ตอนที่ 18 เภตราแห่งราชัน
สถานที่แห่งนี้ราวกับวิมาน แมู้เาทั้งเก้าล้อมรอบสูงทะลุเมฆ ใจกลางของขุนเขาเก้าลูกกลับเป็ที่เดียวที่มีแสงตะวันสาดลงมา ดินแดนที่ราวกับแอ่งกระทะ
“ข้ามีนามว่ากู่หวัง เป็ศิษย์พี่ของพวกเ้า” กู่หวังกวาดสายตาประเมินศิษย์น้องทั้งหมดตรงหน้า นี่นับว่าไม่เลวเลย ศิษย์น้องที่ยืนอยู่กันตรงนี้ต่างมีพลังยุทธอยู่ระดับเริ่มต้นเป็อย่างต่ำ ั์ตาของกู่หวังขยายโตกว้างปานถลน สายตาหยุดชะงักงันตรงโม่กุ่ยเสิน …พลังยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นห้า แข็งแกร่งมาก! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลหิตที่อาบชโลมร่างกายของโม่กุ่ยเสินยิ่งกลายเป็ที่สะดุดตาของผู้คน
ผู้ที่ผ่านการทดสอบหลายคนเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจลึกล้ำ …กู่หวัง ศิษย์สายในแห่งสำนักกระบี่คู่์!! ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือชาในหมู่ผู้ฝึกยุทธ ในงานประลองยุทธรุ่นเยาว์ของทวีปั เขาคือคนที่ผ่านเข้าสู่รอบแปดคนสุดท้าย พวกเขาหลายคนเืลมพลุ่งพล่านด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ศิษย์พี่ ท่านคือกู่หวังคนนั้น!?”
“สุดยอดเลยศิษย์พี่ ข้าเคารพในตัวของท่านมาก!”
เมื่อได้ยินคำชมจากศิษย์น้องใหม่ กู่หวังหัวเราะเล็กน้อยด้วยสีหน้าเบิกบาน แท้จริงแล้ว ภูมิหลังของกู่หวังล้วนไม่สามัญธรรมดา บุรุษผู้นี้คือบุตรหลานจากตระกูลกู่ หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งทวีปั โดยปกติแล้ว พวกตระกูลใหญ่ไม่คิดจะส่งลูกหลานตนเองไปเล่าเรียนที่อื่นนอกจากวังั แต่กู่หวังนั้นหัวรั้นดึงดันจะมาที่นี่ให้ได้ ประมุขตระกูลกู่จึงได้แต่ทำใจ เด็กคนนี้มีพร์สูงส่งมาก ด้วยวัยยี่สิบสามปีก็ทะลวงเข้าสู่ระดับเชี่ยวชาญขั้นเก้า
ทันใดนั้น ไป๋เติ่งเดินเข้าหากู่หวังพลันประสานมือคำนับเคารพ “ท่านพี่กู่หวัง”
ในบรรดาตระกูลใหญ่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่นับว่าเลวร้ายเลยแม้แต่น้อย ลูกหลานตระกูลใหญ่ล้วนถูกจับแต่งงานแบบคลุมถุงชนในวงตระกูลใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจหรือเกิดอาการต่อต้านอันใด เนื่องจากลูกหลานตระกูลใหญ่ต่างเพรียบพร้อมไปด้วยพร์และหน้าตา ไม่แปลกใจเลยที่ไป๋เติ่งจะพานพบกับกู่หวังบ่อยครั้ง
