รูปลักษณ์ของซีซ่าได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของกวี เขาคือคู่ต่อสู้คนต่อไป
กระทั่งชายผู้นี้ก็กำลังดูถูกกวี ต่อหน้าศัตรูที่มีดาบเหล็กกล้าแหลมคม ทว่าตัวมันกลับไร้ซึ่งอาวุธใด ๆ อยู่ในมือ
“นี่คุณคิดจะต่อสู้กับผมด้วยมีเปล่ารึไงครับ ?”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยถาม เขารู้สึกเจ็บใจที่ใคร ๆ ต่างก็เอาแต่ออมมือให้
“ข้ามีศาสตร์เฉพาะลำดับที่เจ็ดร้อยเก้าสิบแปด ชื่อว่าศาสตร์แห่งนักสู้เืะเิซึ่งเหมาะสำหรับการต่อสู้ด้วยมือเปล่า สองหมัดของข้าก็เปรียบดังได้ดาบเล่มหนึ่ง”
ซีซ่ากล่าวพร้อมกำหมัดขวาแน่น
ศาสตร์ของมันอาจมีพลังอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับศาสตร์ของสามผู้กล้า ทว่ามันกลับถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนและมากล้น
“ท่านกวี รับนี่ไปครับ !!”
เสียงของโอเกอร์ดังก้องกังวานพร้อมดาบเล่มใหม่ได้ถูกโยนมาให้
กวีพลันเร่งคว้าดาบมาอยู่ในสองมือ แววตาของเขาจดจ่ออยู่เพียงศัตรู ท่าทีตั้งมั่นเตรียมพร้อมเข้าจู่โจม
ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองหน้ากัน ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ หยาดเหงื่อได้หลั่งไหลอาบแก้มของกวี ความกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของอีกฝ่ายช่างมีมากมายยากเกินต้านทาน เพียงได้ประจันหน้ากันก็เปรียบได้ดังการตกลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังอันลึกล้ำไร้ที่สิ้นสุด
.
< เอาไงดีล่ะ ตอนนี้แผนเดิมคงใช้ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน ซีซ่ามันไม่ได้โง่เหมือนเ้าคนก่อน และดู ๆ แล้ว ด้วยประสบการณ์ของมัน การจะปั่นหัวด้วยคำพูดก็ลืมไปได้เลย ช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าเราคงต้องพุ่งเข้าไปการต่อสู้ซึ่ง ๆ หน้าแล้วสินะ >
.
กวีเร่งเค้นสมองเพื่อครุ่นคิด การต่อกรกับซีซ่ายิ่งทวีระดับความยากอีกหลายเท่า แม้ว่ามันจะปรากฏตัวโดยปราศจากอาวุธในมือ กระนั้นในขณะเดียวกันมันกลับไร้ซึ่งจุดบอดใด ๆ
“ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนและให้แกโจมตี”
ริมฝีปากของซีซ่าได้สั่นไหวพร้อมกล่าวถ้อยคำออกมา พลันสิ้นเสียงของมัน สีหน้าของกวีและทุกคนพลันแปรเปลี่ยนไปเป็ความตกตะลึง
“เ้าบ้านี่..”
ความสงสัยได้ผุดขึ้นมาในหัวของกวีมากมายราวกับดอกเห็ด สิ่งที่มันกล่าวเป็เพียงถ้อยคำล่อหลอก หรือมันอาจแค่มั่นใจในตัวเองว่าศัตรูจะไม่มีทางโค่นล้มมัน
“แล้วจะให้เชื่อได้ยังไงว่าคุณจะไม่โจมตีสวนกลับมาหากผมพุ่งเข้าไปจู่โจมคุณ ?”
ได้ยินคำพูดของกวี ซีซ่าจึงยกยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่แยแสพลางพูดขึ้น
“ก็เหมือนกับที่ผ่านมา ข้าไม่มีสิ่งใดจะมายืนยันคำพูดของตัวข้าเองทั้งนั้น ทุกสิ่งล้วนถูกกล่าวออกมาจากใจ และคนที่จะตัดสินว่าเชื่อได้หรือไม่ได้ ก็มีแค่ตัวแกเอง”
ช่างไร้ซึ่งหนทางคาดเดา ยอมไม่มีทางที่เขาจะยอมเชื่อใจพวกโจรใจคดเช่นซีซ่า
กวียกดาบขึ้นมาพลางเพ่งสายตาจ้องมอง ทุกการกระทำและการตัดสินใจปรากฏขึ้นบนดวงตา เท้าซ้ายของเขาได้ยืดออกไปข้างหน้า มือขวาถือดาบเหยียดยาวออกไปด้านหลัง เพียงไม่นานดาบในมือจึงถูกขว้างออกไปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี
“ซุ่ม !!”
ดาบเหล็กกล้าพุ่งทะยานไปยังเป้าหมาย ตรงปลายแหลมใกล้จะทิ่มแทงกลางอกของศัตรูเพื่อดับลมหายใจของมันให้สิ้นลง
ก็ควรจะเป็อย่างนั้น..
