“พวกเขา?”
“ก็พวกคนที่ใส่เกราะแค่ท่อนบนแต่ไม่รู้จะเปลือยท่อนล่างทำไมพวกนี้ไงครับ”
กิลเบิร์ตที่ได้ฟังก็นิ่งไปทันทีคล้ายกับว่าไม่เชื่อหูตนเองแต่ เออร์วินยังคงยิ้มด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนยิ้มให้เขาแล้วถามอีกว่า
“ว่าไงครับทำได้มั้ย”
กิลเบิร์ตปั้นรอยยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมา
“ฮะ ฮะ ฮะ เจ้าชายทรงมีอารมณ์ขันนักกระหม่อมเกือบจะเชื่อแล้ว...”
“ผมพูดจริงนะครับ หรือถ้าคุณยังไม่เข้าใจผมจะพูดย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ฆ่าพวกเขาให้หมด”
“นี่ เอ่อ...”
กิลเบิร์ตไม่รู้จะพูดอะไรแต่เออร์วินกลับพูดว่า
“คุณกิลเบิร์ตคุณไม่เข้าใจความหมายสินะครับ การที่คุณบอกว่าคนเหล่านี้ทำเรื่องให้อยู่นอกเหนือคำสั่งของคุณนั่นเป็นปัญหาร้ายแรงขนาดไหนลองคิดดูสิครับถ้าเขาไปทำอะไรไม่ดีขึ้นมาอาจถูกข้อหากบฏได้โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยนะครับ ดังนั้นนอกจากการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณแล้วจะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมด้วยดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำจริง ๆ ก็คือ ฆ่าพวกเขาให้หมดครับ”
กิลเบิร์ตเถียงไม่ออกเพราะสิ่งที่เออร์วินพูดก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แต่คนเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขานึกจะฆ่าก็ฆ่าได้ สาเหตุก็เพราะพวกเขาเป็นคนของพ่อเขาถ้าต้องฆ่าคนพวกนี้จริง ๆ แม้จะบอกไปว่าที่ทำไปก็เพื่อปฏิเสธว่าเขาเป็นคนสั่งการให้คนพวกนี้ทำการขืนใจหญิงสาว ในทวีปอาร์เคนัสเรื่องแบบนี้จะมีเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่เหล่าคนที่เกิดพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยต้องกลายเป็นเหยื่อของผู้ที่มีพลังเวทย์ที่แข็งแกร่งกว่าดูได้จากโซอี้ที่เรเวนได้ช่วยเอาไว้ แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะรับเรื่องแบบนี้ได้และสำหรับกิลเบิร์ตที่ต้องการเข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธ เขาไม่กล้าเสี่ยงให้เธอรู้เรื่องนี้เด็ดขาดแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลในการฆ่าคนพวกนี้โดยพลการ
เออร์วินเห็นกิลเบิร์ตเงียบไปเขาก็ทำเป็นถอนหายใจพูดว่า
“ขอโทษด้วยนะครับผมเข้าใจผิดไปเอง”
“...?” กิลเบิร์ตยืนงงไม่เข้าใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเออร์วิน แล้วก็เห็นเออร์วินยิ้มให้เขาพูดอีกว่า
“ดูเหมือนว่าคุณกิลเบิร์ตจะยังไม่เคยฆ่าใครสินะครับไม่ต้องห่วงหรอกนะครับการฆ่าคนมันไม่ได้ยากขนาดนั้นผมจะแสดงให้คุณดูนะครับ”
