจะมีรสชาติหวานแปลกๆ เพราะเป็วัตถุดิบระดับต่ำแต่ก็ช่วยเขาได้เยอะกว่านมสองแก้วในตอนเช้า
แต่ใบหน้าของเขาก็ยังเบะออกเพราะไม่ชอบใจยารสขมอยู่ดี
"อีกหนึ่งก้านธูป พ่อกับพี่ๆ ของเ้าจะไปประชุมกับขุนนางที่ท้องพระโรง พ่อจะพาเสี่ยวชุนไปด้วยนะ เดี๋ยวให้เสี่ยวชุนนั่งกับเสี่ยวซวนและเสี่ยวเฉิง"
"ลูกเกรงว่าจะไปรบกวนการประชุม ...ลูกขอกลับตำหนักของตัวเองได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ"
"ไม่ได้!"
จวินหลิงหยางชุนสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของเสด็จพ่อกับพี่ชายทั้งสี่ะโพร้อมกัน
พวกท่านปล่อยข้ากลับไปอยู่อย่างสงบสุขที่ตำหนักเถอะ!
Talk: ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายเื่นี้นะคะ