บทที่ 18 ฉันนั่งกับพวกเธอได้ไหม (รีไรท์)
เวลา่เช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็วันสิ้นสุดฤดูกาลเพาะปลูก จึงมีเพียงคาบเรียนเดียวในตอนเช้า
ที่สำคัญคือนักเรียนบางคนบ้านอยู่ค่อนข้างไกล ต้องพิจารณาถึงเื่นี้ด้วย
“ทิงหง ชิงชิง เราไปกินข้าวกันเถอะ!” ฟางจัวโผล่หน้าออกมาจากโต๊ะด้านหลัง
“นายกระตือรือร้นที่สุดก็เื่กินนี่แหละนะ” เสิ่นชิงชิงแอบแขวะ
“ถ้าไม่กระตือรือร้นเื่กินแสดงว่าความคิดมีปัญหาน่ะสิ!” ฟางจัวก็พูดติดตลกเช่นกัน
“เื่เถียงข้าง ๆ คู ๆ ที่สุดก็ต้องยกให้นายเหมือนกัน!”
เสิ่นทิงหงดูทั้งสองปะทะฝีปากกัน พลางเก็บกระเป๋าเป้ของตัวเอง เพราะเดี๋ยวยังต้องถือไปที่หอพักอีก
ความจริงถ้าเป็เมื่อก่อน ตอนที่เสิ่นทิงหงกลับจากโรงเรียนจะต้องมีกระเป๋าเล็กใหญ่พะรุงพะรัง หลิวเยว่จึงอยากจะย้ายบ้านไปอยู่ในโรงเรียนซะเลย เพราะกลัวลูกสาวจะลำบาก
คราวนี้หลิวเยว่ก็อยากจะทำเช่นเดิม แต่เสิ่นทิงหงห้ามเอาไว้ ถึงยังไงครอบครัวก็ยังยุ่งอยู่กับการสร้างบ้าน ทว่าหลิวเยว่เองก็เร็วปานสายลมไม่ให้เธอได้ตั้งตัวเลย
หลิวเยว่โน้มน้าวใจใครก็ได้ แต่มีเพียงลูกสาวของเธอเองเท่านั้นที่ไม่สำเร็จ สุดท้ายก็ยัดเงินให้เธอมา 5 หยวน และให้ไปหาซื้ออะไรกินเอง
เดิมทีเสิ่นทิงหงไม่้า เธอมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในห้วงมิติแล้ว ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองหิวแน่นอน แต่หลิวเยว่ก็บอกอีกว่าถ้าไม่เอาเงินไป ก็ต้องให้เธอเตรียมของต่าง ๆ ให้ สุดท้ายเสิ่นทิงหงจึงต้องรับไว้
ทว่าก่อนออกเดินทาง เสิ่นทิงหงได้เปลี่ยนน้ำในถังเก็บน้ำที่บ้านเป็น้ำจากบ่อในห้วงมิติด้วย
เสิ่นทิงหง้าพิสูจน์ว่าน้ำในบ่อมีความมหัศจรรย์จริง ๆ หรือไม่
แต่โดยพื้นฐานเสิ่นทิงหงนั้นมีคำตอบในใจอยู่แล้ว เธอเคยดื่มมันหลายครั้ง และทุกครั้งหลังจากดื่มก็รู้สึกว่าร่างกายมันเบาสบายมาก
“วันนี้ตอนเที่ยงพวกเธอสั่งกินได้ตามสบายเลยนะ ฉันเลี้ยงเอง!” ฟางจัวกล่าวอย่างห้าวหาญ
“นี่! พวกเราเอาเปรียบนายไม่ได้หรอกนะ เรายังต้องใช้กฎเดิมกันอยู่สิ!” เสิ่นชิงชิงกล่าว
เสิ่นทิงหงก็คิดแบบนี้ ยังไงซะในยุคสมัยนี้กำแพงระหว่างหญิงชายคือหนึ่งในปัญหาอยู่แล้ว เด็กผู้หญิงต้องไม่ปล่อยให้เด็กผู้ชายเลี้ยงข้าวหรือให้ของขวัญง่าย ๆ
ไม่เช่นนั้นหากข่าวแพร่ออกไปก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็ยังไงบ้างเลย
ฟางจัวเม้มริมฝีปากแน่น “ทำไมพวกเธอต้องเกรงใจขนาดนี้ด้วย?”