พูดจบก็เดินไปทางคนที่ใส่ชุดเกราะคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด กิลเบิร์ตมองตามหลังเออร์วินด้วยความไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร
เออร์วินเดินพลางผิวปากพลางอย่างสบายอารมณ์ส่วนมือของเขาก็เปิดส่วนบนของปืนในมือขวาก่อนจะบรรจุคริสตัลสีเหลืองลงในช่องแล้วปิดฝา เมื่อเขาเดินมายืนตรงหน้าชายใส่เกราะคนนั้น เพราะว่าอีกฝ่ายใช้สายตามองมาทางเขาด้วยความดูแคลน ตอนแรกชายคนนี้ก็เหมือนคนในชุดเกราะคนอื่น ๆ ที่โกรธแค้นเรเวนที่สังหารเพื่อนเขาไปต่อหน้าต่อตา แต่ติดที่กิลเบิร์ตลูกชายของเจ้านายเขากลับพูดจากับเด็กคนนี้ด้วยความสุภาพ พวกเขาจึงยับยั้งชั่งใจไม่ให้ลงมือ แต่จากท่าทีของกิลเบิร์ตอายุของเด็กผู้ชายคนนี้บวกกับรูปร่างหน้าตาที่มีผมสีดำนัยน์ตาสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ พวกเขาก็พอเดาความเป็นมาของเด็กผู้ชายคนนี้ได้
เห็นเออร์วินยืนตรงหน้าเขาทั้งยังยิ้มให้เขา แม้ว่าในสายตาเขาอีกฝ่ายจะเป็นแค่เศษขยะแต่ด้วยฐานะของทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถถากถางได้ เขาพยายามปั้นยิ้มบนใบหน้าแต่ไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร เออร์วินจ่อปลายกระบอกปืนไปที่ตรงนั้นของเขาแล้วลั่นไกทันที
ไร้ซึ่งเสียงปืนที่เขาคุ้นเคยไม่มีแรงถีบอย่างที่คุ้นชิน แสงสีเหลืองพุ่งออกจากปากกระบอกปืนเข้าใส่เป้าหมายทันใดนั้นเลือดก็สาดกระจาย ชายคนนั้นทรุดลงกับพื้นมือทั้งสองข้างกุมไว้ที่ตรงนั้น เออร์วินหันปากกระบอกปืนไปที่หน้าของชายคนนั้นซึ่งไร้สิ่งปกปิดจากหมวกเกราะแล้วลั่นไกอีกหนึ่งที เลือดสาดกระจายออกมาตามด้วยร่างไร้วิญญาณของชายคนนั้นล้มลงกับพื้น
ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณหลายคนแทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น เพียงแค่ไม่ทันไรก็มีคนตายต่อหน้าต่อตาแล้วสองคน คนหนึ่งด้วยน้ำมือของเรเวนแต่อีกคนกลับตายด้วยน้ำมือของเจ้าชายขยะ
หลายคนต่างมีสีหน้าที่มีการแตกต่างพวกของเจคแม้จะรู้ว่าเออร์วินมีความสามารถ ดูได้จากการที่วิ่งตามพวกตนในวันที่ต้องออกกำลังกาย ทั้งที่พวกตนนั้นเหนื่อยปานจนจะขาดใจแต่คนที่วิ่งตามพวกเขาอย่างเออร์วินกลับเดินตัวปลิวหลังจากที่วิ่งเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่พวกเขาได้เจอกันวันแรกก็มีเหตุการณ์คล้ายแบบนี้แต่ต่างกันตรงที่เออร์วินมากับเรเวนแค่สองคนเท่านั้น แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นเออร์วินฆ่าคน เจคที่ยังคงขยับไปไหนไม่ได้เพราะศรน้ำแข็งยังคงตรึงเขาไว้กับพื้นได้มองมาทางเออร์วินสายตาของเขาปรากฏความรู้สึกหลายอย่างปนเปกัน
