บทที่ 10 พี่ชายของนางสอบได้รางวัล!
‘ไม่รู้ว่าพี่ชายจะเป็อย่างไรบ้าง’
หลังอาหารกลางวัน เซียวฉู่ฉู่นอนอยู่บนเตียงเล็กในอ้อมกอดของมารดา มองสายฝนที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง
แต่ไม่นาน ความคิดของนางก็ล่องลอยไปยังสำนักศึกษาหลวง
‘พี่ชายได้ตั้งใจทบทวนบทเรียนนั้นหรือไม่…’
‘หากเขียนบทความได้ไม่ดี จะต้องถูกประจานต่อหน้าเสด็จพ่อฮ่องเต้ บ่ายนี้ขุนนางใหญ่จากสภาขุนนางหลายคนก็อยู่ที่นั่นเพื่อปรึกษาราชการ’
หลิ่วตาอิ้งได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้ากังวลเล็กน้อย
ทว่าในไม่ช้านางก็คลายกังวล ตบแขนบุตรสาวเบา ๆ
เมื่อครู่นางได้เตือนบุตรชายเื่การสอบของท่านตาแล้ว
แม้บุตรชายจะไม่ค่อยพูดจายิ้มแย้ม แต่เขาเป็คนฉลาด
ย่อมเข้าใจความนัยได้ดีอย่างแน่นอน
อีกทั้งสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ก็ทำได้เสมอ เมื่อครู่บอกว่าจะกลับไปอ่านตำราที่สำนักศึกษาหลวงทบทวนบทเรียน ก็ต้องทำแน่นอน
หลิ่วตาอิ้งมีความเชื่อมั่นในตัวบุตรชาย เพราะนางเคยให้ชิวหลีแอบไปสืบข่าวองค์ชายห้าอยู่เสมอ จึงเข้าใจบุตรชายดี
"ฉู่ฉู่คิดถึงพี่ชายหรือ?"
"พี่เ้าคงกำลังอ่านตำราอยู่ เขาฉลาดมาั้แ่เด็ก แม้จะไม่ถึงกับอ่านแล้วจำได้ทันที แต่ท่องจำตำราได้เร็วเสมอ"
"รอเขาเลิกเรียน ฝนหยุดตก แล้วค่อยมาเล่นกับเ้านะ"
หลิ่วตาอิ้งปลอบบุตรสาวเสียงนุ่ม
เมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ของฉู่ฉู่ นางก็ทนดูสีหน้ากังวลน้อย ๆ จนริมฝีปากที่เบะของเด็กน้อยไม่ได้
หลิ่วตาอิ้งครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงสั่งให้ชิวหลีฝนหมึกและปูกระดาษ
"ฉู่ฉู่ แม่สอนตัวอักษรให้ดีหรือไม่?"
เซียวฉู่ฉู่ "..."
จะให้อ่านหนังสือเร็วขนาดนี้เลยหรือ?
ไม่เอา!
ข้ายังเป็เด็กน้อยอยู่เลย
นางกางมือทั้งสองข้าง มองตัวอักษรใหญ่ ๆ ศีรษะก็เอนเอียงไปมา ไม่นานก็หลับสนิทไป
หลิ่วตาอิ้งมองด้วยความรู้สึกร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก ทำได้เพียงเก็บกระดาษและหมึก
"นี่ก็สายแล้ว"
"การทดสอบคงเริ่มแล้วกระมัง?"
นางมองไปทางสำนักศึกษาหลวงพลางครุ่นคิด
…
ตำหนักเฉียนชิง
ขุนนางสภาในทั้งสามคนกำลังดื่มชาพักผ่อนอยู่ในห้องแยก รอการเรียกตัวจากฮ่องเต้อีกครั้ง
จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงรายงานของอาจารย์สำนักศึกษาหลวง บัณฑิตลู่ดังมาจากด้านใน
"บทความที่องค์ชายทั้งหลายส่งมาวันนี้ ขอฝ่าาทอดพระเนตรด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจว ฉลองพระองค์ชุดลำลองปักลายั แม้จะมีอายุราวสามสิบกว่าปี แต่ใบหน้ายังคงงดงามสง่า
เขารับกระดาษเจ็ดแผ่นที่ขันทีผู้จดบันทึกนำมาถวาย แล้วคลี่ออกทีละแผ่น
"จัดที่นั่งให้บัณฑิตลู่"
ลู่เจิ้นมีอายุหกสิบปีแล้ว ผมขาวโพลนแทบทั่วทั้งศีรษะ
เขาไม่เพียงเป็ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิต ตำแหน่งขั้นสาม แต่ยังเคยเป็อาจารย์สอนคัมภีร์ให้เซียวอวิ๋นโจวตอนที่ยังเป็องค์รัชทายาทอีกด้วย
เซียวอวิ๋นโจวทราบว่าลู่เจิ้นมีความรู้จริง จึงให้ความเคารพมาโดยตลอด
เมื่อพระโอรสเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับ ก็ยังเชิญเขามาสอน
เซียวอวิ๋นโจวเองก็ได้รับการสั่งสอนจากลู่เจิ้นในวังรัชทายาท จนแตกฉานในหลักสี่หนังสือห้าคัมภีร์*[1] อ่านตำราต่าง ๆ มากมาย มีความรู้ลึกซึ้งยิ่งกว่าบรรดาบัณฑิตผู้ตรวจแก้ในสำนักราชบัณฑิตเสียอีก
ฮ่องเต้ทอดมองบทความขององค์ชาย แล้วแย้มยิ้มพลางพยักหน้า "สอบเื่คัมภีร์หยุนอวี่บทเสี่ยนเหวินหรือ?"
