บทนำ
ผู้เฒ่าท่านนี้ตายแล้วหรือยัง?
ั์ตาสีเปลือกไม้ของเด็กชายจับจ้องไปยังร่างของชายชราบนพื้นอย่างสงสัยมารดาของเขาเคยกล่าวไว้ว่าคนตายจะไม่หายใจ และบิดาก็เคยบอกว่าหากยังมีชีวิตหัวใจจะเต้นอยู่ตลอดเวลาแต่กับชายชราผู้นี้เขาไม่มีลมหายใจ ในขณะที่หัวใจยังเต้นเป็จังหวะ
‘แบบนี้จะเรียกว่าเป็หรือตายดีเล่า?’
เด็กชายถามตัวเองพลางเอียงศีรษะไปด้านข้างอย่างงุนงงใบหน้าเล็กๆ ยับยู่อย่างใช้ความคิด ปีนี้เขาเพิ่งจะมีอายุได้หกหนาวความคิดความอ่านแม้จะเกินวัยไปบ้างแต่ก็ยังไม่กระจ่างนัก มือน้อยๆอันหยาบกร้านไม่สมวัยแตะเบาๆ ลงบนข้อมือของชายชราอีกครา เด็กชายจดจำท่าทางเช่นนี้มาจากหมอตำแยที่เคยมาตรวจดูอาการของมารดาและน้องสาว
แรงเต้นเหมือนหนอนดิ้นแ่เบาใต้ิัเหี่ยวย่นบอกให้เด็กน้อยรู้ว่าหัวใจของชายชรายังเต้นอยู่แต่พอเขาเอานิ้วไปอังใต้รูจมูกของผู้เฒ่า กลับไม่มีแรงลมมาปะทะเลยแม้สักนิด
เด็กชายยกมือขึ้นเกาศีรษะจนผมยุ่งอย่างสับสนหลังจากครุ่นคิดอยู่นานจนปวดหัว เขาก็สรุปเอาเองว่าผู้เฒ่าท่านนี้กำลังกลั้นหายใจแกล้งตายอยู่
“ท่านผู้เฒ่า ตื่นเถอะขอรับ แถวนี้ไม่มีหมีท่านไม่ต้องแกล้งตายแล้ว”
เสียงเล็กๆ ร้องเรียกปลุกชายชราแต่ร่างนั้นก็ยังนิ่งไม่ตอบสนอง เด็กชายลองเรียกอีกครั้ง คราวนี้เขาเขย่าแขนชายชราด้วยหลังจากร้องเรียกอยู่ได้ไม่กี่คำร่างของเขาก็ถูกพลังงานบางอย่างผลักกระเด็นออกไป
“ตุบ!”
ร่างเล็กลอยละลิ่วไปไกลหลายสิบก้าวก่อนจะตกลงบนกองใบไม้เน่าความเ็ปแล่นลามไปทั่วทั้งร่างจนเด็กชายถึงกับหลั่งน้ำตา แต่กระนั้นเขาก็สามารถยันตัวลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด
เด็กชายวิ่งกลับไปยังร่างโชกเืของผู้เฒ่าอีกครั้งบนใบหน้าเล็กๆ นั่นไม่มีร่องรอยแห่งความประหลาดใจ หรือความหวาดกลัว ปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อยมีเพียงร่องรอยของความเป็ห่วงเท่านั้น
“ท่านผู้เฒ่า หากท่านตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมาเถอะขอรับนอนบนพื้นนานๆ เดี๋ยวจะไม่สบายนะขอรับ”
เด็กชายส่งเสียงร้องบอกอีกครั้งเขายังคงเชื่อสนิทใจว่าชายชราผู้นี้กำลังแกล้งตายอยู่
“เ้าโง่! เ้าคิดว่าข้านอนเล่นอยู่รึ!”