“ทำไมกัน ?!!”
แววตาของกวีฉายแววความตกตะลึง ปลายแหลมของดาบมิได้ทิ่มแทงกลางอกของศัตรู เพราะก่อนที่มันจะเข้าเชือดเฉือนเพียงชั่วครู่เดียว หากแต่ว่าออร่าสีแดงปริศนากลับปกคลุมทั่วกายพร้อมปัดป้องการโจมตี
“นับว่าเป็เหล็กที่ไม่เลว”
ซีซ่าก้มเก็บดาบขึ้นมาและโยนมันกลับคืนให้แก่กวี คมดาบได้ร่วงหล่นและปักลงสู่พื้นทรายตรงหน้าเขา
มิได้มีเพียงแค่กวี เพราะแม้กระทั่งโอเกอร์เองกลับมีดวงตาเบิกกว้างมิได้แตกต่างกัน
“เ้าหมอนี่ ถึงมันจะบอกว่าเคยเป็นักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่ห้าก็เถอะ แต่ความแข็งแกร่งของร่างกายกับพลังมานามันเกินคนธรรมดาไปแล้ว”
เสียงว่ากล่าวของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมาพร้อมความตกตะลึง แม้ว่าเขาจะเคยเป็ถึงอดีตนักบุกเบิกระดับทอง กระนั้นเขากลับชื่นชมศัตรูว่ามีระดับเทียบเคียงกัน!
“เวรล่ะสิ แล้วเราจะเอาชนะมันยังไงดีล่ะเนี่ย..”
กวีเผยยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมก้มหยิบดาบขึ้นมา ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่ถือครองความแข็งแกร่งระดับพระกาฬ ลำพังเพียงความสามารถของคนธรรมดาย่อมไม่มีทางคว้าชัยมาอยู่ในมือ
“เ้าหนู ดูจากที่แกสามารถใช้ทักษะลึกลับในการต่อสู้ครั้งก่อน แสดงว่าแกเองก็ผ่านพิธีกรรมแห่งเลือกสรรและได้รับสมุดนิทานมาแล้วสินะ ว่าแต่ทำไมแกถึงไม่ใช้มานาในการต่อสู้ล่ะ ?”
คำถามของซีซ่าได้ฉุกเอาความสงสัยในหัวให้เพิ่มทวีคูณ “หมายความว่าไง ไม่ใช่ว่ามานามีไว้สำหรับการใช้งานทักษะลึกลับรึไง ?” กวีเร่งเปล่งวาจาเพื่อเอ่ยถามออกไปด้วยความไม่รู้
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของซีซ่าพลันเจือแววงุนงงทำให้เขาจำต้องครุ่นคิด
เพียงไม่นานริมฝีปากก็ขยับยกขึ้นสูงและแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม
“อย่างนี้นี่เอง แสดงว่าเ้าโอเกอร์คงไม่ได้สอนทักษะการเคลือบมานาให้กับแกสินะ ทั้ง ๆ ที่เป็ถึงนักอดีตบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง แต่เ้านี่มันช่างสะเพร่าจริง ๆ”
ทุกสายตาต่างเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่เพียงแค่กวี เพราะแม้กระทั่งแอนนาและพวกพ้องของเธอ พวกเขาทุกคนล้วนมิได้เข้าใจในสิ่งที่ซีซ่าพึ่งพูดออกมา
“โอเกอร์ เ้านั่นมัน้าสื่ออะไรกันแน่คะ ?”