“เ้าตามนางมาจริงๆด้วย…น้องไป๋เติ่ง” กู่หวังกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ น้ำเสียงนั้นถูกกดให้เบาลงมากคล้ายให้ได้ยินกันแค่สองคน เขาพอทราบข่าวจากทางตระกูลมาบ้างว่าปีนี้จะมีลูกหลานจากตระกูลไป๋เข้าร่วมกับสำนักกระบี่คู่์ ส่วนสาเหตุนั้นเพราะตามบุตรีตระกูลเจียวเข้ามา ไป๋เติ่งนับว่าเป็อัจฉริยะ ลูกหลานของตระกูลใหญ่ต่างเป็อัจฉริยะทั้งหมด แต่ทว่า …ยกเว้นนาง คู่หมั้นของไป๋เติ่ง มีนางเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีพร์ย่ำแย่อย่างมาก ถึงหน้าตาจะงดงามสุดในบรรดาบุตรีจากตระกูลใหญ่ แต่นั่นไม่มากพอที่จะทำให้มีที่ยืนในตระกูล
“ไป๋เติ่ง เ้าคงทราบดีถึงสาเหตุที่นางเข้าร่วมกับสำนักกระบี่ดารา์ เหตุผลของนางไม่เหมือนข้า ข้าตัดสินใจเข้าร่วมสำนักกระบี่คู่์เนื่องจากเป็คู่ปรับกับวังั ข้าอยากเอาชนะท่านพี่ที่อยู่วังัให้ได้ ส่วนสาเหตุของนางคือไม่มีคุณสมบัติมากพอจะเข้าร่วมกับวังัด้วยซ้ำ อีกทั้ง…นิสัยของนางยัง…”
“ข้าทราบดีท่านพี่กู่หวัง แต่นางคือคู่หมั้นของข้า บุตรคนโตของตระกูลไป๋มิอาจปล่อยนางไว้คนเดียวในสำนักที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้ฝึกยุทธอัจฉริยะได้ ความงามของนางนำมาซึ่งภัยอันตรายสู่ตัวนางเอง ท่านพี่กู่หวังคงทราบเื่นี้ดี ข้าจะปล่อยคู่หมั้นของตนเองได้อย่างไรเล่า?” ไป๋เติ่งกล่าวด้วยท่าทีขึงขังแต่เสียงเบาบาง
“นางไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็หนึ่งในคนของตระกูลใหญ่ แค่ใบหน้าสะสวยยังไม่มากพอ”
“ท่านพี่กู่หวัง ท่านกำลังกล่าวดูิ่คู่หมั้นของข้า!” สีหน้าของไป๋เติ่งแปรเปลี่ยนเป็ถมึงทึง นอกจากหน้าตาและฐานะชาติตระกูลแล้ว นางไม่ได้มีอะไรที่คู่ควรกับเขาสักอย่างเลย ทว่า การที่ไป๋เติ่งตามนางมาที่สำนักกระบี่คู่์มากกว่าจะไปวังั นี่ล้วนเพราะเขาหลงรักนางหัวปักหัวปำ และเพียงกระทำในฐานะคู่หมั้นที่ดี
กู่หวังส่ายศีรษะอย่างผิดหวัง สีหน้าเรียบสงบ “มีคำกล่าวของบัณฑิตที่ว่า มหาบุรุษไม่ได้ตายเพราะกองทัพนับแสนหรือนับล้าน โฉมงามต่างหากที่ฆ่าพวกเขา การที่บิดาเ้าเป็ราชันยุทธมิได้หมายความว่าเ้าจะทำอะไรก็ได้ ภายในสำนักกระบี่คู่์ ภูมิหลังของพวกเราใช้ไม่ได้กับที่นี่ นี่คือคำเตือนจากข้า” ทันใดนั้น กู่หวังกวาดสายตามองเหล่าศิษย์น้องเบื้องหน้าที่ยืนรอการสนทนาของลูกหลานตระกูลใหญ่ทั้งสอง “ข้าต้องขออภัยที่ทำให้เหล่าศิษย์น้องต้องรอนาน”
ก่อนกู่หวังจะเดินนำผู้ที่ผ่านคัดเลือก เขาเข้าไปตบบ่าไป๋เติ่งหนักแน่นพลางกระซิบข้างใบหูว่า “เ้าไม่ได้รักนาง เ้ารักหน้าตาของนาง ลองจินตนาการว่านางอัปลักษณ์ดูสิ เ้ายอมรับนางได้หรือไม่?”
