“พี่มาเบลล์คะ แล้ว.. พี่ไกด์หาบ้านได้ที่ไหนหรอคะ? เป็บ้านของพี่ไกด์เองใช่มั้ยคะ?”
“เปล่าจ้า ไม่ใช่บ้านพี่ไกด์ ตอนนี้พี่ไกด์มีซื้ออยู่ส่วนตัวแค่คอนโดฯจ้ะ”
“บ้านพ่อกับแม่พี่ไกด์หรอคะ?” เธอถามพร้อมกับเอียงคอมองตาโตด้วยความสงสัยต่อ
“ไม่ใช่จ้ะ.. เป็บ้านของพี่เจย์ เห็นพี่ไกด์บอกว่าบ้านหลังนี้พี่เจย์จะกลับไปอยู่คนเดียวบ้างนานๆทะ..”
“ย้ายค่ะ!!! พี่มาเบลล์จ๋า~ เราย้ายเข้าบ้านพี่เจย์กันเถอะน๊า~ อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยเลยค่า~ มินนี่กลั๊วกลัว~ เราย้ายไปอยู่บ้านพี่เจย์อุ่นใจกว่านะค๊า~”
“….?....” เมลดาที่ยังไม่ทันพูดจบประโยคก่อนหน้าดีถึงกับชะงักอ้าปากค้างไปกับปฏิกิริยาของมนธิชา ที่พอน้องสาวเธอได้ยินว่าเ้าของบ้านที่จะไปอยู่คือใคร เด็กตัวน้อยก็กลับลำกลางครันซะจนเธอนั้นตามอารมณ์ไม่ทัน
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
มนธิชาลุกไปขนเสื้อผ้าออกมาพับใส่กระเป๋าด้วยความเร่งรีบ ราวกับว่าเธอนั้นจะย้ายออกจากที่นี่คืนนี้เลย เมลดาเองจึงได้แต่นั่งเกาหัวมองมนธิชาอย่างงุนงง พรางนึกขบขันน้องสาวตัวเองไปด้วย ที่จู่ๆเธอก็เปลี่ยนใจกะทันหันเพียงแค่ได้ยินชื่อของคนที่เธอนั้นเฝ้ารอให้พี่เขามาหาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยไม่ได้กังวลปัญหาใดๆที่อาจเกิดขึ้นเหมือนกับตอนแรกเลยสักนิด
“น้องมินนี่จ้ะ.. หนูไม่กลัวว่าวันนึงพี่ไกด์จะไล่เราออกจากบ้านแล้วหรอจ้ะ?”
“ไม่กลัวค๊า~ พี่ไกด์ไม่ทำแบบนั้นหรอกนะคะ เพราะพี่ไกด์เป็คนดี อีกอย่าง.. นั่นมันบ้านพี่เจย์ พี่เจย์ก็ยิ่งไม่มีทางไล่เราแน่นอนค่ะ.. เพราะพี่เจย์ก็เป็คนดีมากๆเหมือนกัน ” เธอชมพร้อมยิ้มน่ารักสดใสไปด้วย
ไม่เพียงแค่มนธิชาจะเปลี่ยนใจกะทันหันเท่านั้น แต่มุมมองของเด็กตัวเล็กที่มีต่อจีรภัทร์กับกีรติ ก็เต็มไปด้วยความเชื่อใจและไว้ใจคนทั้งคู่มาก จนเมลดาเองก็ไม่กล้าขัดความ้าของน้องสาว เห็นมนธิชามีความสุขเธอก็มีความสุข เมลดาจึงลุกขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าและข้าวของด้วยอีกคน….
หลายวันต่อมา...