แม้ว่าแอนนา้าใคร่รู้อย่างถึงที่สุด ทว่าสีหน้าของโอเกอร์กลับบึ้งตึงพร้อมอัดแน่นไปด้วยความเครียด
“การเคลือบมานาถือเป็ทักษะพื้นฐานสำหรับนักบุกเบิกที่มีประสบการณ์ครับ แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะใช้งานได้อย่างชำนาญขนาดนี้ หรือหากจะให้พูดในอีกความหมาย ศัตรูที่ท่านกวีกำลังเผชิญหน้าอยู่ถือเป็ยอดฝีมือผู้ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเลยทีเดียว”
แววตาเหลือบตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มองเขาอย่างแปลกใจ คำกล่าวเมื่อครู่ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความเขลาของตน
ในความเป็จริง นอกเหนือไปจากศาสตร์เฉพาะที่ถือเป็เงื่อนไขขั้นพื้นฐานสำหรับนักบุกเบิก ทักษะการเคลือบมานาก็นับได้เป็เคล็ดวิชาสำคัญสำหรับผู้ที่้าความก้าวหน้าในอาชีพ
เมื่อใครก็ตามผ่านพิธีกรรมแห่งการเลือกสรร ในกายของพวกเขาจะก่อกำเนิดพลังงานขึ้นมาสองชนิด หนึ่งคือพลังงานชีวิต และสองคือพลังงานมานา
แรกเริ่มเดิมทีมานามิได้เป็พลังงานที่มีประโยชน์ ยกเว้นเพียงในกรณีที่คนผู้นั้นได้รับสมุดนิทานหลังผ่านพ้นพิธีจุติ
คนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจว่าการมีอยู่ของมานาก็เพื่อใช้งานทักษะลึกลับ ทว่ามันกลับเป็ความเข้าใจแบบผิดๆ มีเพียงผู้ที่ศึกษาศาสตร์การต่อสู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ที่จะล่วงรู้ถึงวิธีการใช้งานมานาในอีกรูปแบบ
“เอาล่ะเ้าหนู ข้าจะบอกเคล็ดลับการเคลือบมานาให้ฟังแบบง่ายๆ” เมื่อนั้นเสียงของซีซ่าพลันถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยพูดอีกครั้ง “ก่อนอื่นเลย แกจะต้องััถึงการไหลเวียนของพลังงานให้ได้เสียก่อน จินตนาการถือเป็สิ่งสำคัญ จงทำจิตใจให้สงบ และจดจ่อไปยังจุดจุดเดียวเพื่อรีดเค้นพลังออกมา”
มันเผยยิ้มพลางเอื้อมมือออกมาเบื้องหน้า พลังงานประหลาดพลันเริ่มต้นปรากฏออกมาอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานออร่าสีแดงได้เคลือบกำปั้นขวาพร้อมแผ่ขยายรังสีอำมหิตไปทั่วทั้งบริเวณ
กวีเร่งทดลองทำดั่งที่มันบอก
ช่างน่าประหลาด แม้ว่านี่จะเป็ครั้งแรกที่ได้รู้จัก กระนั้นเขากลับรู้สึกคุ้นชินมาจากที่ใดสักแห่ง
กวียื่นมือออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ ปิดลงไป พร้อมในใจได้จินตนาการถึงการไหลเวียนของพลัง
.
< เราเห็นสายน้ำ.. >
.
< ช่างเบาหวิวราวกับว่าเรากำลังโบยบินอยู่บนห้วงอากาศ.. >
.
< และตอนนี้เรากำลังปลดปล่อยร่างกาย.. >
.
< ให้เป็อิสระ >
.
ในเสี้ยววินาทีอันน้อยนิดที่ราวกับว่าห้วงเวลาได้หยุดลง ในขณะที่ซีซ่ากำลังเพ่งสายตาจดจ้องไปที่เรือนร่างของกวี ขนทั่วกายของเขากลับลุกขึ้นตั้งชันอย่างพร้อมเพรียง ช่างน่าอัศจรรย์ใจ พลังงานสีเทาได้เข้าปกคลุมมือขวาของกวี จากที่ก่อนหน้าไม่เคยมีสิ่งใดอยู่เลย
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ราวกับการตื่นนอนจากการหลับใหลอันยาวนาน สมองของเขาในยามนี้ช่างรู้สึกว่างเปล่าและปลอดโปร่งยิ่งกว่าเช้าไหน ๆ
“ยอดเยี่ยมมาก! เ้าหนู แกเป็ตัวอะไรกันแน่วะ !!”
สีหน้าของซีซ่าแลดูตกตะลึงจนดวงตาแทบจะถลนทะลักออกมา ทว่าในขณะเดียวกันมันกลับเผยรอยยิ้มออกมาราวกับว่ามันกำลังพึงพอใจ
แม้แต่โอเกอร์ยังรู้สึกแปลกใจ ตัวเขากว่าจะฝึกฝนจนช่ำชองและชำนาญเทคนิคการเคลือบมานา วันเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วเกือบสองปี ทว่ากวีกลับสำเร็จวิชาได้ในไม่กี่นาที นับว่าพร์ของเขาช่างมากมายมหาศาลยิ่งนัก!
โอเกอร์ได้คาดเดาเอาไว้ก่อนแล้ว ในยามที่เขาแอบมองกวีต่อสู้กับกองทัพแห่งความตายจากมุมมืด นั่นคือครั้งแรกที่กวีล่วงรู้ถึงเทคนิคเคลือบมานา
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งที่โอเกอร์คาดเดาล้วนแล้วผิดมหันต์
.
< แปลกจริงๆ ทำไมเราถึงรู้สึกว่าคุ้นเคยกับไอ้การเคลือบมานาชะมัด เราไปเคยเรียนมาจากที่ไหนกันนะ ถ้าจำไม่ผิด.. >
.
< ก็คงจะเป็สมัยเด็กล่ะมั้ง >
.
ความทรงจำในหัวช่างเลือนราง ทว่ายามนี้ตัวเขายังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ
กวีหยุดยั้งความคิด มุมปากเผยยิ้มออกมาอย่างน่าสะพรึงราวกับปีศาจร้าย
“ช่างหัวมันสิวะ ไอ้เื่พรรค์นั้นน่ะ”