“ถ้าเช่นนั้น บุรุษในโลกล้วนเหมือนกันหมด” ไป๋เติ่งเพ่งสายตากลับ ยืนหยัดหนักแน่น
กู่หวังมองค้อนไป๋เติ่งอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่างงั้นรึ เหตุนั้นเองที่ความรักบริสุทธิ์จึงหาไม่ได้บนโลก เพราะบุรุษเป็เช่นนั้นกันเสียหมด”
สีหน้าของกู่หวังกลับคืนสู่ความเรียบนิ่งสงบก่อนเดินนำทางพวกเหล่าเด็กใหม่ที่ได้เป็ศิษย์ของสำนักกระบี่คู่์ จำนวนคนลดลงไปอย่างไม่รู้สึกตัว ในที่นี่ โม่กุ่ยเสินได้หายไปแล้ว!! เขาเดินออกมาั้แ่กู่หวังและไป๋เติ่งเริ่มสนทนากัน เขากล่าวพึมพำก่อนเดินออกไปจากกลุ่ม “อยู่ห่างจากสัตว์ประหลาดนั่นจะดีที่สุด” หวนนึกถึงใบหน้าของเฟยอวี่ เส้นขนพลันลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่าง
แน่นอน ไม่มีใครสังเกตถึงการปลีกตัวออกจากกลุ่มของโม่กุ่ยเสิน พวกเขาเลือกจะเดินตามกู่หวังอยู่เงียบๆ สำนักกระบี่คู่์ยังคงเป็สถานที่ใหม่สำหรับพวกเขา ไม่ทราบกฎหรือข้อระเบียบ ไม่ทราบวิถีชีวิตอันใดของคนที่นี่ ไม่ล่วงรู้วัฒนธรรมอะไรของที่นี่ พวกเขาไม่รู้อะไรเลย ทั้งที่ในกลุ่มคนเหล่านี้สมควรมีพวกฐิติสูง กระทั่ง คนเ่าั้ยังเดินตามกู่หวังเพื่อเก็บข้อมูล
“เหล่าศิษย์น้องจะได้บ้านส่วนตัวคนละหลัง มีห้องนอนห้องน้ำในตัว ใหญ่พอสำหรับครอบครัวเล็กๆ หลังจากข้าแนะนำเสร็จให้พวกเ้าไปขึ้นชื่อทะเบียนที่ฝ่ายทะเบียนซึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น” กู่หวังชี้นิ้วไปทางอาคารที่สูงใหญ่ที่สุด มันสูงใหญ่ราวห้าสิบชั้นคล้ายหอคอย ตัวสีอาคารสวยงามสะอาดตาให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ “ศิษย์ของสำนักกระบี่คู่์ต่างเรียกอาคารนั่นว่า…ตำหนักหลัก คัมภีร์ เคล็ดวิชายุทธและศาสตราวุธชั้นเลิศมากมายต่างกองรวมกันอยู่ที่นั่น”
กลุ่มคนจำนวนมากถึงยี่สิบหกคนเดินตามกู่หวังเพียงคนเดียว เสียงฝีเท้าเหยียบลงบนทางเดินหินเรียบ ต้นไม้น้อยใหญ่พริ้วไหวเบาบางตามสายลม ภายในสำนักกระบี่คู่์นับว่ามีอาณาเขตกว้างขวางอย่างมาก ตลอดเส้นทางเดินเท้าที่ฟังกู่หวังอธิบาย บรรยากาศธรรมชาติร่มรื่นสบายทำให้พวกเขารู้สึกคิดไม่ผิดที่เลือกสำนักที่นี่ สำนักกระบี่คู่์เป็การผสมผสานระหว่างธรรมชาติและอาคารปลูกสร้าง ท่านสามารถมองเห็นต้นไม้ได้ง่ายในบริเวณที่แห่งนี้
“สำนักกระบี่คู่์ตั้งอยู่ตรงใจกลางขุนเขาทั้งเก้าซึ่งเป็ที่ที่พวกเราอยู่ในขณะนี้ พวกเราเรียกว่าเขตสำนัก เป็เขตที่สามารถพบเห็นสิ่งปลูกสร้างและอาคารบ้านเรือน เหล่าผู้าุโส่วนใหญ่อยู่กันที่นี่ ห้องทะเบียน ลานประลอง ห้องโถง เขตสำนักประหนึ่งเมืองขนาดย่อมๆก็มิปาน ทิศเหนือในเขตสำนักเป็บ้านพัก ไม่ต้องกังวลเื่การรุกรานของสัตว์อสูรในเขตสำนัก ท่านผู้าุโกล่าวไว้ว่าท่านเ้าสำนักได้สร้างค่ายกลเอาไว้” กู่หวังพัก่ราวสามลมหายใจก่อนกล่าวต่อ
“ฉะนั้น ขอให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรุกรานจากสัตว์อสูรในเขตสำนัก ทว่า ทันทีที่พวกเ้าออกจากเขตสำนักไป จากทิศทั้งสี่จะเป็ป่าเขาที่ถูกบดบังจากขุนเขาทั้งเก้าอีกที ตอนนั้นเองที่พวกเ้าจะพานพบเข้ากับสัตว์อสูร ที่นี่ไม่ต่างอันใดไปจากแอ่งกระทะ ถูกปิดล้อมจากขุนเขาทั้งเก้าที่สูงทะลุเมฆ ศิษย์ส่วนใหญ่จึงเลือกฝึกกันในแอ่งกระทะนี่ เคยมีคนคิดอยากออกไปฝึกนอกูเามหึมานั่น มันเดินจากตีนเขาสามวันสามคืนไม่หยุดพัก และไปหลงทางอยู่บนูเานั่นจนถูกสัตว์อสูรฆ่าตาย”
