เงื้อมมือแห่งคอรัส
เรือนจำคอรัสตั้งตระหง่านกลางหุบเขาหินแข็งทื่อประหนึ่งกำแพงสีเทาที่สลักขึ้นเพื่อจองจำความหวังทั้งมวล ฟ้าสางอาบไล้ด้วยหมอกหนาแต่กลับไม่อาจกลบกลิ่นสนิมและเืที่ซึมออกจากกำแพงคอนกรีตได้เสียงไซเรนกรีดแหลมทุกชั่วโมงเสมือนเตือนนักโทษว่า “ไม่มีใครหนีจากที่นี่ได้”
ภายในคุกชั้นล่างสุด—ห้องขังหมายเลข17 ประตูเหล็กหนาทึบปิดกั้นโลกภายนอกนักโทษผู้หนึ่งนั่งพิงกำแพง ร่างสูงใหญ่แต่เก่าโทรม ผมสีดอกเลามีริ้วขาวดวงตาคมยังเปล่งแสงแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมมอด เขาคือ อักกุสโต อิวาโน อดีตประธานาธิบดีผู้เคยเป็เสาหลักของอัสฟาลิส
เสียงผู้คุมดังลอดเข้ามา“ไอ้แก่นี่…ยังไม่ยอมก้มหัวอีกหรือ” ก่อนจะโยนอาหารแห้งชิ้นแข็งเข้ามาในซี่กรงอักกุสโตไม่ตอบ เพียงกำชิ้นอาหารไว้แน่นแล้วมองตรงไปยังคบไฟนอกห้องแววตานั้นมิใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็เปลวไฟที่รอวันลุกโชนอีกครั้ง—ราชสีห์แม้ถูกขังก็ยังเป็ราชสีห์
ความลับในเงามืด
กลางดึกวันเดียวกันเสียงฝีเท้าของผู้คุมกลุ่มเล็กดังใกล้เข้ามา พวกเขาหยุดหน้าห้องขังหมายเลข 17 ชายหนุ่มคนหนึ่งถอดหมวกเหล็กเผยใบหน้าซีดเซียวดวงตาเขาสั่นไหวขณะมองเข้าไป
“ท่านอักกุสโต…”เขากระซิบเบา “ผม…ผมเป็เพื่อนลูกชายของท่าน ผมแอบเข้ามาแค่ไม่กี่นาที”
อักกุสโตเลิกคิ้วแต่สายตายังคงเฉียบขาด “แล้วเ้ามีอะไรจะบอก?”
ผู้คุมหนุ่มยื่นแผ่นกระดาษเล็กๆ ที่ซ่อนในถุงข้าว เขียนด้วยรหัสตัวเลขสั้น ๆ “ขบวนการต่อต้าน…ยังมีชีวิตพวกเขากำลังเคลื่อนไหวในเอเธอร์นัส และพวกเขารู้แล้วว่าท่านยังอยู่ที่นี่”
อักกุสโตอ่านแล้วหัวเราะเบาเสียงหัวเราะที่ฟังเหมือนคำรามของสิงโต “ไดโอนีซัสมันยังไม่กล้าฆ่าข้าเพราะลูกชายข้าเป็คู่ชีวิตมันนี่เองแต่หากพวกเขากล้าพอ…ข้าจะยืนหยัดเคียงข้างอีกครั้ง”
เสียงฝีเท้าอีกชุดดังใกล้เข้ามาผู้คุมหนุ่มรีบปิดประตูเหล็กลงแล้วจากไป เหลือเพียงอักกุสโตที่ยังยิ้มบาง ๆใต้เงามืด
ความทรงจำของอักกุสโต
เสียงโซ่เหล็กกระทบกำแพงทำให้อักกุสโตสะดุ้งตื่นในยามค่ำเขามองไปรอบ ๆ ห้องขังแคบที่แทบไม่มีที่ให้เหยียดขาทุกคืนที่นี่เหมือนกาลเวลาถูกหยุดลงเหลือเพียงความมืดและความหนาวเย็นที่กัดกินหัวใจ แต่ในความเงียบนั้นจิตใจเขากลับล่องลอยไปยังวันที่ยังเป็ประธานาธิบดี