ชายชราที่นอนนิ่งประดุจซากศพเมื่อครู่ตวาดลั่นเสียงที่แฝงพลังปราณของเขาก่อให้เกิดลมกรรโชกแรงราวกับพายุ บรรดาสัตว์น้อยใหญ่โดยรอบต่างพากันเผ่นหนีไปด้วยความใฝ่ายเด็กน้อยก็ล้มหงายหลังลงอีกครั้งด้วยไม่อาจทานแรงปะทะของลมนั้นได้
‘ผู้เฒ่าท่านนี้เป็ผู้ฝึกยุทธ์จริงๆ ด้วย’
เด็กน้อยคิดพลางลอบถอนหายใจ ใช่ว่าเขาไม่เคยพบผู้ฝึกยุทธ์มาก่อนแต่ถึงอย่างนั้นเด็กชายก็ไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดคนพวกนี้ถึงได้ชอบต่อยตีกันนัก ั์ตาสีน้ำตาลอมแดงกวาดมองดูสภาพของชายราอีกหนหนึ่งก็สรุปได้ว่าผู้เฒ่าท่านนี้คงต่อสู้จนได้รับาเ็มาเป็แน่
“ขออภัยขอรับผู้น้อยไม่เห็นาแบนร่างกายของท่านผู้เฒ่า จึงไม่ทราบว่าท่านาเ็”
ครั้นเมื่อคิดได้เด็กน้อยก็รีบประสานมือคารวะผู้เฒ่าบนพื้นด้วยท่าทางนอบน้อมยิ่งเด็กชายผู้นี้มีเส้นลมปราณพิการแต่เล็ก เขาย่อมไม่กล้าล่วงเกินผู้ฝึกยุทธ์แม้เพียงนิด
“ท่านผู้เฒ่าลุกไหวหรือไม่ขอรับเพิงพักของข้าอยู่ใกล้ๆ ข้าจะพาท่านไปพักที่นั่นก่อนแล้วข้าจะไปตามหมอในเมืองมารักษาท่าน”
เด็กชายไม่ทราบว่าผู้เฒ่าาเ็หนักแค่ไหน แต่ก็รู้ตัวดีว่าคงไม่สามารถพาผู้เฒ่าท่านนี้ไปส่งถึงหมู่บ้านได้แน่นอนสมองน้อยๆ จึงพยายามคิดหาวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือชายชรา จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็วว่าเขาจะพาผู้เฒ่าท่านนี้ไปพักที่เพิงพักแรมที่ตนและบิดาใช้พักเป็ประจำเสียก่อนจากนั้นเด็กชายก็จะลงเขาไปตามหมอมารักษา
“เพ้ย! เ้าจะให้หมอธรรมดามารักษาข้าปรมาจารย์หมื่นพิษผู้นี้รึ? เหลวไหลสิ้นดี!”
ชายชราตวาดลั่น ั์ตาสองข้างแดงก่ำด้วยโทสะ พลังปราณดุดันถูกปล่อยออกมาอีกระลอกจนเด็กน้อยล้มลงไปกองกับพื้นอีกครา
เด็กชายรู้สึกเ็ปไปทั้งร่างราวกับกระดูกและเนื้อจะแหลกเป็เสี่ยงๆ และิัของเขาปรากฏรอยแผลแตกไปทั่วแม้าแจะไม่ลึกนัก แต่มันก็เจ็บไม่น้อยเมื่อรวมความเ็ปทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วมันก็มากเกินกว่าที่เด็กวัยหกขวบจะทนรับไหวแต่กระนั้นเด็กชายก็ยังกัดฟันอดทนไม่ยอมส่งเสียงสะอื้นออกมา
เด็กน้อยถ่มเืในปากทิ้งในกองเืนั่นเขาเห็นว่าฟันหลุดออกมาด้วยซี่หนึ่ง เด็กชายพยายามกลั้นเสียงสะอื้นและน้ำตาเอาไว้อย่างสุดความสามารถขณะที่พยายามฝืนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ประสานมือไถ่ถามอย่างนอบน้อมอีกคราแต่คราวนี้เขาไม่คิดจะก้าวเข้าไปใกล้ผู้เฒ่าอารมณ์ร้ายผู้นั้นอีกแล้ว
“ข---ขออภัยขอรับช---เช่นนั้นข้าสามารถช่วยอะไรท่านได้บ้างหรือไม่ขอรับ?”