ทันใดนั้นเองที่สีหน้าของเหล่าบุรุษล้วนแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่
“ภายในสำนักกระบี่คู่์ กฎของที่นี่เรียบง่ายอย่างมาก ข้อแรก---ตนเป็ที่พึ่งแห่งตน ข้อสอง---อำนาจตระกูลใช้ไม่ได้กับที่นี่ ข้อสาม---ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ หากมีการตายเกิดขึ้นนับว่าเป็เื่ธรรมดา”
สิ้นคำกล่าวของกู่หวัง เหล่าศิษย์ใหม่ล้วนััได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่าง พวกเขาได้ยินได้ฟังมาเสมอเกี่ยวกับสำนักกระบี่คู่์ ดินแดนที่สำนักตั้งอยู่เป็ดินแดนที่งดงามเป็พิเศษ คนในสำนักต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้ร่มเงาของเ้าสำนัก พวกเขาก็ไม่เคยกลัวตาย…
สิ่งที่ได้ฟังจากศิษย์พี่กู่หวังนับว่าแตกต่างจากข่าวลือไปมากโข ที่นี่ไม่ต่างอันใดไปจากสนามรบ แข่งขันแย่งชิงเพื่อขึ้นสู่ความเป็หนึ่งที่ไร้คู่เปรียบ บรรยากาศน่าสะอิดสะเอียนยังคงเหมือนเดิม…เข่นฆ่าเพื่อเอาตัวรอด
“ศิษย์พี่ ตามที่ข้าได้ยินได้ฟังมีความว่า คนในสำนักช่วยเหลือกันและกันประหนึ่งพี่น้อง ภายใต้ร่มเงาของท่านเ้าสำนัก ไร้ซึ่งสิ่งหวาดกลัวในจิตใจ” ชายคนหนึ่งเอ่ยกล่าวขึ้นด้วยท่าทีสงสัย
“เ้าได้เล่าเื่ขบขันแล้วศิษย์น้อง” กู่หวังหยุดฝีเท้าลงในฉับพลัน หันมองมาทางกลุ่มศิษย์ใหม่ด้วยสายตาเ็า “ไม่มีใครช่วยเหลือเ้าหรอก กลับกัน มีคนมากมายที่พร้อมจะฉุดเ้าลงมาหากยืนอยู่สูงเกินไป สิ่งที่เกื้อกูลกันและกันมีเพียงพิธีนั้นเท่านั้น”
เหล่าศิษย์ใหม่ต่างกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ กู่หวังผ่อนคลายสีหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “มีสิ่งหนึ่งที่เหล่าศิษย์ไม่คิดปฏิเสธข่าวลือนั่น ภายใต้ร่มเงาของเ้าสำนักแห่งกระบี่คู่์ พวกเราไม่เคยกลัวถูกการรุกรานอีกเลย”
ศิษย์ใหม่ทุกผู้คนรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของเ้าสำนักผ่านคำพูดของกู่หวัง พวกเขาต่างรู้สึกได้ สำนักกระบี่คู่์มีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา เมื่อลองทบทวนเหตุการณ์อย่างละเอียดมากขึ้น ชื่อเสียงของสำนักกระบี่คู่์เริ่มโด่งดังขึ้นราวสามปีสี่ปีก่อน จนถูกผู้คนยกย่องแต่งตั้งให้เป็หนึ่งในหกสำนักใหญ่แห่งทวีปัในเวลาต่อมา แต่ทว่า การดำรงอยู่ของสำนักกระบี่คู่์มีประวัติมายาวนานเพียงใดล้วนไม่มีใครทราบได้
สิ่งที่เที่ยงแท้ที่สุดคงเป็ผลงานที่สำนักกระบี่คู่์ได้ทำให้ผู้คนทั่วทวีปัเป็ที่ประจักษ์ ในงานประลองยุทธรุ่นเยาว์ระดับทวีปซึ่งเป็แหล่งรวมเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทั้งทวีปมารวมอยู่ในเมืองหลวงเพื่อทำการประชันฝีมือภายใต้การดูแลของราชวงศ์ัโดยมีจักรพรรดิหลงเทียนเป็ประมุข รับประกันได้เลยว่าไม่มีการโกงเกิดขึ้นในงานประลอง และงานประลองรุ่นเยาว์ระดับทวีปล่าสุด สำนักที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามได้ส่งตัวแทนลงแข่งขันจำนวนสิบห้าคน
ทั้งสิบห้าคนเข้าสู่รอบคัดเลือกที่ลึกที่สุด “รอบการประลองหนึ่งต่อหนึ่ง” โดยจะเข้าสู่รอบนี้ได้จะมีผู้ผ่านคัดเลือกเพียงหกสิบสี่คนจากรุ่นเยาว์ทั่วทั้งทวีป สองในสิบห้าคนนั้นได้อันดับที่สองและห้า จบเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้ชื่อเสียงของสำนักกระบี่คู่์ดังขจรไกลทั่วทวีป
“ศิษย์พี่กู่หวัง …สิ่งนั้นคือ?”