"จูซี*[2] กล่าวไว้ว่า ผู้มีคุณธรรม ย่อมมีความสงบสุขสะสมอยู่ภายใน แล้วแสดงออกมาเป็ความงดงามภายนอก"
"ดี องค์ชายใหญ่เขียนเื่การบ่มเพาะคุณธรรมและวาจา ผู้คนต้องบ่มเพาะความรู้และจิตใจ อธิบายได้ถูกต้องยิ่ง"
เซียวอวิ๋นโจวแสดงสีหน้าชื่นชม
องค์ชายใหญ่ปีนี้มีอายุสิบเอ็ดปี แต่ใช้โวหารและอ้างอิงตำราได้มากมายแล้ว
"องค์ชายใหญ่ขยันหมั่นเพียรมาก"
เมื่อมองดูบทความขององค์ชายรอง การเริ่มเื่ไม่ผิดทาง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบทั่วไป
"พอใช้ได้"
หากเป็เด็กทั่วไป ก็ถือว่าใช้ได้
แต่เมื่อเป็องค์ชายที่มีอาจารย์จากสำนักราชบัณฑิตมาสอนโดยตรง บทความนี้ก็ดูง่ายเกินไป
พอพลิกไปดูผลงานขององค์ชายสามและองค์ชายสี่ เซียวอวิ๋นโจวก็ขมวดคิ้วทันที
"คนหนึ่งอายุเก้าขวบ อีกคนแปดขวบ แต่กลับเขียนคำอธิบายของขงจื๊อผิดทั้งคู่"
ไม่มีใครรู้จักอาจารย์ของตนดีไปกว่าตัวเอง
การอธิบายตำราย่อมต้องมีการตีความ
"ขอฝ่าาโปรดอย่าทรงกริ้ว องค์ชายสามและองค์ชายสี่ยังทรงพระเยาว์พ่ะย่ะค่ะ"
เซียวอวิ๋นโจวขมวดคิ้ว "เรารู้ เราไม่ได้หวังให้พวกเขาเขียนบทความวิจิตรบรรจง แค่จดคำสอนของอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงยังทำไม่ได้ ช่างน่าผิดหวังนัก"
่นี้พวกทาทาร์รุกรานชายแดน แม่น้ำหวงเหอก็เอ่อล้นตลิ่ง ทำให้จิตใจไม่ค่อยสงบเท่าไรนัก
เมื่อเห็นโอรสทำการบ้านส่งเดช ก็ยิ่งทำให้ฉุนเฉียว
โดยเฉพาะองค์ชายสามและสี่ที่เขียนอะไรก็ไม่ได้เื่ แล้วการบ้านขององค์ชายห้า หก เจ็ด จะดูได้หรือ?
เซียวอวิ๋นโจวคิดแล้วก็รู้สึกอึดอัด เหลือบมองไปยังบัณฑิตลู่ที่นั่งอยู่เบื้องล่าง
ท่านอาจารย์ วันนี้มาทำให้เราโมโหใช่หรือไม่?
องค์ชายเจ็ดองค์ที่เรียนในสำนักศึกษาหลวง กลับมีองค์ชายแค่สองพระองค์ที่เขียนบทความพอดูได้หรือ?
"บัณฑิตลู่ ท่านไม่ต้องเกรงใจเรา"
"ผู้ใดที่ไม่ตั้งใจเล่าเรียน สมควรลงโทษก็ลงโทษเสีย! ตอนที่ฝ่าาองค์ก่อนยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ บัณฑิตลู่ยังตีฝ่ามือเราโดยไม่ปรานีเลย!"
