ภายในกระท่อมเป็โลกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ด้านหน้าของเทียนฟางคือพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ถัดออกไปด้านซ้ายมือคือสระน้ำขนาดเล็กที่ประดับไว้ด้วยดอกบัวหลากหลายสี เก๋งสีขาวนวลราวกับแสงของดวงจันทร์งามยามราตรีตั้งเด่นอยู่กลางสระบัว เชื่อมกับสะพานไม้จากริมฝั่งแลดูลงตัวอย่างที่สุด
“ในที่สุดเ้าก็มาแล้ว” นำเสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น เขาสวมใส่ชุดผ้าแพรไหมสีน้ำเงินอมเขียว ลวดลายดอกโบตั๋นพลิ้วไหวไปมาระหว่างชายเสื้อแต่ละส่วน ดูงดงามน่าประทับใจยิ่ง เขายกถ้วยชาในมือพร้อมกับเชื้อเชิญให้เทียนฟางลงทางฝั่งตรงข้าม ท่าทางปลอดโปร่งสบายใจทำให้เทียนฟางคลายความกังวลไปไม่น้อย
“รบกวนผู้าุโแล้ว” เทียนฟางกล่าวก่อนจะนั่งลงทางด้านฝั่งตรงข้าม
“ที่นี่ไม่ได้ต้อนรับอาคันตุกะแปลกหน้ามานานแล้ว ยิ่งคนที่น่าสนใจเช่นท่านยิ่งยากจะพบพานยิ่งกว่า เอาเถอะ เื่อื่นเอาไว้ทีหลัง ข้าขอเดาว่าท่าคงมีเื่ที่อยากสนทนาอยู่ไม่น้อยเช่นนั้นก็เชิญท่านถามมาเถอะ หากมิใช่เื่ที่ฝืนกฎฟ้าดินอันใด ย่อมสามารถให้คำตอบกับท่าได้อย่างแน่นอน”
บรรยากาศโดยรวมั้แ่ก้าวเข้ามา ไม่มีความกดดันอันใดเกิดขึ้นกับเทียนฟางเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังดูปลอดโปร่งโล่งใจยิ่งกว่าเดินจ่ายตลาดเสียอีก แต่เพราะอะไรที่มันมากเกินไปนี่แหละที่คอยสะกิดให้เทียนฟางรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกอยู่ตลอด ทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นมากเรื่อยๆ แต่เทียนฟางเองก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่ที่เขามั่นใจคือชายวัยกลางคนด้านหน้าย่อมไม่ได้เรียบง่ายดังเช่นที่เห็นเป็แน่
แต่ยังไม่ทันที่เทียนฟางจะได้ถามอะไรไป เสียงหัวเราที่ชวนขนลุกขนชันก็ดังขึ้นมาจากชายด้านหน้า โดยไม่รอช้า เทียนฟางรีบทะยานร่างถอยกลับหลังด้วยความเร็วสูงสุดที่จะทำได้ และเพียงร่างของเทียนฟางพลิ้วขยับได้เพียงเล็กน้อย กองเล็บขนาดใหญ่ ก็กวาดวาดมายังตำแหน่งที่เทียนฟางนั่งอยู่อย่างพอเหมาะพอเจาะ
กรงเล็บสีดำสนิท เหมือนกับขาของแมลงปักคาอยู่ที่นั่งตรงหน้าของเทียนฟางชวนให้หัวใจของเขาหล่นวูบอย่างน่าหวาดเสียว
“หากว่าข้าช้ากว่านี้แค่เพียงครึ่งลมหายใจมีหวังได้ทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้เสียแล้ว”
“ไม่เลวๆ ััของเ้าเฉียบคมใช้ได้” เสียงของชายวัยกลางคน ที่เคยอ่อนนุ่มบัดนี้กลายเป็เสียงของชายชราที่ฟังดูราบเรียบเฉยชายิ่ง ราวกับว่าเป็คนละคนก็มิปาน “เ้าคงมีคำถามมากมายที่อยากจะถามแต่ไม่มีเวลาอีกแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัดในครั้งนี้ ทำให้เทียนฟางสับสนมากขึ้นไปอีก ตอนนี้ราวกับคนตรงหน้าเขาไม่ได้มีแค่คนเดียวหากแต่มีถึงสามคน!