“คุกเข่าคารวะข้าเป็อาจารย์เสีย!”
เฒ่าหมื่นพิษตวาดตอบความจริงแล้วชายชราไม่เต็มใจจะรับเด็กน้อยนี่เป็ศิษย์แม้เพียงนิดทว่าด้วยศักดิ์ศรีของตนทำให้ไม่อาจรับการรักษาจากใครได้นอกจากตัวเองและศิษย์สายตรงของตนเท่านั้น
“อ---เอ่อ แต่ว่าเส้นลมปราณของข้าพิการนะขอรับ”
เด็กชายบอกกล่าวอย่างกล้าๆ กลัวๆเขาไม่กล้าคารวะผู้าุโเป็อาจารย์ด้วยทราบดีว่าธรรมดาแล้วบุคคลที่เส้นลมปราณพิการอย่างตนไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้และไม่มีทางที่จอมยุทธ์ผู้ใดจะยินยอมรับคนไร้วรยุทธ์เป็ศิษย์
“เ้าว่าอะไรนะ?!”
ชายราตวาดลั่น แล้วก็เป็อีกครั้งที่เด็กน้อยถูกลมปราณตีกระเด็นไปไกล
“ข---ข้ามีเส้นลมปราณพิการไม่อาจฝึกวิชายุทธ์ใดๆได้ขอรับ”
แม้จะเจ็บจนอยากร้องไห้ เด็กน้อยก็กัดฟันตอบคำถามของชายชราตอนนี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งแล้ว
‘ลุกกี่ทีก็ล้ม นอนแบบนี้จะได้ไม่ต้องล้มอีก’
สมองน้อยๆ ของเด็กชายเรียนรู้ได้ในที่สุดว่าเขาไม่ควรฝืนยืนขึ้นให้ตัวเองต้องเจ็บตัวยามที่อยู่ต่อหน้าชายชราอารมณ์ร้ายผู้นี้
พอได้ฟังคำยืนยันจากเด็กน้อยเฒ่าหมื่นพิษก็สบถบริภาษ ด่าทอเด็กชายผู้ไร้ค่า และฟ้าดินที่กลั่นแกล้งตนให้ต้องมาพบกับชะตากรรมอันน่าอนาถใจเช่นนี้เขาถูกพิษร้ายยากรักษาก็ลำบากมากพอแล้ว แต่ที่พึ่งเดียวที่มีกลับเป็เด็กไร้ค่าคนหนึ่งครั้นจะให้เด็กน้อยไปตามใครมาปรมาจารย์หมื่นพิษผู้ได้ชื่อว่าเป็มารร้ายแห่งยุทธภพก็ไม่กล้าเสี่ยงถึงเพียงนั้นหากศัตรูของเขาตามรอยเด็กน้อยนี้มาได้ มารเฒ่าก็รู้ดีว่าชีวิตของตนคงจบสิ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเฒ่าหมื่นพิษเดือดดาลจนหน้าดำคล้ำ ลมปราณในร่างพลุ่งพล่านจนแทบจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกและต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสงบลงได้
มารเฒ่าแห่งยุทธภพนิ่งคิดไต่ตรองอยู่หลายครู่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจได้ในที่สุด
“เ้าเด็กโง่! จากนี้ไปเ้าเป็คนรับใช้ของข้าเข้าใจหรือไม่?”