เซียวอวิ๋นโจวจ้องบัณฑิตลู่อย่างไม่สบอารมณ์
ลู่เจิ้นรีบลุกขึ้นยืน "ฝ่าาทรงพระปรีชาญาณ กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา"
เซียวอวิ๋นโจวส่ายหน้า ตั้งใจจะพลิกดูการทดสอบของโอรสสามองค์สุดท้ายแบบขอไปที
แต่ไม่คาดคิดว่าหน้าถัดไป ลายมือขององค์ชายห้าที่เป็ระเบียบเรียบร้อยจะปรากฏแก่สายตา!
บทความนี้ราวกับลบล้างข้อผิดพลาดของสองบทความก่อนหน้านี้จนสิ้น
เนื้อหาเริ่มจากคุณธรรมและวาจา จบด้วยความเมตตาและความกล้าหาญ มั่นคงสมดุล ไม่แพ้แม้แต่องค์ชายรอง
เมื่อเทียบกับบทความขององค์ชายสี่ที่จำตำราผิด ยิ่งเด่นชัดว่ามีสาระ ความคิดชัดเจน
เปี่ยมด้วยความชอบธรรม!
บทความนี้ ทั้งลายมือและเนื้อหา ล้วนทำให้เซียวอวิ๋นโจวรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
"ดีมาก!"
เขาตบโต๊ะชมเชยอย่างอดไม่ได้
หลังจากเหลือบมองนามผู้เขียนก็ยิ่งชื่นชมมากขึ้น "ข้าจำได้ว่า องค์ชายห้าปีนี้เพิ่งอายุเจ็ดขวบ บัณฑิตลู่สอนได้ดีมาก มา พระราชทานรังนกเป๋าฮื้อสามถ้วยให้บัณฑิตลู่!"
ลู่เจิ้นก้มหน้าลงแล้วยืนขึ้นอย่างนอบน้อม "ขอบพระทัยฝ่าา"
ในใจเขาอดรู้สึกไม่ได้ว่า บางครั้งโชคชะตาช่างสำคัญจริง ๆ
ที่จริงบทความขององค์ชายห้าไม่ได้ดีไปกว่าองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองเลย เพราะอายุห่างกันมาก ทั้งกำลังในการจับพู่กันและการอ่านหนังสือก็ห่างกันถึงสามสี่ปี
แต่องค์ชายห้ากลับโชคดีที่เกิดมาถูกจังหวะ อยู่ถัดจากองค์ชายสามที่ไม่เก่งด้านการเขียนและองค์ชายสี่ที่ชอบแต่การเล่นสนุก
เมื่อได้อ่านบทความที่แย่มากของพวกเขา แล้วมาอ่านขององค์ชายห้า บทความนั้นช่างโดดเด่นราวกับงอกงามขึ้นจากพื้นดิน!
"กระหม่อมไม่กล้ารับคำชม"
ลู่เจิ้นคิดพลางถอนหายใจยาว
โชคดีที่องค์ชายห้าขยันหมั่นเพียร เขาสอนมาั้แ่เซียวอวิ๋นโจวยังเป็รัชทายาท จึงเข้าใจฮ่องเต้ดี รู้ว่าเมื่อครู่พระองค์มีสัญญาณความโกรธแล้ว
ทนดูบทความห่วยแตกขององค์ชายสามและองค์ชายสี่มาแล้ว หากบทความที่สามติดต่อกันยังใช้ไม่ได้อีก เซียวอวิ๋นโจวจะต้องลงโทษอย่างหนักแน่!
โชคดีที่องค์ชายห้าตั้งใจเรียน มิเช่นนั้นเขาคงต้องรับความโกรธของฮ่องเต้แล้ว
"หืม? องค์ชายหกก็เรียนได้ไม่เลวเช่นกัน?"
เซียวอวิ๋นโจวอารมณ์ดีขึ้นแล้ว พอพลิกดูต่อก็พบว่าองค์ชายหกอายุหกขวบก็เขียนคำอธิบายได้ถูกต้อง
แม้นอกจากคำอธิบายแล้วจะเขียนอย่างอื่นไม่ได้
แต่เมื่อคำนึงถึงอายุที่ยังน้อย ก็ปล่อยผ่านไปก่อน
เซียวอวิ๋นโจวพยักหน้า "พระราชทานหม้อน้ำแกงเนื้อแพะคนละหนึ่งหม้อให้องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายห้า และองค์ชายหก"
"ส่วนองค์ชายสามและองค์ชายสี่ ท่านอาจารย์ใหญ่จงตีฝ่ามือพวกเขาให้หนัก ๆ!"
