ซิงจวนในร่างของไลลายิ้มบางๆนางมองลึกเข้าไปในดวงเนตรขององค์รัชทายาทที่ยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกหลายอย่างท่วมท้นระคนกันไป
“เื่ราวว่าหม่อมฉันได้มาอย่างไรมันน่าเหลือเชื่อแต่เื่ราวที่เหลือเชื่อนี้ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้พระองค์ทรงประจักษ์แก่ใจ...แต่หม่อมฉันขอให้พระองค์เชื่อใจ และหลับตาลงก่อนได้หรือไม่เพคะ”
แม้จะยังสับสนแต่แววตาที่จริงใจของนางก็ทำให้องค์รัชทายาทพยักหน้ารับอย่างช้าๆพระองค์หลับพระเนตรลงซิงจวนจึงหยิบผ้าแพรเนื้อนุ่มขึ้นมาผูกปิดพระเนตรของพระองค์ไว้เบาๆบดบังการมองเห็นทั้งหมด เหลือเพียงความมืดและเสียงรอบกาย
พลันเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง...
กรุ๊ง... กริ๊ง...
เสียงกระพรวนจากกำไลข้อเท้าเงินดังขึ้นอย่างแ่เบาแต่ชัดเจนมันเคลื่อนไหวไปรอบๆ ตัวพระองค์อย่างเชื่องช้า ราวกับการร่ายรำที่มองไม่เห็น
หัวใจขององค์รัชทายาทกระตุกวูบ พระองค์ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังตามเสียงกระพรวนที่นำทางไป ไม่นานนักเสียงก็หยุดลงพร้อมกับััอุ่นร้อนที่ปลายนิ้วซึ่งกำลังปลดผ้าผูกตาออก
เมื่อลืมพระเนตรขึ้นภาพตรงหน้าก็ทำให้พระองค์แทบหยุดหายใจ...
ยาซมิน...นางระบำผู้เลอโฉมในชุดผ้าแพรบางเบา กลิ่นดอกไม้หอมลึกลับลอยฟุ้งออกมาจากร่างของนางนางยืนอยู่ตรงหน้าพระองค์ด้วยรอยยิ้มท้าทายที่เคยทำให้หัวใจของพระองค์สั่นไหวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้งโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้นสักทีนะ” นางกล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้ยกนิ้วเรียวขึ้นััที่ข้างแก้มของพระองค์อย่างแ่เบาก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาหมายจะจุมพิต
“ยาซมิน... ไม่ได้!” องค์รัชทายาทถอยหลังไปหนึ่งก้าวสุรเสียงของพระองค์เต็มไปด้วยความสับสนและขัดแย้งในใจ “ข้า... ข้าเพิ่งเข้าหอกับพระชายา...กับซิงจวน! ข้าจะทำเช่นนี้กับนางไม่ได้!”
ยาซมินหยุดชะงักมุมปากของนางยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
“แล้วถ้าหาก...ซิงจวนเป็ผู้ที่อนุญาตให้เราพบกันเล่าเพคะ?”
“เหลวไหล!” องค์รัชทายาทปฏิเสธ “นางอยู่ที่ใดกัน? ซิงจวน! เ้าอยู่ที่ไหน!”