ทันใดนั้นเองที่ความมืดเคลือบคลานเข้าใกล้บดบังแสงตะวันจนมืดมิด เมื่อสิ่งนั้นเคลื่อนผ่านนภา สรรพสิ่งใต้มันล้วนถูกบดบังจากเงามหึมา รูปลักษณ์สิ่งนั้นราวกับเรือสำเภาขนาดใหญ่ลอยอยู่บนท้องฟ้า มันมีขนาดใหญ่มากราวกับหนึ่งหมู่บ้านเลยทีเดียว ถึงกระนั้น เมื่อนำมันเทียบกับขนาดของเขตสำนักแล้ว นับว่ามีขนาดเพียงหนึ่งในสิบส่วน ถึงขนาดจะใหญ่โอฬาร แต่ความเร็วของมันทำให้ศิษย์หน้าใหม่เผยสีหน้าตกตะลึงลาน วัตถุขนาดมหึมาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แสงตะวันสาดลงมาได้อีกครั้ง
กู่หวังแหงนศีรษะมองเรือเหาะที่คุ้นเคย “มันเหมือนเรือั์ที่ควรจะอยู่ในน้ำ แต่กลับไปอยู่บนท้องฟ้าแทน ข้าใจนแทบลืมหายใจเลยล่ะตอนเจอมันครั้งแรก …วัตถุที่ลอยบนฟ้า ฟังแล้วก็บ้าดีเหมือนกัน แต่พอข้าได้รู้ความจริงเข้าว่าที่เมืองหลวงัก็มีอยู่หนึ่งลำเช่นกัน ข้ารู้สึกละอายแทบแย่ที่อยู่เมืองหลวงแต่ไม่รู้ถึงการคงอยู่ของมัน …สิ่งนั้นถูกเรียกว่า…เภตราแห่งราชัน”
สิ้นคำกล่าวของกู่หวัง ั์ตาของบุรุษหนุ่มหลายคนขยายโตกว้างปานถลน วัตถุลอยฟ้านั้นกลับเป็ชื่อที่ดำรงอยู่ในตำนานที่เล่าขานกันมาช้านาน เกาะลอยฟ้าขนาดั์ที่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ตาม้า ตำนานกล่าวไว้ว่าสิ่งนี้คือวัตถุวิเศษของเทพเซียน …พวกเขาทำใจเชื่อไม่ลง ถึงยังไม่บรรลุเป็จักรพรรดิแต่ก็สามารถเดินทางบนท้องนภาได้
“สิ่งนั้นแท้จริงแล้วคือเภตราในตำนาน?!!” พวกเขาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “ศิษย์พี่ นั่นของสำนักเราหรือ?”
“ของสำนัก?” กู่หวังขมวดคิ้วมุ่น ความคิดของเขาหาย่ขณะหนึ่ง ทันใดนั้น เขาพลันะเิเสียงหัวเราะออกมา กู่หวังจำครั้งแรกได้ดีที่เอ่ยถามแบบนี้กับผู้าุโในสำนัก เขาถามคำถามแบบเดียวกันกับชายหนุ่มพวกนี้
“ฮาฮาฮา… ศิษย์พี่ล่วงเกินพวกเ้าแล้ว ข้าเพียงนึกถึงตัวเองแล้วอดขำไม่ได้ นั่นไม่ใช่ของสำนักกระบี่คู่์หรอก ถ้าตามที่ผู้าุโสูงสุดกล่าวมา เภตราแห่งราชันลำนั้นคือของท่านเ้าสำนักต่างหาก…เป็ของส่วนตัว”