เมื่อเทียบกับน้อง ๆ แล้ว ยิ่งเห็นว่าสองคนนี้โง่เขลาเหลือเกิน!
เซียวอวิ๋นโจววางปึกกระดาษลง
"อีกสามวันจะมีพิธีฉลองฤดูหนาว สองคนนี้ห้ามไป ให้อยู่ในห้องคัดลอกตำราไป!"
…
ที่สำนักศึกษาหลวง
เหล่าองค์ชายต่างนั่งอยู่ บ้างก็จ้องตรงไม่กล้ามองไปทางอื่น บ้างก็นั่งไม่ติด
"น้องสี่ น้องห้า พวกเ้าเขียนบทความเป็อย่างไรบ้าง?" องค์ชายสามที่เห็นได้ชัดว่าทำไม่ได้ จึง้าหาคนมารับเคราะห์ร่วม
องค์ชายสี่ฉลาดพอที่จะหาคนที่แย่ที่สุด จึงมองไปที่องค์ชายหกด้วยสายตาเยาะเย้ย "ข้าต้องทำได้ดีกว่าน้องหกแน่ อย่าว่าแต่จะเขียนบทความเลย แค่ท่องความหมายก็คงจำไม่ได้กระมัง?"
องค์ชายหกพองแก้มด้วยความไม่พอใจ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขามักจะสอบได้คะแนนต่ำสุด แต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาว่า
อีกอย่าง วันนี้เขาได้พี่ห้าช่วยทบทวนด้วย!
องค์ชายสี่เห็นท่าทางโกรธของน้องชายก็ยิ่งสนุก จึงหันไปมององค์ชายห้าเฉิงเฉียนพลางหัวเราะ "ยังมีน้องห้าอีก เช้านี้เกิดเื่กับท่านแม่ของเ้า เ้าคงไม่ได้ตั้งใจเรียน่เช้าเป็แน่"
"โธ่ อาจารย์ช่างอำมหิตจริง ๆ เลือกสอบพวกเราใน่เวลาแบบนี้ น้องห้า เ้าจะทำอย่างไรเล่า?"
"ข้าเห็นเ้าเพิ่งมาอ่านหนังสือตอนเที่ยง คราวนี้คงทำได้แย่กว่าน้องแปดที่เพิ่งเริ่มเรียนเสียอีกกระมัง! ฮ่า ๆ ๆ"
น้องแปดยังไม่ได้เข้าสำนักศึกษาหลวงด้วยซ้ำ
นี่ชัดเจนว่าเป็การเยาะเย้ยถากถาง
องค์ชายห้าเฉิงเฉียนก้มหน้าลง สีหน้าเรียบเฉย
องค์ชายสี่เป็โอรสของลี่เฟย มักจะคอยแกล้งเขาอยู่เสมอ
"พี่สี่ พูดอะไรของท่าน!" องค์ชายหกลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากพี่ห้า ตอนนี้เขาก็ยืนอยู่ข้างพี่ห้าโดยไม่รู้ตัว
"ท่านจะเยาะเย้ยพี่ห้าทำไม มารังแกพวกข้าหรือ?"
องค์ชายสี่มีสีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด "บังอาจ! ข้ารังแกพวกเ้าเมื่อไหร่? เ้ากล้าพูดกับพี่ชายแบบนี้หรือ?!"
องค์ชายสามก็ทำหน้าเคร่ง "น้องหก ห้ามไม่เคารพพี่ชาย"
เฉิงเฉียนดึงตัวน้องชายที่กำลังโกรธจัดเอาไว้
เขาชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง
เงาของบัณฑิตลู่ปรากฏอยู่ที่ลูกกรงหน้าต่างสำนักศึกษาหลวง
"องค์ชายสาม องค์ชายสี่ ส่งเสียงดังมีเื่อันใดกัน!" แน่นอน บัณฑิตลู่เพิ่งเข้ามาในสำนักศึกษาหลวงก็ตำหนิทันที
"กระหม่อมได้รับพระบัญชาจากฝ่าา นำไม้บรรทัดยาวสามนิ้วมาทำโทษองค์ชายสาม องค์ชายสี่ คนละสามสิบที!"
องค์ชายสามและองค์ชายสี่ชะงักงัน
[1] หลักสี่หนังสือห้าคัมภีร์ ตำราที่ว่าด้วยปราชญ์ตามหลักของขงจื๊อ
[2] จูซี เป็นักปรัชญาลัทธิขงจื๊อในสมัยราชวงศ์ซ่ง เขาเป็นักวิชาการที่สอนอย่างมีหลักการและสมเหตุสมผลที่สุด