ยาซมินหัวเราะเบาๆเสียงหัวเราะของนางราวกับเสียงกระพรวนที่สดใส
“หม่อมฉันก็อยู่ที่นี่มาตลอดเพคะ...องค์รัชทายาท”
สิ้นเสียงนั้นร่างของยาซมินก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองอ่อนๆ อีกครั้ง และในชั่วพริบตานางระบำผู้เย้ายวนก็ได้กลับคืนสู่ร่างของซิงจวนในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายก่อนที่แสงจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง และนางก็กลับกลายเป็ยาซมินเพื่อยืนยันความจริงที่น่าอัศจรรย์
“หลังจากที่หม่อมฉันเดินทางกลับจากการเป็ไลลา...” ยาซมินเริ่มต้นเล่า “ร่างกายและจิตใจของหม่อมฉันบอบช้ำอย่างแสนสาหัสท่านเซียนหญิงให้ไปพักฟื้นอยู่ระยะใหญ่ แต่เมื่อหม่อมฉันกลับไปสนทนากับท่านเซียนหญิงอีกครั้งและได้ทราบจากญาณวิเศษของนางว่า...อีกไม่นานพระองค์ก็จะเดินทางต่อไปและพบรักครั้งใหม่หัวใจของหม่อมฉันก็ไม่อาจยอมรับการพลัดพรากได้อีก”
“ท่านเซียนหญิงมองหม่อมฉันแล้วถอนหายใจนางกล่าวว่า ‘หัวใจของเ้าช่างโลภมากนัก ธิดาอ๋องเ้าเพิ่งผ่านความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมา แต่ก็ยังปรารถนาที่จะติดตามเขาไปอีกหรือ’”
“หม่อมฉันจึงตอบนางไปว่า...นี่ไม่ใช่ความโลภเพคะ แต่มันคือความรัก และหม่อมฉันยอม”
“ท่านเซียนจึงได้แต่ถอนใจและบอกเล่าถึงโชคชะตาต่อไปของพระองค์...ว่าพระองค์จะเดินทางไปยังนครซาร์ราบาด และจะพบรักกับนางระบำผู้หนึ่งแต่นางก็ได้เตือนหม่อมฉันว่าเส้นทางนี้อันตรายยิ่งนัก ‘เ้าต้องใช้เสน่ห์ปรนนิบัติบุรุษมากมายไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียว เ้าอาจพลาดพลั้งเสียทีให้แก่ชายอื่นได้ทุกเมื่อ’ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหม่อมฉันจึงตัดสินใจทูลขอบางสิ่งจากนาง...หม่อมฉันขอให้นางสอนวิชาป้องกันตัวให้เพคะ”
“ท่านเซียนหญิงจึงได้พาหม่อมฉันเข้าสู่ห้องวิเศษที่กระแสเวลาไหลผ่านแตกต่างจากโลกภายนอกหนึ่งเดือนในนั้น... เท่ากับหนึ่งวันในโลกแห่งความจริงนางได้สอนวิชาการต่อสู้ด้วยท่วงท่าร่ายรำที่งดงามแต่อันตรายซึ่งเป็วิชาเฉพาะของเผ่าทะเลทรายที่นางเคยสอดส่องดูด้วยญาณวิเศษ หม่อมฉันฝึกฝนอย่างหนักจนชำนาญทั้งการร่ายรำเพื่อความบันเทิงและการร่ายรำเพื่อสังหาร”
“ลำดับต่อไปคือการสร้างตัวตนใหม่ ท่านเซียนได้เล่าเื่ราวที่น่าะเืใจให้ฟัง...เื่ของวีรสตรีนามว่า ‘ยาซมิน’ นางคือหนึ่งในความหวังของเผ่าที่ถูกส่งมาเพื่อทวงคืนศิลาศักดิ์สิทธิ์แต่นางทำภารกิจพลาด ได้รับาเ็สาหัสและหนีไปสิ้นใจลงเพียงลำพังก่อนตายนางได้ภาวนาต่อทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงให้มีใครสักคนมาสานต่อเจตนารมณ์ของนางให้สำเร็จ...และคำภาวนานั้นก็ส่งมาถึงท่านเซียนหญิง”
“ท่านเซียนจึงมอบภารกิจนี้ให้แก่หม่อมฉัน...เพื่อสานต่อความปรารถนาสุดท้ายของยาซมินผู้ล่วงลับจากนั้นนางจึงเริ่มทำในสิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุด...นางได้ส่งมอบความทรงจำทั้งหมดของยาซมิน... เข้ามาในหัวของหม่อมฉันเพคะ”
ซิงจวนหลับตาลงสีหน้าของนางฉายแววเ็ปเมื่อนึกถึงวินาทีนั้น