นั่นคือคำสั่งที่เด็กน้อยไม่กล้าขัดขืนได้แต่พยักหน้าหงึกหงักเด็กชายถูกปลูกฝังมาั้แ่จำความได้ว่าหากยังรักชีวิตอยู่ก็อย่าได้ขัดใจผู้ฝึกยุทธ์เป็อันขาด
ฝ่ายเฒ่าหมื่นพิษเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยอมเชื่อฟังแต่โดยดีก็เร่งสั่งให้เด็กชายไปหาสมุนไพรมากมายมาให้ตนทันที
แต่เด็กน้อยเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่ขึ้นเขามาหาของป่านานๆครั้ง ไหนเลยจะทราบว่าสมุนไพรชื่อประหลาดเ่าั้หน้าตาเป็เช่นไรเฒ่าหมื่นพิษมีโทสะจนกระอักโลหิตอีกครา แต่เขาก็ทำอันใดไม่ได้นอกจากอธิบายให้เด็กชายฟังอย่างละเอียดว่าสมุนไพรเ่าั้หน้าตาเป็เช่นไร
ตลอดบ่ายวันนั้นเด็กน้อยจึงวิ่งวุ่นไปทั่วทั้งป่าเสาะหาสมุนไพรอย่างยากลำบากยิ่ง เขาถูกตวาดว่าจนตัวปลิวหลายครั้งร่างกายเต็มไปด้วยาแ และเสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่งเสียยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วแต่กระนั้นเด็กชายก็ยังคงยึดมั่นในคำสอนของบิดามารดา ไม่ยอมขัดใจจอมยุทธ์าุโเลยแม้แต่นิดเดียว
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามซวี[1]เด็กน้อยก็หาสมุนไพรที่เฒ่าหมื่นพิษ้ามาได้อย่างครบถ้วน มารเฒ่าสั่งให้เด็กชายต้มน้ำหม้อหนึ่งจากนั้นก็บอกขั้นตอนการปรุงยาถอนพิษให้มันฟังทีละขั้น ตลอดเวลาตาเฒ่าก็ย้ำกับตัวเองในใจว่าตนไม่ได้สอนเพียงแต่สั่งให้ทำเท่านั้น
“เพิงพักที่เ้าว่าอยู่ที่ใด?”
พอได้รับยาถอนพิษชุดแรกมารเฒ่าก็สามารถลุกขึ้นเดินเหินได้บ้างแล้วแม้จะต้องใช้ไม้เท้าและให้เด็กชายคอยประคองอยู่ตลอดเวลาก็ตามเขา้าที่จะพักผ่อนจึงรีบถามถึงที่พักทันที มารเฒ่ารู้ดีว่าตนเองในตอนนี้อ่อนแอยิ่งนักจึงตัดสินใจว่าจะพักรักษาตัวอยู่บนเขาลูกนี้สักระยะหนึ่งเพื่อหลบซ่อนจากศัตรูที่มีอยู่อย่างมากมายเบื้องนอกนั่น
“ทางนี้ขอรับ”
เด็กชายยังคงแสดงกิริยานอบน้อมอย่างน่าเอ็นดูทว่าเฒ่าหมื่นพิษหาได้ใส่ใจไม่ เขาตีสีหน้าเรียบเฉย เดินตามเด็กน้อยไปจนถึงเพิงเล็กๆริมแม่น้ำ
“เฮอะ! นั่นเพิงพักหรือบ้านสุนัข เ้าไปปลูกกระท่อมหลังใหม่ให้ข้าเดี๋ยวนี้”
เฒ่าหมื่นพิษแค่นเสียงอย่างดูแคลนเมื่อเห็นสภาพเพิงพักของเด็กน้อยไม่มีทางที่ประมุขพรรคมารอย่างเขาจะเข้าไปพักในเพิงเล็กๆ โทรมๆที่สร้างจากไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยหญ้าแห้งแห่งนั้นแน่
“ขอรับ”
เด็กน้อยยังคงไม่โต้แย้งสิ่งใด ร่างเล็กๆค้อมกายเดินหายไปทางป่าไผ่ จากนั้นเสียงตัดไม้ก็ดังขึ้นฝ่ายเฒ่าหมื่นพิษก็นั่งลงบนโขดหิน สองมือยกขึ้นกอดอกเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยองลำพองใจที่ได้เห็นผู้คนทุกข์ทรมานอยู่ภายใต้อำนาจของตน