กิลเบิร์ตได้แต่ยืนนิ่งเขาสงสัยในสิ่งที่เห็นว่านี่มันอะไรกัน นึกจะฆ่าก็ฆ่าง่ายขนาดนี้เลยเหรอ ส่วนชาลีฟเริ่มมองมาทางเออร์วินความระแวดระวังปรากฏในแววตา ส่วนพวกคนที่ใส่ชุดเกราะต่างมองมาทางเออร์วินด้วยแววตาที่โกรธแค้นจากการตายของเพื่อน แต่ติดที่ฐานะของอีกฝ่ายบวกกับการที่กิลเบิร์ตยังไม่มีคำสั่งทำได้แค่ให้เขาเก็บความโกรธแค้นไว้
ส่วนเรเวนกลับได้รับผลกระทบมากที่สุดเธอจ้องไปยังเออร์วินแต่สายตาของเธอคล้ายกับว่าเธอเพิ่งได้รู้จักเขา ด้วยความที่เธอเป็นมือสังหารย่อมรู้ดีว่ารสชาติของการฆ่าคนมันเป็นยังไง มันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เหมือนที่พวกขี้โอ่ตามบาร์เหล้าคุยกัน สิ่งเกี่ยวกับเออร์วินที่เธอรู้ก็คือชอบวางแผน ทำอาหารเป็น มีทักษะการต่อสู้ที่เธอไม่เคยเห็นเคยรู้จัก มักจะพูดคำศัพท์แปลก ๆ อยู่เสมอ และที่สำคัญมักจะยิ้มอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเผชิญสถานการณ์แบบไหน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาลงมือฆ่าคน
ในบรรดาทุกคนในที่นี้มีเพียงแค่เรเวนที่สังเกตสิ่งหนึ่งที่คนอื่นไม่สังเกตเห็น ตั้งแต่ต้นจนจบสีหน้าของเออร์วินไม่มีเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยการกระตุกสักนิดก็ไม่มี ราวกับว่าเขาได้กำจัดสิ่งไร้ค่าไปแค่ชิ้นหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้เธอสงสัยว่าอะไรกันที่สร้างเด็กแบบนี้ขึ้นมาได้
เออร์วินเดินกลับมายืนตรงหน้ากิลเบิร์ตบอกเขาว่า
“เห็นไหมครับว่ามันช่างง่ายจะตาย”
กิลเบิร์ตเห็นเด็กผู้ชายตรงหน้ายังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนกับว่าสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปเป็นเพียงการทานอาหารหรือไม่ก็หายใจเท่านั้น ทันใดเขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกพร้อมกับความรู้สึกพะอืดพะอม ขณะที่กิลเบิร์ตไม่รู้จะตอบยังไงชาลีฟก็ทำการคลายเวทย์มนต์จำแลงอสูรเดินมาหาเออร์วินกับเพื่อนเขาแตะฝ่ามือที่อกขวาแล้วค้อมกายลง
“กระหม่อมชาลีฟขอทำความเคารพเจ้าชาย”
เออร์วินมองชาลีฟที่ตอนนี้ไม่ใช่ครึ่งคนครึ่งลิงด้วยความสงสัยถามไปว่า
“คุณคือกอริลลาตัวนั้น?”
หน้าของชาลีฟกระตุกทันทีที่ได้ยินคำถามก่อนจะตอบว่า
“เป็นกระหม่อมเองไม่ทราบว่าเจ้าชายพอจะผ่อนปรนให้กับ...”
ชาลีฟกำลังออกหน้าให้กิลเบิร์ตเออร์วินก็ตัดบทว่า
“สักครู่นะครับ”
แล้วเขาก็หันหลังทำการเหน็บปืนเวทย์มนต์กับรักแร้แล้วทำท่าคุ้ยอะไรบางอย่างก่อนจะร้องออกมาว่า
“เจอแล้ว”