“มันคือความทรมานที่เหนือกว่าความเ็ปทางกายใดๆที่เคยพบเจอแสงสว่างจ้าบาดั์ตาก่อนที่ข้อมูลมหาศาลจะถาโถมเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตกหม่อมฉันกรีดร้องจนสุดเสียง ร่างกายดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นราวกับถูกไฟแผดเผา”
“กลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกในตลาดบ้านเกิดของยาซมินปะปนกับกลิ่นดอกไม้ป่าในความทรงจำของหม่อมฉันเสียงบทเพลงทะเลทรายที่มารดาของนางเคยร้องกล่อมผสานเข้ากับเสียงลมพัดผ่านทิวไผ่ในจวนอ๋อง ทุกอย่างปนเปกันจนแทบคลั่ง”
“จนกระทั่งทุกอย่างสงบลงหม่อมฉันเห็นภาพชีวิตของนางั้แ่เยาว์วัย...วันแรกที่นางเริ่มหัดร่ายรำจนข้อเท้าบวมเป่งความภาคภูมิใจในแววตาของบิดาเมื่อนางสามารถชักมีดสั้นออกมาได้เป็ครั้งแรกความรักที่มีต่อผู้คนในเผ่า ความอบอุ่นของกองไฟยามค่ำคืน เื่ราวทั้งหมดนั้นชัดเจนราวกับเป็ชีวิตของหม่อมฉันเอง”
“ความรู้สึกของนางกลายเป็ของหม่อมฉันความชิงชังที่นางมีต่อมหาเศรษฐีผู้ขโมยจิติญญาของเผ่าไปนั้นลุกโชนอยู่ในอกความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับชะตาของผู้คนนับร้อยกดทับลงบนบ่าของหม่อมฉัน”
“หม่อมฉันเห็นภาพการฝึกฝนอันแสนโหดร้ายของนางท่วงท่าการต่อสู้ทุกกระบวนท่าถูกฝังลึกลงในกล้ามเนื้อความรู้เื่ยาพิษและยาสลบปรากฏขึ้นในหัวราวกับเคยร่ำเรียนมาทั้งชีวิตกล้ามเนื้อที่ท่านเซียนฝึกมาหนึ่งเดือนในมิตินั้นก็คงเพื่อการณ์นี่นั่นเอง”
“ความทรงจำในการวางแผนจารกรรมอันซับซ้อนไหลบ่าเข้ามา...ใบหน้าของนางระบำทุกคนในคณะ สายสัมพันธ์ที่นางมีต่อพวกนาง ความไว้เนื้อเชื่อใจและแผนการหลอกล่อองครักษ์ทุกคน”
“แล้วภาพที่เ็ปที่สุดก็ปรากฏขึ้น...วินาทีที่ภารกิจของนางผิดพลาด คมดาบที่แทงทะลุสีข้าง ความเ็ปที่แล่นพล่านความผิดหวังที่ไม่อาจทำภารกิจให้สำเร็จ และลมหายใจสุดท้ายที่อ้อนวอนต่อโชคชะตา”
“ร่างกายและจิตใจของหม่อมฉันถูกฉีกเป็สองส่วน ‘หม่อมฉันคือใคร? ซิงจวน ธิดาอ๋องผู้ตามหาคนรัก? หรือ ยาซมิน วีรสตรีผู้ล้มเหลว?’ สองตัวตน สองความทรงจำ สองความปรารถนาต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่งอยู่ในหัวของหม่อมฉัน”
“หม่อมฉันใช้เวลาหลายวันในความสับสนวุ่นวายนั้นค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแยกแยะและยอมรับ เรียนรู้ที่จะเป็ทั้งสองคนในเวลาเดียวกันหม่อมฉันต้องเก็บซ่อนหัวใจของซิงจวนไว้ให้ลึกที่สุดและสวมบทบาทของยาซมินให้แเีที่สุด”
“ในที่สุดหม่อมฉันก็ทำได้...หม่อมฉันสามารถปรับเปลี่ยนท่าทาง การพูดจาและบุคลิกให้กลายเป็ยาซมินได้อย่างสมบูรณ์แบบความทรงจำของนางหลอมรวมกับของหม่อมฉันจนแยกไม่ออก หม่อมฉันไม่ได้แค่แสดง...แต่หม่อมฉันได้กลายเป็นางจริงๆ เพื่อเป้าหมายในการกอบกู้ชนเผ่าของนาง และเพื่อเป้าหมายในการได้กลับไปอยู่เคียงข้างพระองค์”
“ก่อนจะส่งตัวหม่อมฉันไป ท่านเซียนหญิงได้เตือนเป็ครั้งสุดท้าย ‘จงระวัง...อย่าให้ตัวตนของนางกลืนกินเ้าจนลืมเป้าหมายที่แท้จริงของตนเองไป’ จากนั้นนางก็ส่งหม่อมฉันไปยังตรอกแคบๆในนครซาร์ราบาด... ณ จุดที่ร่างของยาซมินตัวจริงเพิ่งจะสิ้นลมไปได้ไม่นาน…ก่อนที่ชีวิตใหม่ในฐานะยาซมินจะเริ่มขึ้น”