เขาจำได้ถึงวันที่เคยยืนปราศรัยบนจัตุรัสกลางเมืองเอเธอร์นัสประชาชนโบกธงสีเงินขาวนับหมื่น เสียงะโ “อัสฟาลิสจงเจริญ”ดังก้องราวกับแผ่นดินไหว เขาเคยเชื่อว่าประเทศนี้จะเดินไปสู่ความยุติธรรมแต่เพียงไม่กี่ปีทุกสิ่งกลับถูกฉุดลงเหว เมื่อโครงการ Pop Mom ถูกผลักดันอย่างบ้าคลั่งโดยนายกไดโอนีซัสวาเลนติส
อักกุสโตไม่เคยคิดว่าจะต้องถูกลูกเขยทรยศเขารักลูกชายสุดหัวใจ และแม้จะรับรู้ความสัมพันธ์ของเขากับวาเลนติสแต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งสิ่งนั้นจะกลายเป็โซ่ตรวนพันธนาการตนเอง วันนี้เขาไม่ใช่ผู้นำ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ประชาชนอีกต่อไป—เป็เพียงนักโทษชราที่ถูกขังไว้เหมือนสัตว์ในกรงเหล็ก
แต่ในดวงตาที่ขุ่นมัวยังมีเปลวไฟลุกโชนเขาสาบานกับตัวเองว่า หากฟ้าเปิดโอกาสให้เขาได้เป็อิสระอีกครั้งเขาจะลุกขึ้นเป็เกราะกำบังให้ประชาชน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยเืหรือชีวิต
การประชุมลับในทำเนียบรัฐบาล
อีกฟากหนึ่งของเมืองเอเธอร์นัสในทำเนียบสูงตระหง่าน นายกรัฐมนตรีไดโอนีซัสวาเลนติสนั่งอยู่กลางโต๊ะประชุมหินอ่อน มักซิมุส แกรนดิสและลูเซียโนคัสตรอสยืนเคียงข้าง ขณะที่ผบ.ตร. ไททัส วีเรนติส และพันตำรวจเอกมาร์คัส เดลลาโครเข้าร่วมด้วย
“ข่าวลือว่าประชาชนบางส่วนยังเชื่อว่าอักกุสโตจะกลับมา”ไททัสรายงานเสียงเ็า “พวกเขาเริ่มวาดสัญลักษณ์สิงโตตามกำแพงเมืองบอกว่านั่นคือสัญลักษณ์ของเขา”
วาเลนติสหัวเราะหยัน“ปล่อยให้มันฝันไป ราชสีห์ก็ยังเป็ได้แค่สัตว์เลี้ยงในกรงข้าไม่จำเป็ต้องฆ่าอักกุสโต—แค่ทำให้มันไม่มีสิทธิ์เปล่งเสียงก็เพียงพอ”
แต่แกรนดิสขมวดคิ้ว“ท่านนายกฯ ข้าไม่เห็นด้วย หากพวกฏคิดจะบุกเรือนจำคอรัสเพื่อช่วยเขามันอาจกลายเป็สัญญาณลุกฮือ”
วาเลนติสยกแก้วไวน์ขึ้นจิบก่อนตอบด้วยเสียงนิ่งเย็น“อย่าลืมสิว่าพวกเรามี คอร์ดิสคอร์…อาวุธที่ทำให้ทั้งโลกต้องก้มหัวไม่มีใครกล้าขัดขวางเรา”
คำพูดนั้นทำให้ห้องประชุมเงียบลงทันทีทุกคนรู้ดีว่า หากวันหนึ่งราชสีห์ในกรงได้อิสระจริง ๆเมืองทั้งเมืองอาจสั่นะเื และแม้จะมีคอร์ดิสคอร์ในมือแต่เปลวไฟในใจประชาชนก็อาจลุกลามเร็วกว่าที่ใครคาดคิด
แผนการเชื่อมโยง
ในโกดังร้างฝั่งเดวิดทุกคนยังคงนั่งรอบแผนที่โฮโลกราฟิกลูซี่ชี้ไปยังสัญลักษณ์คุกคอรัสที่ปรากฏในฐานข้อมูลลับ
“นี่คือที่ที่ประธานาธิบดีอักกุสโตถูกขังอยู่”
แมรี่เบิกตากว้าง“เขายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หรือ?”