มนธิชากำลังนั่งเก็บของใช้ส่วนตัวพวกชิ้นเล็กๆที่เหลือใส่กระเป๋าอยู่เพียงลำพังภายในห้องเช่า เพราะตอนนี้เมลดากับกีรติกำลังจัดระเบียบกระเป๋าที่ขนไปใส่รถข้างล่างช่วยกันอยู่
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูหน้าห้องที่เปิดกว้างไว้อยู่แล้วดังขึ้น ทำให้มนธิชารีบหันไปมองว่าใครมาหาเธอ พอเห็นว่าคนที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูมองเธออยู่นั้นคือใคร คนตัวเล็กก็ทิ้งของทุกอย่างตรงหน้าลงแล้วรีบลุกขึ้นพุ่งตรงไปหาเขาทันทีด้วยท่าทางดีใจ ราวกับเด็กอนุบาลที่ได้เจอหน้าผู้ปกครองตัวเองหลังเลิกเรียน
วันนี้จีรภัทร์ใส่ชุดไปรเวทเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ แต่งตัวสบายๆธรรมดา แต่เพราะหน้าตาหล่อและหุ่นดีสมส่วน เลยทำให้เขานั้นแต่งตัวแบบไหนก็ออกมาดูดีไปหมด ราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากหน้าปกของนิตยสาร
“พี่เจย์ขา~ มินนี่คิดถึงพี่เจย์จังเลยค่า~”
มนธิชาสวมกอดจีรภัทร์ก่อนจะเอาคางน้อยๆขึ้นไปจิ้มไว้ใต้อกกว้างของเขา พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นไปยิ้มละมุนละไม จนตาขึ้นเป็รูปสระอิอย่างน่ารักน่าเอ็นดูออดอ้อนเขาอีกด้วย
จีรภัทร์ยืนนิ่งพร้อมกับกางแขนทั้งสองข้างตัวเองออกไว้ข้างลำตัวเล็กน้อย ไม่ได้กอดตอบมนธิชาแต่ก็ไม่ได้ผลักไสเธอออกไปเช่นเดียวกัน
คนตัวสูงก้มมองเด็กน้อยในชุดกระโปรงสีขาวแขนกุดสั้นเลยเข่าเล็กน้อยตรงหน้า แม้จะรู้สึกว่าเธอน่ารักดี แต่เขาก็ไม่ได้ยิ้มอะไรตอบกลับ ไป แค่ยักคิ้วข้างนึงให้เธอเป็การทักทายเพียงเท่านั้น
“เก็บของเสร็จหรือยังครับ?” จีรภัทร์เอ่ยถามพร้อมกับจับไหล่บางทั้งสองข้างของมนธิชาให้ผละออกห่างจากตัวเอง เพราะเขาปล่อยให้เธอยืนกอดแบบนี้มาได้สักพักแล้วฃ
“เสร็จแล้วค่ะ เหลือแค่เก็บของใช้อีกนิดหน่อยเอง”
มนธิชาตอบยิ้มๆ ก่อนเธอจะเดินไปก้มลงเก็บของใส่กระเป๋าสะพายหลังใบเล็กต่อ เขาจึงเดินเข้าไปช่วยอีกแรง พอทั้งคู่เก็บของที่เหลือเสร็จหมดเรียบร้อยเหลือแต่ห้องเดิมที่ว่างเปล่า เด็กตัวเล็กที่เขาให้เธออุ้มแค่ตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวเดียว ก็ได้วิ่งแจ้นอารมณ์ดีออกจากห้องลงบันไดไปก่อนเขา จนคนที่มองตามหลังน้องได้แต่ส่ายหัวแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดู
จีรภัทร์ที่ยืนถือกระเป๋าสะพายหลังของมนธิชากำลังจะลงไปข้างล่างอีกคน ได้กวาดสายตามองดูห้องเล็กๆเก่าๆ แล้วก็พลันรู้สึกใจหาย เพราะห้องเช่าที่สองพี่น้องได้พักอาศัยอยู่นานแรมเดือนแห่งนี้ คือห้องที่อยู่บนอาคารโทรมชั้นสามจากทั้งหมดสี่ชั้น สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ไม่มีความปลอดภัยเลยสักนิด ซึ่งจีรภัทร์เคยได้ยินแต่กีรติเล่าให้ฟัง ว่าทั้งสองพี่น้องนั้นอยู่ในห้องพักเล็กเท่ารูหนู เขาก็ไม่คิดว่ามันจะเป็รูหนูที่ไม่น่าอยู่มากถึงขนาดนี้ ไม่งั้นเขาคงเสนอบ้านตัวเองให้สองพี่น้องนั้นเข้าไปอยู่ก่อนั้แ่วันแรกที่เจอกันแล้ว ไม่ต้องรอให้กีรติไปเอ่ยปากขอซื้อบ้านกับเขาเองแบบนั้น
ภายในรถยนต์หรู 4 ที่นั่งของจีรภัทร์และกีรติ ตอนนี้เบาะหลังรถของคนทั้งคู่ได้เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย และกระเป๋าอีกหลายใบของทั้งสองสาวเรียบร้อยแล้ว และสาเหตุที่มันเยอะได้ขนาดนี้เพราะกีรติชอบพาสองพี่น้องออกไปชอปปิ้งซื้อนั่นซื้อนี่ที่ห้างกันบ่อยๆ
พอเอาของใส่รถเป็ระเบียบเรียบร้อยกันแล้ว ทั้งหมดเลยแบ่งการนั่งรถออกเดินทางเป็คันละสองคน จีรภัทร์มากับมนธิชาขับล่วงหน้าออกมาก่อน ส่วนกีรติกับเมลดาขับตามหลังกันมาอีกคัน
คนตัวเล็กเกาะขอบกระจกรถด้านข้างโดยมีตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลวางอยู่บนตัก เธอมองทิวทัศน์ของตึกใหญ่ตระการตาต่างๆด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับร้องเพลงสากลด้วยน้ำเสียงน่ารักไปด้วย แถมร้องถูกทุกคำจนคนที่ขับรถอยู่นั่งอมยิ้มตามตลอดทาง เขาเอ็นดูเด็กน้อยสดใสคนนี้หนักมาก ไม่คิดว่าเด็กต่างจังหวัดอายุแค่นี้ภาษาอังกฤษของเธอจะสำเนียงดีและออกเสียงได้อย่างเป็ธรรมชาติได้ถึงขนาดนี้ เธอดูมั่นใจกับทุกคำที่ร้องออกมาอย่างไม่เขินอาย จนคนตัวสูงแอบชำเลืองมองริมฝีปากเล็กๆตอนขยับร้องเพลงอยู่บ่อยๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัวว่าเขาแอบมองดูอยู่
“ทำไมหนูดูหวงตุ๊กตาตัวนี้จังเลยฮึ~? ใครเป็คนซื้อให้หรอครับ?”