“ไม่ใช่ว่าเกรงใจ ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ สั่งอาหารกันคนละจานแล้วค่อยกินด้วยกัน แค่นี้ก็ได้กับข้าวสามอย่างแล้ว คุ้มดีไหมล่ะ?” เสิ่นชิงชิงกล่าว
“ใช่แล้ว ตุ้ยนุ้ยฟาง เงินนายเอาเก็บไว้ซื้อของกินเองดีกว่า ดูสิว่าตอนนี้นายผอมแค่ไหน!” จู่ ๆ เสิ่นทิงหงก็พูดหยอกล้อ
ฟางจัวเกาหลังศีรษะตัวเอง “ฉันผอมลงจริงเหรอ มิน่าล่ะย่าฉันถึงชอบบอกว่าฉันผอมลง! ดูไม่หล่อแล้วใช่ไหม?”
เสิ่นชิงชิง “...”
เสิ่นทิงหง “...”
การเป็คนโง่ยังมีข้อดีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ฟังคำพูดหยาบคายไม่ออกแหละนะ
ตอนนี้เพิ่งเปิดเทอม จึงมีเงินในมือให้ใช้มากมาย แม้แต่เสิ่นชิงชิงก็นาน ๆ ทีจะได้สั่งอาหาร และไม่ใช่เื่แปลกที่เสิ่นทิงหงจะสั่งอาหารเช่นกัน เพราะเมื่อก่อนมันก็เป็แบบนี้มาโดยตลอด
ใครใช้ให้เธอมีแม่ที่ลำเอียง และลุงสามคนที่รักเธอล่ะ
ทั้งหมดกินใช้อย่างประหยัด ก็เพื่อให้เสิ่นทิงหงมีเนื้อกินอยู่เสมอ
เสิ่นทิงหงสั่งหมูตุ๋นน้ำแดง เสิ่นชิงชิงสั่งผัดเผ็ดหมู ส่วนฟางจัวสั่งเนื้อตุ๋นมันฝรั่งและไข่ตุ๋น
การกินของสามคนเรียกได้ว่าอาหารเต็มโต๊ะ ดึงดูดสายตาจากผู้คนไม่น้อยภายในเวลาสั้น ๆ
ทั่วทั้งโรงอาหารยังไม่มีใครกินอะไร ‘หลากหลาย’ ขนาดนี้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ร่วมโต๊ะกินข้าวเหมือนพวกเขา เป็แบบผู้ร่วมแบ่งปันอาหารเช่นกัน
เพราะการทำแบบนี้ทำให้สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น
“เสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิง ฉันขอนั่งกับพวกเธอด้วยได้ไหม?”
เสียงผู้หญิงที่ดูเหมือนจะบีบเสียงตัวเองดังมาจากเหนือศีรษะของทั้งสาม
เสิ่นทิงหงและพวกเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง
สาเหตุหลักคือพวกเขาไม่คุ้นเคยกับนักเรียนหญิงคนนี้มากนัก โดยเฉพาะเสิ่นทิงหง นอกจากเสิ่นชิงชิงและฟางจัวที่อยู่ในชั้นเรียนอยู่แล้ว เด็กสาวก็ไม่มีเพื่อนคนอื่นอีกเลย แม้แต่ชื่อของนักเรียนหญิงคนนี้ก็ยังจำไม่ค่อยได้
“เธอคือ?”
แต่ที่ไม่คาดคิดก็คือคนที่จำคนอื่นไม่ได้ ไม่ได้มีเพียงเสิ่นทิงหงเท่านั้น ฟางจัวก็จำไม่ได้เหมือนกัน
สีหน้าของนักเรียนหญิงไม่สู้ดีนัก แม้ว่าเมื่อครู่เธอจะทักแค่เสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหง แต่สายตาของเธอจับจ้องไปที่ฟางจัวตลอดเวลา
เพราะยังไงซะนักเรียนในชั้นส่วนใหญ่ก็พอจะรู้จักภูมิหลังครอบครัวของฟางจัวอยู่บ้าง ประกอบกับรูปร่างและอาหารประจำวันของเขา ต่อให้เธอไม่ค่อยแน่ใจว่าครอบครัวของฟางจัวทำอะไร แต่ก็รู้ว่าครอบครัวผู้ใช้แรงงานธรรมดาแบบเธอนั้นเทียบไม่ติดแน่นอน
ต่อให้ฟางจัวหน้าตาไม่ได้ดีมาก แต่ความจริงนักเรียนหญิงหลายคนในชั้นเรียนก็ยังหวังว่าจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาได้ ไปจนถึงขนาดที่ว่า...
