ตอนที่ 4 ไร้เวทมนต์!?
วันถัดมารองเ้าวิหาร ธาร์รอนคาเตอร์กลับมาจากศาสนกิจก็รีบเข้าเยี่ยมดาเรนทันทีเนื้อหาที่พูดคุยส่วนใหญ่จะเป็คาเตอร์เล่าถึงเทวะตำนานและพยายามกล่าวสรรเสริญทวยเทพทุกครั้งที่มีโอกาสราวกับจะฝากฝังคำเยินยอประจบประแจงเ่าั้ผ่านดาเรนให้ไปถึงหูเหล่าทวยเทพจนดาเรนได้แต่ลอบยิ้มแห้งในใจตลอดการสนทาดูท่าความเข้าใจผิดจะขยายวงกว้างเกินการควบคุมเสียแล้ว
เฮ่อออ...ดาเรนถอนหายใจเฮือกใหญ่ลับหลังคาเตอร์จากไป คงต้องหาหนทางบอกความจริงโดยเร็วหรือไม่ก็หาแผนรับมือถ้าจำเป็ต้องสวมรอยจริงๆ
เพื่อตามน้ำให้สมบทบาท ตลอดเวลาเกือบทั้งสัปดาห์ดาเรนขลุกอยู่แต่ในห้องกับกองหนังสือพะเนินเทินศึกษาเทวะตำนานและประวัติศาสตร์จากทุกบันทึกที่หาได้ โดยมีหญิงรับใช้ส่วนตัวคอยไปหยิบยืมหนังสือจากห้องสมุดในตัวเมืองมาให้
อันที่จริงต้องเรียกว่า เด็กหญิงเสียมากกว่า เพราะด้วยวัย 14 ปีเธอเป็เด็กตัวเล็กแก่นแก้วช่างพูดคนเดียวกับที่โพลงถามนู่นถามนี่ั้แ่วันที่เขาฟื้นขึ้นมาตอนนี้ยิ่งสนิทคุ้นเคยเธอยิ่งซักไซร้เื่ราวเกี่ยวกับดินแดนเบื้องบนทุกเช้ากลางวันเย็น
เมื่อครั้งแรกที่ชายหนุ่มอ่อมแอ่มว่าจำอะไรไม่ได้เลยเด็กหญิงถึงกับหน้าเสียน้ำใส่คลอขึ้นในดวงตาก่อนจะวิ่งลับสายออกไปจากห้องผ่านไปครึ่งวันตัวเล็กเร่งกลับมาในสภาพผมแดงที่ปกติยักศกยิ่งฟูฟ่องยุ่งเหยิงใบหน้าตกกระชุ่มด้วยเหงื่อไคลแต่ยังเปื้อนรอยยิ้มกว้างไม่ยอมหุบแขนน้อยโอบอุ้มหนังสือเล่มโตเกือบสิบหนักหนาสุดสามารถที่เธอแบกกลับมาได้
“แคร์เธอไปทำอะไรมาเนี่ย” ดาเรนกระโจนลงจากเตียงรีบไปรับหนังสือจากมือของเด็กหญิงหัวแดง
“... เทพนิยายเ้าค่ะ เผื่อ... ทา ท่านอ่าน แล้วจะจำได้”หลังจากส่งหนังสือให้ดาเรน แคร์ก็ทิ้งตัวลงนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นอย่างหมดสภาพ แล้วพยายามตอบดาเรนทั้งที่ยังเหนื่อยหอบ
ดาเรนยิ้มรับในความปรารถนาดีอันไร้เดียงษาของเด็กหญิง
เขาเป็ชายรูปร่างสูงโปร่งและแข็งแกร่งด้วยพันธุกรรมของทหารชั้นยอดแขนข้างซ้ายอุ้มหนังสือตั้งใหญ่ได้สบาย ส่วนข้างขวาช้อนเอาร่างเล็กขึ้นอุ้มกอด
‘...ว๊าาาาาาาา.....ย’ ร่างเล็กแข็งทื่อไม่ทันขัดขื่นก็โดนจับแนบกับแผ่นอกของชายหนุ่มร่างกายโอนอ่อนไร้กระดูกคอพับลงอิงแอบกับไหล่ผึ่งผายส่วนเ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าหญิงสาววัยสิบปลายของดินนี้ย่อมถึงวัยแต่งงานออกเรือนส่วนเด็กหญิงอายุเกินสิบมาก็เริ่มคิดว้าวุ่นเื่ชายในดวงใจเสียแล้ว
หัวใจดวงน้อยเต้นรัวรางกาลเวลาหยุดนิ่งระยะเพียงไม่กี่ก้าวจากหน้าประตูกลับเนิ่นนานปานแรมปีชายหนุ่มวางร่าเล็กลงนั่งตรงขอบเตียงเห็นใบหน้าขึ้นสีฝาดเข้มแต่กลับคิดว่าเพราะเืสูบฉีดออกแรงมากจึงไม่ได้สนใจแล้วนั่งลงข้างๆ
ดาเรนหยิบหนังสือเทพนิยายขึ้นเปิดอ่านออกเสียงให้เด็กหญิงฟังไปด้วยกัน...