เขาถามน้องขึ้นในขณะที่รถกำลังติดไฟแดงอยู่คนตัวเล็กหันมามองพร้อมยิ้มหวาน ก่อนจะเอาตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลที่นั่งกอดไว้แน่นอยู่บนตักขึ้นมากอดแนบไว้กับใบหน้าจิ้มลิ้มของตัวเอง ทำให้คนที่จ้องมองน้องอยู่ถึงกับชะงักค้างไป
‘ทำไมเธอช่าง… น่ารักเกินบรรยายได้ถึงขนาดนี้นะ’
“น้องชื่อ.. แบร์นี่ค่ะ คุณแม่ของหนูเป็คนซื้อให้” เธอตอบยิ้มๆ
“อ้อ~ ครับ.. แล้วตอนนี้คุณแม่ของหนู…”
เขาเงียบเพราะไม่รู้ว่าควรจะถามน้องออกไปต่อดีไหม ในเื่ส่วนตัวที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนแบบนี้ เพราะที่รู้คร่าวๆก็แค่รู้ว่าเธอมาจากต่างจังหวัด เดินทางเข้ากรุงเทพฯมากับพี่สาวแค่สองคน เื่อื่นเขาก็ไม่เคยสนใจถามต่อแล้วว่าชีวิตความเป็อยู่ และครอบครัวของน้องที่มาที่ไปโดยละเอียดมันเป็มายังไงกันแน่
“พี่เจย์จะถามหนูว่า.. คุณแม่ของหนู อยู่ที่ไหนใช่มั้ยคะ~?”
“ครับ..”
“คุณแม่คนสวยของหนู อยู่บนเมฆก้อนโน้นกับคุณพ่อสุดหล่อของหนูค่ะ นู่นๆๆ~ ปุยเมฆก้อนใหญ่ก้อนนู้น~ พี่เจย์เห็นมั้ยค๊า~?”
จีรภัทร์มองตามนิ้วชี้เรียวเล็กของมนธิชา ที่เธอกำลังชี้ให้เขามองตามเมฆก้อนที่ว่าอยู่บนท้องฟ้า พร้อมบรรยายให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงสดใสไปด้วย แม้จะรู้ว่ามันคือจินตนาการของน้อยเด็กไร้เดียงสา แต่เขาก็ให้ความสนอกสนใจเธอราวกับว่าสิ่งที่เธอเล่านั้นคือเื่มหัศจรรย์จริงๆ
‘เป็อย่างงี้นี่เอง….’
คนตัวสูงเลื่อนสายตากลับมามองเสี้ยวหน้าของเด็กตัวเล็ก ที่เธอยังคงจ้องมองเมฆก้อนนั้นด้วยแววตาเป็ประกายสดใสไร้เดียงสา ก่อนเขาจะอมยิ้มตามแล้วค่อยๆยื่นมือหนาของตัวเองไปวางไว้บนหัวทุยน้อยของเธอ พร้อมกับลูบไปมาอย่างอ่อนโยนอยู่หลายทีด้วยความเอ็นดู ก่อนเขาจะค่อยๆดึงมือตัวเองกลับมา
มนธิชาหันกลับมามองหน้าจีรภัทร์ ทั้งคู่ยิ้มให้กันและกัน พร้อมกับสบสายตาเป็ประกายของอีกฝ่ายนิ่งๆ
“แล้ว.. หนูหน้าตาน่ารักเหมือนใครหรอครับ? เหมือนคุณพ่อ.. หรือเหมือนคุณแม่..?”
“หนูหน้าตาน่ารักเหมือนลูกของเราสองคนไงคะ~”
กึก!!
เขาแค่อยากจะชวนน้องคุยเพื่อให้เธอนั้นรู้สึกไม่เหงาและโดดเดี่ยวมากเกินไปกับเื่เศร้าในชีวิตที่เธอนั้นเคยผ่านมา แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือเธอนั้นหยอดกันกลับมาซะจนคนที่ไม่ได้ตั้งตัวนั้นถึงกับชะงักค้างไป ไม่คิดว่าเธอจะกล้าเล่นกล้าเต๊าะเขาตรงไปตรงมาได้ถึงเพียงนี้
และในขณะที่เขากำลังรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้าและหูทั้งสองข้างจนทำตัวไม่ถูก ยัยเด็กทะเล้นกลับยิ้มและหัวเราะขึ้นมาอย่างชอบใจ ดูเธอจะพึงพอใจมากที่ทำให้เขานั้นรู้สึกร้อนวูบๆวาบๆแบบนี้ได้
‘ยัยเด็กแสบ!’