แล้วก็หันหน้ากลับมาพร้อมกับถือกล้วยหอมลูกโตไว้ในมือชาลีฟที่เห็นดังนั้นก็หน้ากระตุกอีกรอบเพราะเขาพอจะเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร แล้วก็ไม่ผิดจากที่คาดเออร์วินยื่นกล้วยหอมให้เขาถามว่า
“กินกล้วยมั้ยครับ”
ทุกคนในบริเวณต่างพากันนิ่งรอบที่สอง ทุกคนต่างพากันคิดไปทางเดียวกันว่า
‘ไอ้หนูนี่ตายแน่’
‘สุดท้ายก็เป็นแค่เด็กสิบขวบถึงได้เข้าใจว่าฐานะเจ้าชายจะปกป้องตนได้ทุกสถานการณ์’ กิลเบิร์ตคิดในใจก่อนจะกระหยิ่มยินดี จริงอยู่ที่เขาไม่สามารถลงมือกับอีกฝ่ายได้แต่กับชาลีฟนั้นเป็นอีกเรื่อง เพราะหากชาลีฟลงมือทำจริง ๆ ก็แค่หนีกลับเมืองของตัวเองไป ถึงยังไงไพร์ล็อกก็เล็กเกินกว่าจะไปทวงความยุติธรรมจากอาณาจักรอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นสายปลายเหตุเกิดจากการยั่วโมโหอีกฝ่ายของเจ้าชาย และอาณาจักรคู่กรณีก็เป็นอาณาจักรพันธมิตรที่เคยร่วมต่อต้านการรุกรานของอาณาจักรดราโกวิชมาด้วยกัน ดังนั้นกิลเบิร์ตจึงต้องการให้เออร์วินทำการยั่วยุอีกฝ่ายต่อไปจนชาลีฟลงมือ เพราะสหายของเขาผู้นี้เป็นคนเย่อหยิ่งไม่มีทางทนการยั่วยุได้ และเมื่อเจ้าชายขยะคนนี้จบชีวิตลงแล้วเขาก็จะฆ่าทุกคนในที่นี้ให้หมด เพราะการที่คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะต้องจบชีวิตเพียงเพราะการเล่นสนุกของคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าเป็นเรื่องปกติในทวีปอาร์เคนัส
กิลเบิร์ตคิดวางแผนในหัวเสร็จสรรพก่อนจะมองไปยังเรเวนด้วยแววตาที่ร้อนผ่าว เขาตัดสินใจว่าเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคำนวณ เขาจะไว้ชีวิตเธอแล้วทำให้เธอเป็นของเขาทั้งกายและใจ
เรเวนคล้ายไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมาของกิลเบิร์ต เธอเพียงแค่จ้องมองเออร์วินด้วยความสงสัย
เออร์วินเห็นอีกฝ่ายเงียบไม่พูดอะไรจึงถามอีกครั้งว่า
“ว่าไงครับกินกล้วยมั้ยครับ? ของชอบไม่ใช่เหรอครับ?”
ชาลีฟหรี่ตามองเออร์วินก่อนจะพูดว่า
“เจ้าชายเออร์วินดูท่าท่านยังไม่เคยออกไปนอกกำแพงเมืองไพร์ล็อกสินะ ถึงได้ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร”
เออร์วินทำตาโตจ้องมองชาลีฟด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะมองกล้วยในมือตนเองด้วยความลำบากใจ ขณะที่ทุกคนพากันคิดว่าเจ้าชายเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่ากำลังเล่นกับอะไร เออร์วินกลับเงยหน้าจ้องมองชาลีฟแล้วพูดออกไปว่า
“ข้างนอกมีกอริลลาเต็มไปหมดเลยเหรอครับ ขอโทษด้วยครับเพราะผมไม่ทันคิดดังนั้นกล้วยแค่ลูกเดียวคงกินไม่ได้กันทุกคนสินะครับ”
รอบนี้ทุกคนพากันอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกพากันคิดในใจว่า
“เจ้าหนูนี่ตายแน่”