ขณะเดียวกัน ซ่งเจี๋ยก็ไม่เคยคาดคิด ฟางจัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเธอเป็ใคร
“ฟางจัว นายล้อเล่นหรือเปล่า พวกเราทุกคนต่างก็เป็เพื่อนร่วมชั้นกันนะ นายไม่รู้จักฉันเหรอ” ซ่งเจี๋ยเอ่ยขึ้น
“ฉันไม่รู้จักเธอจริง ๆ!” แววตาที่ชัดเจนของฟางจัวดูงุนงงอย่างมาก
ซ่งเจี๋ยรู้สึกเพียงว่ามีบางอย่างติดอยู่ในลำคอของเธอจนไม่อาจไปไหนได้
เสิ่นทิงหงขำแทบตายอยู่ในใจ แต่กับเด็กผู้หญิงถึงอย่างไรก็ต้องอ่อนโยนสักหน่อย ถ้าหัวเราะเสียงดังออกไป สีหน้าของหล่อนก็คงจะดูไม่จืดแน่
ในโรงอาหารมีคนจำนวนมากกำลังเฝ้าดูอยู่
แต่ก็มีคำกล่าวประโยคหนึ่งว่าไว้ ความจริงใจต่างหากที่เป็ท่าไม้ตาย
ท่าทางจริงจังตอนที่ฟางจัวบอกว่าไม่รู้จักเธอ มันช่างน่าใจสลายจริง ๆ
ซ่งเจี๋ยรู้สึกอับอายอย่างมาก แต่เมื่อเห็นจานอาหารบนโต๊ะ ก็ยังกัดฟันพูดว่า “เสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหง ฉันขอนั่งตรงนี้ด้วยได้ไหม”
ตำแหน่งในโรงอาหารนั่งกันได้ตามสบาย ไม่ได้สลักชื่อพวกเขาไว้บนที่นั่ง ดังนั้นเมื่อเธอบอกว่าจะนั่งตรงนี้ ทั้งสองจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
“นั่งสิ ก็นั่งได้ตามใจเลยไม่ใช่เหรอ?” เสิ่นชิงชิงตอบ
พูดแบบนี้ก็จริง แต่ในใจกลับคิดว่า ที่นั่งว่างตั้งมากมายทำไมจะต้องมานั่งเบียดกันตรงนี้เนี่ย?
เสิ่นทิงหงมองไปรอบ ๆ พบว่ายังมีที่นั่งอีกมากมาย เพราะคนท้องถิ่นจำนวนมากในอำเภอจะนำอาหารมาเองหรือกลับไปกินที่บ้าน ในความเป็จริงคนที่มากินในโรงอาหารก็มีไม่มากนัก
แน่นอนว่าจิตใจของนักเรียนหญิงคนนี้ไม่ได้อยู่กับที่นั่งนี้แล้ว
หลังจากนั่งลง ซ่งเจี๋ยก็พูดออกมาทันทีว่า “วันนี้ฉันเอาข้าวมากินน่ะ เรามากินด้วยกันเถอะ!”
ว่าแล้วก็ดันกล่องอาหารกลางวันในมือไปตรงกลาง ให้อยู่ใกล้กับกล่องข้าวของพวกเสิ่นทิงหง
พวกเขาแต่ละคนมีกล่องข้าวใส่กับข้าวหนึ่งกล่อง และกล่องข้าวใส่ข้าวหนึ่งกล่องเป็ของตัวเอง ดังนั้นกล่องที่ใส่กับข้าวจะถูกวางไว้ตรงกลาง ให้ทุกคนรับประทานร่วมกัน
เสร็จจากนั้น ซ่งเจี๋ยก็ทำเหมือนเพิ่งเห็นกล่องข้าวของพวกเขา
เธอหน้าแดงท่าทางเขินอาย “พวกเธอกินกันดีจังเลย ของฉันมีแต่ผักสดเอง… ช่างมันเถอะ...”
เสิ่นทิงหงเลิกคิ้วขึ้นพลางคิดในใจ ทำใจดีปล่อยไปก่อนดีไหมนะ?
แน่นอนว่าเสิ่นทิงหงไม่ได้สนใจ เช่นเดียวกันเสิ่นชิงชิง ส่วนฟางจัวนั้นยิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่
เขายินดีที่จะให้เสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิงกินเนื้อสัตว์ของตัวเอง กลับกันเขาไม่รู้จักชื่อของผู้มาใหม่ด้วยซ้ำ ถ้าให้กินอาหารจานเนื้อของตัวเองก็อาจทำให้เขาต้องเจ็บใจได้ เพราะเสิ่นทิงหงเพิ่งบอกเองว่าเขาผอมลงแล้วนะ เขาต้องกินให้มากขึ้นสิ