เวลาผ่านไปนานหลายต่อหลายเค่อ[2]เด็กน้อยก็ยังทำงานได้ไม่คืบหน้าสักเท่าไหร่จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยาม[3]กระท่อมน้อยก็ยังไม่เสร็จ อันที่จริงเด็กน้อยเพิ่งจะตัดลำไผ่ได้เพียงสองสามท่อนเท่านั้นไม่ต้องพูดถึงการปักเสา มุงหลังคา หรือบุผนังเลย ความเร็วในการทำงานเช่นนี้ต่อให้รอจนถึงรุ่งเช้ากระท่อมน้อยก็คงจะยังไม่เป็รูปเป็ร่างขึ้นมาอย่างแน่นอน
“เพ้ย! พอๆ ไม่ต้องทำแล้วเ้าจะไปไหนก็ไปพรุ่งนี้ยามเหม่า[4] ให้รีบมาพบข้าที่นี่”
เฒ่าหมื่นพิษเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด ตอนนี้เขาไม่ต้องพบหน้าใครแต่ก็ต้องพึ่งพาเด็กชายผู้นี้อยู่ เพราะถึงแม้อาการของเขาจะดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังต้องฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณอีกมากมารเฒ่าไม่อยากเสียเวลาตระเวนหาสมุนไพรไปทั่วป่าด้วยตัวเอง การมีคนให้เรียกใช้จึงเป็เื่ที่ดีสำหรับเขาในตอนนี้
“ขอบคุณขอรับท่านผู้เฒ่า”
เด็กน้อยค้อมศีรษะประสานมือคารวะมารเฒ่าอย่างมีมารยาทจากนั้นร่างเล็กๆ ก็เดินหายไปหลังป่าไผ่ เฒ่าหมื่นพิษเห็นเช่นนั้นก็คิดเพียงแค่ว่าเด็กชายคงไม่อยากอยู่ใกล้ตนเองปรมาจารย์ยอดยุทธ์ และประมุขพรรคผู้สูงส่งหาได้รู้ไม่ว่าที่ด้านหลังป่าไผ่นั้นหากเดินลงไปริมน้ำสักนิดจะพบกับถ้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ค่อนข้างจะอุ่นสบายในยามค่ำคืนเหมาะแก่การพักแรมเป็อย่างยิ่ง
เด็กน้อยกระชับผ้าห่มหญ้าสานของตนแน่นหูแว่วเสียงฟ้าร้องมาแต่ไกล จมูกได้กลิ่นฝนลอยมาตามลมอย่างชัดเจน ด้วยสัญญาณเหล่านี้ทำให้เด็กชายมั่นใจว่าอีกไม่นานฝนจะเทลงมาอย่างหนักเลยทีเดียว
‘หวังว่าผู้เฒ่าจะไม่ถูกฝนจนจับไข้ไปเสียก่อนนะ’
ริมฝีปากเล็กๆโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มเมื่อนึกถึงความลำบากที่ตาเฒ่าอารมณ์ร้อนจะต้องเผชิญในค่ำคืนนี้ความจริงแล้วเด็กชายก็ไม่อยากปล่อยให้คนแก่ทนทรมานท่ามกลางลมฝนสักเท่าไหร่ทว่าการกระทำของมารเฒ่าแห่งยุทธภพนั้นหยาบคายโหดร้ายเสียจนเด็กชายไม่อาจไม่คิดขุ่นเคืองได้ดังนั้นหากเขาสามารถเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ได้ เด็กน้อยก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ
[1] ่เวลาระหว่าง๑๙.๐๐ น. – ๒๐.๕๙ น.
[2] หน่วยนับเวลาชนิดหนึ่ง๑ เค่อ เทียบได้กับระยะเวลาประมาณ ๑๕ นาที
[3] หน่วยนับเวลาชนิดหนึ่ง๑ ชั่วยาม เทียบได้กับระยะเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง
[4] ่เวลาระหว่าง๐๕.๐๐ น. – ๐๖.๕๙ น.