กิลเบิร์ตนึกยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่นเอาแต่ร้องในใจว่า
“พูดอีก พูดอีก พูดอีก”
กิลเบิร์ตกำหมัดแน่นคล้ายกำลังอดทนอดกลั้นอยู่ ในสายตาของเขาเออร์วินก็เป็นแค่เศษขยะ เขาได้รู้มาจากสหายของเขาว่าเจ้าชายผู้นี้ก็เหมือนเหล่าผู้คนในสลัมเป็นของที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องที่นอกจากฐานะเจ้าชายแล้วก็ไม่มีอะไรเลย การที่เขายังอดทนอยู่ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวหรือเห็นแก่หน้าอีกฝ่าย แต่เพราะเห็นแก่เพื่อนของเขาต่างหาก ไม่อย่างนั้นเขาคงฆ่าอีกฝ่ายตั้งแต่ที่เรียกเขาว่ากอริลลาแล้ว แต่ไม่วายเออร์วินยังพูดอีกว่า
“คุณไม่ต้องห่วงนะครับเพราะกล้วยเนี่ยผมมีเยอะเลยดังนั้นคุณทานได้ตามสบายเลยนะครับว่า แต่คุณพอจะบอกผมได้ไหมครับว่าเจ้าสาวของคนเนี่ยเป็นกอริลลาตัวไหนเหรอครับพอจะแนะนำให้รู้จักได้ไหม แล้วฤดูผสมพันธุ์ของพวกคุณนี่เป็นช่วงไหนครับ ปกติคุณนอนบนต้นไม้หรือนอนพื้นครับ”
จูนกับอันนาที่เห็นเหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ก็รู้สึกตื่นตระหนกแทนเออร์วิน จูนถามอันนาว่า
“เอ่ออันนาคุณเออร์วินเขาคิดจะทำอะไรกันแน่คะ” ความจริงจูนได้รู้จากอันนาแล้วว่าเออร์วินเป็นเจ้าชาย แต่เธอกลับเรียกว่าคุณเออร์วินแต่เมื่อเจ้าตัวไม่ทักท้วงเธอจึงยังคงเรียกเขาเช่นเดิม
“ฉันเองก็ไม่รู้เช่นกัน”
จูนหันไปบอกเรเวนว่า
“เอ่อ.. คุณเรเวนคะไปบอกให้คุณเออร์วินหยุดยั่วโมโหอีกฝ่ายดีกว่าไหมคะ”
แต่เรเวนกลับเงียบไม่ตอบคำสองสาวจึงได้แต่มองหน้ากันด้วยความลำบากใจ เออร์วินพูดหนึ่งครั้งสีหน้าของชาลีฟก็เข้มขึ้นหนึ่งส่วนจนในที่สุดหน้าของเขาก็แดงด้วยเพลิงโทสะที่อัดแน่นในอกจนทนไม่ไหวกระชากเสียงว่า
“หุบปากเน่า ๆ ของแกซะไอ้เศษขยะ”
เออร์วินนิ่งไปทันทีขณะที่หลายคนคิดว่าเด็กชายคงกลัวจนฉี่ราดแล้ว แต่เออร์วินกลับทำหน้าตื่นตาตื่นใจแบบเด็ก ๆ ร้องว่า
“นั่นมันกอริลลาคำรามใช่ไหมครับสุดยอดไปเลยนะครับ แล้วการทุบหน้าอกล่ะครับไม่ทำแล้วเหรอ นี่ ๆ ทำให้ดูหน่อยได้ไหมครับ นะนะนะ ผมอยากเห็น...”
ก่อนที่เออร์วินจะพูดจบในที่สุดชาลีฟก็ทนไม่ไหวกระชากเสียงว่า
“ก็บอกให้หุบปาก”
พร้อมกับหมัดของเขาที่ขยายขนาดกลายร่างเป็นแขนของกอริลลาทำการเงื้อหมัดขึ้นแล้วต่อยลงมายังตำแหน่งที่เออร์วินยืนอยู่อย่างดุดัน เรเวนที่เห็นเหตุการณ์เตรียมจะใช้เคลื่อนย้ายผ่านเงาเพื่อช่วยเออร์วินออกมา แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไรเธอกลับเห็นเออร์วินถอยหลังสองก้าวอย่างใจเย็นเป็นการหลบหมัดที่ซัดเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียด
การเคลื่อนไหวนั้นดูเหมือนเรียบง่ายแต่แท้จริงนั้นไม่ได้ง่ายแบบนั้นแน่ ทั้งจังหวะการก้าวทั้งทิศทางที่ก้าวไปล้วนพอดีเป็นที่สุด เพราะไม่เพียงแต่หลบการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้อย่างฉิวเฉียดแต่ยังสามารถสวนคืนในจังหวะที่ศัตรูไม่ทันตั้งตัวได้อีกด้วย เรเวนพบว่าในตอนที่เออร์วินสู้กับเจคเขาก็เคลื่อนไหวแบบนี้แต่เพราะตอนนั้นเธอสนใจแต่ทักษะการใช้เรเปียร์ของเขาเท่านั้น เรเวนเริ่มตั้งคำถามว่าถ้าเธอสามารถเคลื่อนไหวแบบนี้ได้ในตอนที่เธอสู้กับหุ่นไม้ในวันนั้นผลลัพธ์จะต่างหรือไม่
เออร์วินหลบหมัดขนาดใหญ่ได้อย่างฉิวเฉียดพลางโยนกล้วยหอมในมือลงพื้นแล้วใช้ปืนเวทย์ยิงไปที่แขนอย่างจังสองนัดเกิดเป็นแผลขนาดใหญ่ ชาลีฟโมโหยิ่งกว่าเดิมฟาดแขนอีกข้างใส่เออร์วินแต่เขาอาศัยการก้าวเท้าที่แยบยลหลบรอดได้อย่างฉิวเฉียดแล้วยิงปืนไปที่แขนข้างนั้นจนเกิดเป็นแผลฉกรรจ์อีกข้าง
ชาลีฟที่ตอนนี้โทสะบังตาจนไม่สนอะไรทั้งนั้นหมัดขวาของเขาซัดเข้าที่เออร์วินอย่างรวดเร็วและรุนแรง แต่เออร์วินกลับเบี่ยงตัวหลบออกข้างได้อย่างแยบยล ก่อนที่เขาจะยิงซ้ำที่แผลเดิมพบว่าแผลนั้นเลือดหยุดไหลแล้วและมีร่องรอยการสมานตัวเองของแผลอย่างช้า ๆ หนึ่งในความสามารถที่จัดว่าโกงที่ใช้ได้ของพวกผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูร การสมานบาดแผลหรือการเยียวยาตนเอง
เออร์วินยังคงยิ้มเหมือนทุกทีแต่แทนที่เขาจะยิงไปที่แผลเดิมเขากลับหันลำกล้องไปยังตาขวาของชาลีฟแล้วลั่นไกหนึ่งที
“อ๊าก!!!”
ชาลีฟร้องลั่นยกมือกุมตาขวาของตนเองแล้วดิ้นพล่านไปมาไม่หยุด ภาพที่เห็นนั้นสร้างความงุนงงให้กับทุกคนไม่น้อยโดยเฉพาะกิลเบิร์ตที่หวังจะได้เห็นร่างของเออร์วินแหลกเละ ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นแม้แต่เหล่าคนที่สวมชุดเกราะก็เช่นกัน
เออร์วินผิวปากเป็นเพลงจิงเกิลเบลพลางเดินไปหาชาลีฟอย่างใจเย็น ส่วนมือของเขานั้นก็เปิดฝาบนของปืนเวทย์มนต์เอาคริสตัลสีเหลืองออกมาจากปืนพบว่าตอนนี้ขนาดของคริสตัลสีเหลืองมีขนาดหดลงเล็กน้อย แล้วเขาใส่คริสตัลสีแดงกลับเข้าไปแล้วปิดฝา
ชาลีฟที่ตอนนี้เริ่มสงบลงเล็กน้อยแม้ว่าจะยังคงร้องอย่างเจ็บปวดแต่ก็เริ่มดิ้นพล่านน้อยลง เขาพยายามฝืนลุกขึ้นมานั่งก้มหน้าโดยที่มือเขายังกุมเบ้าตาที่ถูกยิงไว้ ตาอีกข้างฉายแววดุร้ายของสัตว์ป่าออกมาตั้งใจว่าจะต้องฉีกเออร์วินให้เป็นชิ้นให้ได้ ทว่าหูเขาก็ได้ยินเสียงผิวปากเป็นเพลงที่เขาไม่รู้จักตรงหน้าเขา เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็พบเออร์วินยืนตรงหน้าทั้งยังยิ้มให้เขา แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรอีกฝ่ายยัดปลายกระบอกปืนเข้ามาในปากเขาก่อนจะลั่นไกรัวห้าครั้งติด