แคร์เป็เด็กหญิงจากบ้านฐานะยากจนพ่อแม่ถวายตัวเธอให้แก่วิหารั้แ่เริ่มจำความได้โชคร้ายที่เธอไม่ผ่านการทดสอบนักบวช ฐานะของเธอจึงเป็ได้เพียงหญิงรับใช้ต่ำต้อยเธอไม่ย่อท้อเก็บออมเบี้ยเลี้ยงน้อยนิดในทุกเดือนแล้วนำกลับไปมอบให้กับพ่อแม่เมื่อมีโอกาสกลับบ้านนานๆครั้งเธอจึงไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนหรืออ่านเขียนด้วยซ้ำ
การที่ดาเรนอ่านหนังสือให้เธอฟังจึงเหมือนการเติมเต็มหลายส่วนที่ขาดหายแววตากลมโตสุกใสอย่างไม่เคยปรากฏจับจ้องมองชายหนุ่มพร้อมคำขอบคุณนับไม่ถ้วนที่กล่าวก้องในใจดวงน้อย
จากนั้นมาทุกครั้งที่ดาเรนจับหนังสือ เด็กหญิงแคร์มักเท้าคางบนขอบเตียงหรือเกาะโต๊ะทงำานเพื่อฟังเขาอ่านหนังสือ ไม่ว่า เทพนิยาย ตำนาน การเมืองการปกครองหรือความรู้ศาสตร์แขนงใด เธอกลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายตั้งใจฟังทุกถ้อยคำแม้นจะเข้าใจบ้างหรือไม่เข้าใจเลยก็ตามสายตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมในภาพชายหนุ่มที่กำลังมุ่งมั่นศึกษาทุกศาสตร์สิ่งอย่างตั้งใจ
**********************************
ยามดึกสงัดหลังเที่ยงคืนตะเกียงเวทมนต์ยังคงส่องสว่างกำเนิดแสงดั่งอาทิตย์ขึ้นดาเรนกำลังง่วนกับการค้นคว้าสมมุติฐาน เดินไปหยิบหนังสือเล่มนู้นวางเล่มนี้ตรงนั้นต้องคั่นไว้ก่อน อันนี้เปิดค้างไว้ก่อน
สายลมผิดธรรมชาติพัดแรงวูบหนึ่งเข้าดับตะเกียงเวทมนต์ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความมืดมิด ร่างเงาอรชรโค้งเว้าปราดเข้ามาทางหน้าต่าง
ดาเรนหันไปคว้าดาบจากชุดเกราะอัศวินตั้งโชว์ชี้ไปยังผู้บุรุก
“ขออภัยด้วย ข้าไม่้าทำร้ายท่าน” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างสตรีในชุดคลุมดำเผยตัวออกจากมุมมืด
“ใคร? มาที่นี่ทำไม?” ดาเรนกล่าวเสียงเข้ม สายตาจับสังเกตทุกฝีก้าวแม้อีกอย่างจะยอมเผยตัวและบอกกล่าวว่าไม่ได้มาทำร้าย
“ข้ายังบอกท่านเกี่ยวกับตัวข้าไม่ได้และข้ามาเพื่อตรวจสอบบางสิ่งให้แน่ใจ...”สตรีในชุดคลุมเดินเข้ามาใกล้โดยไม่ชักอาวุธ แล้วมาหยุดเผชิญหน้ากับดาเรนปล่อยให้ปลายดาบชี้จ่อลำคอเนียนระหง
หืมมม...ดาเรนชักลมหายใจไม่ค่อยสบอารมณ์รู้สึกเหมือนถูกหญิงสาวปั่นหัวคราแรกเขาไม่อาจระบุตัวตนของผู้บุกรุกแต่เมื่อเธอเข้ามาใกล้ประสาทรับกลิ่นของเขายอกเยี่ยมกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่าก็สามารถยืนยันได้แน่ชัดจึงลดดาบลง
กลิ่นน้ำหอมพฤกษาหยาดย้อยจากหญิงสาวผู้ยื้อแย่งิญญาเขากลับจากเอื้อมมือมัจจุราช
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า” ดาเรนแน่ใจอย่างที่สุดและเมื่อกล่าวโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยหญิงสาวพลันผงะสะท้านวูบหนึ่งซึ่งนับเป็ประจักษ์หลักฐานยืนยันแก่สายตาเขา
“ท่านพูดถึงอะไร?” หญิงสาวไหวตัวรีบแสร้งถามแก้เก้อดูขัดเขิน
“กลิ่นเครื่องหอมของท่านข้าจำได้แม่นยำถึงวันนี้จะชำระกายแล้วข้าก็ยังได้กลิ่น” ดาเรนกล่าวพลางยกยิ้มมุมปากอย่างมีชัยในการจับผิด
หญิงสาวพลันแข็งค้าง ไม่ใช่เพราะถูกจับอย่างง่ายดายแต่เพราะคำกล่าวหาของชายหนุ่มต่างหาก หาว่า ...เธออาบน้ำแล้วแต่ยังมีกลิ่นอยู่...ถ้าไม่มีภารกิจค้ำคอเธอคงต้องตุบตีคนตรงหน้าให้สลบเมือดข้ามวันข้ามคืนอีกครั้งแน่ๆยิ่งเห็นใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าอมยิ้มยิ่งน่าหงุดหงิด...
“เรียกข้าว่า เลนเน่...” หญิงเม้มปากกล่าวตัดบทพลางดึงกระชับม่านบังใบหน้าลงด้วย้าแน่ใจว่าชายตรงหน้าจะไม่อาจเห็นได้แม้ปลายคางของเธอ
“เมื่อท่านรู้แล้ว งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”
“อะไร?.... เดี๋...ยว”
พร้อมกับคำพูดฝ่ามือเรียวบางรุดเข้าทาบกลางหน้าอกของดาเรนปรากฏกระแสพลังเวทเบาบางแผ่ขยายออกมา
“อย่าขัดขืน ข้าอยากตรวจสอบเท่านั้น”
“เ้าบุกเข้าห้องข้ายามค่ำคืน รุกัักายข้าซุกซนสำรวจร่างข้าทุกซอกมุม แล้วยังกระซิบบอกห้ามข้าขัดขืนข้าเป็ถึงบุรุษผู้มาจากฟ้า เหตุใดต้องแปดเปื้อนเยี่ยงนี้” ชายหนุ่มรัวคำกล่าวหาอย่างไม่อายปากส่วนฝ่ายหญิงแทบกระอักเืกระแสพลังเวทชักกระตุกหักเหผิดทิศทุกครั้งเมื่อดาเรนกล่าวหาจบทุกวรรคทุกข้อหา
เลนเน่เชยหน้าขึ้นมาสบตากับดาเรนอย่างเนิบช้า แม้นมีม่านไหมบดบังใบหน้าแต่เ้าหนุ่มสามารถััได้ถึงั์ตาเขียวปั๊ดจ้องกินเืกินเนื้อจากอีกฝ่ายได้ชัดเจนเขาจึงหุบปากสนิทไม่ก่อกวนอีก อยู่เฉยๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายทำอะไรตามที่อยากทำไป
“ไม่มีงั้นหรอ” เลนเน่พึมพำ ไม่อยากเชื่อกับผลลัพธ์
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านรู้จักยานาร์หรือเปล่า”
“รู้แค่ว่ายานาร์เป็แก่นตัวกลางในการเปลี่ยนมานาให้กลายเป็พลังเวทต่างๆ”ดาเรนนึกคำตอบคร่าวๆจากหนังสือ
เลนเน่พยักหน้าให้คำตอบของดาเรนและกล่าวอย่างไม่มั่นใจ แม้ตัวเองจะได้ตรวจสอบแล้วก็ตาม
“....แต่ข้าไม่พบยานาร์ในร่างท่าน...ท่านอาจจะไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้” เลนเน่มองดูปฏิกิริยาของดาเรนเมื่อทราบความจริงแต่เขากลับไม่แปลกใจหรือเผยความผิดหวังออกมาสักนิด
“ถึงใช้เวทมนต์อะไรนั่นไม่ได้แต่ข้ามั่นใจว่าไม่อ่อนแออย่างที่เ้าคิด”
กลับเป็ดาเรนเสียเองที่เป็ฝ่ายปลอบโยนบางทีเธออาจจะแสดงท่าทางคาดหวังและผิดหวังชัดเกินไป เธอจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
แววตาหนักแน่น ไม่ปรากฏร่องรอยของคำโกหกหรือคุยโตบางทีอาจเป็เธอที่กังวลเกินไป อย่างน้อยทวยเทพก็ย่อมคุ้มครองเขา และมอบไพ่บางใบที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจ
หลังจากเลนเน่กลับไปแล้ว ดาเรนยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม ทบทวนกระแสเวทตามทิศทางที่เธอพยายามทะลวงและค้นหาแก่นตัวกลางที่เรียกว่ายานาร์นั่นเขาเริ่มย้อนร่องรอยตามไปยังจุดที่เธอควานค้นหา เพราะตรงนั้นแม้ไม่ปรากฏยานาร์แต่เขากลับรู้สึกถึงพลังอีกรูปแบบถูกกระตุ้น
ตามตำราบอกเล่าไว้ว่า ชาวพื้นเมืองกับเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ทุกชีวิตล้วนถูกรังสรรค์และรับมอบแก่นยานาร์จากทวยเทพเป็ดั่งคำอวยพรแห่งสายสัมพันธ์ใต้อาณัติศรัทธาของทวยเทพ
เมื่อดาเรนไม่ได้ถูกสร้างโดยทวยเทพที่ศาสนจักรเทิดทูนจึงไม่แปลกหากมิปรากฏยานาร์และใช้เวทมนต์ไม่ได้ แต่ในฐานะเครื่องจักรสังหารหากถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อกรกับอะไรก็ตามในดินแดนนี้ซึ่งมีอำนาจเวทมนต์นอกจากร่างกายที่แข็งแกร่งและการฟื้นฟูที่ยอดเยี่ยมแล้ว ผู้สร้างของเขาน่าจะเพิ่มเติมอำนาจสู้รบบางอย่างมาทดแทนให้ทัดเทียมกัน
ยิ่งค้นหา ยิ่งปรับัั ยิ่งดำดิ่งไหลลึกลงสู่ห่วงภวังค์ราวกายหยาบกำลังผุพังแล้วสลายเป็ฝุ่นผง กายละเอียดแผ่ขยายเข้าหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติภาวะจิตทะยานสูงรู้แจ้งแม้นความว่างเปล่า
มานา คือ พลังงานลี้ลับก่อกำเนิดจากธรรมชาติบ้างล่องลอยหนาแน่เป็กลุ่มก้อน บ้างตอบสนองต่อิญญาแห่งชีวิตต่างวนเวีนยอยู่รายล้อมตอบสนองสิ่งเร้ามากเงื่อนไขยิ่งซับซ้อนยากระบุ เกิดขึ้นไร้กฎเกณฑ์แปรเปลี่ยนตามเจตจำนง สูญสลายเพื่อสมดุล ล้วนดั่งวัฎจักร
จิตรู้แจ้งยังมิหยุดนิ่งแหวกผ่านห่วงอำนาจของมานาดำดิ่งลงสู่่ชั้นภูมิปัญญาอันลึกล้ำยิ่ง
ราวหลุดทะลุมาศถานที่ซึ่งดำรงอยู่ด้วยคนละกฎสัจธรรมพลังงานมหาศาลเหนือจินตนาการกำลังแผ่พุ่งอย่างเกี้ยวกราดจากทุกหนแห่ง ทับซ้อนกับโลกแห่งสสารและโลกแห่งมานาหากแต่ไม่ก้าวก่ายไม่ทำอันตรกิริยาต่อกันเป็พลังอันอยู่คู่จักรวาลมาแต่กำเนิดด้วยค่าคงที่
ดวงจิตของดาเรนเลือกสถิตนิ่งในชั้นนี้พลังงานอันคุ้นเคยนี้ช่วยกระตุ้นความทรงจำที่ถูกปิดผนึกออกมาทีละเปราะ เขาพยายามเรียบเรียงชิ้นส่วนความทรงจำซึ่งไม่ปะติดปะต่อจนพอได้เค้าลางวิธีควบคุมใช้งาน
ดาเรนถอนจิตกลับคืน เสื้อผ้าอาบชุ่มเหงื่อใบหน้าซีดขาวราวแผ่นกระดาษ ร่างกายอ่อนล้าเข่าทรุดลงกระแทกพื้นแต่เ้าตัวกลับเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ...
By นิรกาล