ลูซี่พยักหน้า“มีเบาะแสจากสายลับในคุก เขายังไม่ถูกฆ่าเพราะวาเลนติสไม่กล้าลงมือกับพ่อตาตัวเอง”
มาร์คอสหันไปมองเดวิดดวงตาเป็ประกาย “ถ้าเราช่วยอักกุสโตออกมาได้ ฝ่ายต่อต้านจะมีผู้นำที่ชอบธรรมทันทีรัฐบาลวาเลนติสจะสั่นะเืแน่นอน”
เดวิดเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยเสียงหนักแน่น“เราจะไม่เพียงหยุดการขนส่งเด็ก…แต่เราจะต้องทำลายคุกคอรัสและปลดปล่อยราชสีห์ในกรงออกมา”
เสียงของเขาดังก้องท่ามกลางโกดังเงียบสงัด—และในเงามืดนอกหน้าต่างแสงออโรร่าเหนือขอบฟ้าก็ส่องวาบขึ้น ราวกับเป็สัญญาณว่าพายุใหญ่กำลังใกล้เข้ามา…
แสงไฟสีขาวซีดจากหลอดนีออนเหนือเพดานห้องพยาบาลเล็กๆ ในฐานลับ ส่องกระทบกับใบหน้าซีดเผือดของเคนที่นอนอยู่บนเตียงเหล็กสนามรบเมื่อไม่กี่วันก่อนทิ้งาแลึกไว้ที่สีข้างและศีรษะเขายังหมดแรงเกินกว่าจะขยับตัว
ลูซี่นั่งเฝ้าไม่ห่างมือหนึ่งคอยบีบผ้าชุบน้ำเช็ดเหงื่อ อีกมือกุมมือสากที่เต็มไปด้วยรอยแผลของเขาแน่นน้ำตาคลอเบ้าแต่เธอก็พยายามฝืนยิ้มให้
“นายต้องฟื้นนะเคน…ฉันไม่ยอมให้เกมบ้า ๆ ของรัฐบาลพรากนายไป” เธอกระซิบเสียงสั่นก้มลงซบหน้าลงกับมือเขา
ริมฝีปากซีดของเคนขยับเล็กน้อยเสียงแ่แทบไม่ดัง “ฉัน…ยังไม่ยอมแพ้ ลูซี่…ฉันสัญญา”ก่อนที่สติจะเลือนหายไปอีกครั้ง
เกาะแห่งความหวัง
กลางคืนอันเงียบงันในโกดังเสียงคลื่นจำลองจากเครื่องฉายโฮโลกราฟิกดังคลอเบา ๆ ลูซี่กดปุ่มเปลี่ยนแผนที่จากสัญลักษณ์คุกคอรัสที่สว่างจ้า แผ่นภาพพลันเลื่อนไปเผยให้เห็น เกาะรูปพระจันทร์เสี้ยวกลางทะเลสีน้ำเงินเข้ม
“นี่คือ เอลีเซีย” ลูซี่เอ่ยพลางมองหน้าพวกพ้อง“ตำนานเล่าว่ามันเคยเป็เกาะร้างสำหรับทดลองอาวุธ แต่ปัจจุบันไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะสนามพลังแม่เหล็กผิดปกติรอบ ๆ มัน แต่แท้จริงแล้ว…มันปลอดภัยกว่าที่ใดบนโลก”
มาร์คอสยิ้มบางๆ “ถ้าเราหนีไปถึงที่นั่นได้ เราจะมีฐานที่มั่นสำหรับสร้างกองกำลังต่อต้าน”
โมนิก้าเอนกายพิงกำแพงดวงตาเปล่งประกายแสงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “เอลีเซีย…แค่ชื่อก็เหมือนสรวง์”เธอพึมพำ “ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีสถานที่ที่เราจะได้เป็อิสระจริง ๆ”
เดวิดกำหมัดแน่น“ใช่ แต่ก่อนเราจะไปถึงเรายังต้องทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ—ปลดปล่อยประธานาธิบดีอักกุสโตจากคอรัสแล้วเราจะพาเขาไปเอลีเซียด้วยกัน”
เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยศรัทธาราวกับประกาศต่อ์ว่า จุดหมายของการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงการหนีรอดแต่คือการสร้างบ้านใหม่ของเสรีชน—บนเกาะที่ชื่อว่า เอลีเซีย
จบตอนที่ 8
( 26 ส.ค.68 )