“เอาเถอะ เสียเวลามามากแล้ว ข้าจะให้เ้าได้เห็นเองถึงความเป็มาของที่แห่งนี้ เมื่อนั้นเ้าจะเข้าใจทุกอย่างเอง” ชายชราเอ่ยขึ้นมาก่อนที่กรงเล็บจะถูกดึงกลับไปยังแขนขวาของมันตามเดิม
โดยไม่ทันรู้ตัว ผนึกอักขระนับร้อยสายก็ได้พุ่งตรงเข้ารัดร่างของเทียนฟางอย่างรวดเร็ว โดยไม่อาจขัดขืนร่างของเทียนฟางถูกสายอักขระหลากหลายสีสันฉุดดึงให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ และเมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่า สายอักขระเ่าั้ล่องลอยออกมาจากดอกบัวที่อยู่ในสระน้ำแห่งนี้ ในขณะที่ร่างของเทียนฟางลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ เทียนฟางพยายามขัดขืนดิ้นรนหวังจะให้หลุดพ้นออกจากพันธนาการในครั้งนี้ แต่ก็ดูจะไร้ประโยชน์ยิ่งเมื่อเขารับรู้ได้ว่าไม่อาจควบคุมร่างกายของตนเองได้แม้แต่น้อย
ชายชราก้าวเดินมายังจุดที่เทียนฟางอยู่สองมือก็ผนึกท่ามุทราอย่างรวดเร็ว ทั่วร่างเปล่งแสงเรืองรองสีขาวนวลออกมา ดูราวกับเทพเซียนผู้สูงส่งปราศจากมลทินใด
“เวลาร่วงผ่านมาเนิ่นนานยิ่ง เนิ่นนานจนแม้แต่ข้าเองก็มิอาจจดจำได้อีกแล้ว ว่ามันผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด บางทีอาจจะไม่กี่สิบปี บางทีอาจจะร้อยปี หรืออาจจะพันปี หรือเื่ราวทั้งหมดอาจเลยผ่านมานับหมื่นปี ทุกคนล้วนจากไปแล้ว เหตุไฉนมีเพียงข้าที่ยังอยู่ ครั้งนี้คงเป็ครั้งสุดท้ายแล้ว พลังิญญาของข้าอ่อนจางลงเต็มที” ชายชราหยุดอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะทอดตามองไปที่เทียนฟาง ก่อนพึมพำเบาๆ ว่า
“เด็กน้อยที่แปลกประหลาด กับโชคชะตาที่ขาดสะบั้น ์ช่างเล่นตลก เอาเถอะบางทีครั้งนี้อาจจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาจริงๆ ก็ได้”
สองมือของชายชราที่ก่อนหน้านี้วูบไหวไปมาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็ดั่งกลุ่มแสง ยามมองดูราวกับฝูงผีเสื้อนับสิบกำลังโบยบิน มาบัดนี้พลันหยุดนิ่งลง ก่อนที่เสียงตวาดทุ้มหนักจะดังขึ้น คลื่นอากาศถูกอัดกระแทกกระจายตัวออกไปเป็วงกลมโดยมีร่างของชายชราเป็ศูนย์กลาง พัดพาเอาต้นไม้ใบหญ้าและกรวดหินดินทรายปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ
ตอนนี้เองที่แสงอร่ามเรืองรอบตัวชายชรารวมตัวกลายเป็สายอักขระเส้นเล็กสายหนึ่ง แสงของอักขระที่เปล่งออกมาอ่อนจางและดูเปราะบางยิ่ง มันค่อยๆ ลอยไปในอากาศก่อนจะค่อยๆ รัดพับร่างของเทียนฟางอย่างช้า ๆ จนในที่สุด สายอักขระเส้นเล็กก็หยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าของเทียนฟางก่อนจะฉกวูบราวกับอสรพิษจมหายไประหว่างคิ้วของเทียนฟางที่ได้แต่เบิกตาโพล่งพร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป!