บทที่ 27 ห้ามไปเมืองชีหลี่
เล่อเวยยุ่งอยู่กับการตรวจทานสัญญาชำระหนี้ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าประหลาดใจเ่าั้
หรือถึงจะสังเกตเห็น เธอก็คงคิดเพียงแค่ว่า ทั้งสองคนมองเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่โดยไม่จำเป็
เธอฝึกคัดลายมืออย่างจริงจังเมื่อชาติก่อน สมัยยังอยู่ที่หมู่บ้านเฟิงเล่อ ลายมือของเธอแย่ราวกับไก่เขี่ย แต่หลังจากออกมาอยู่ข้างนอกได้สองปี เล่อเวยก็เข้าใจคำพูดที่ว่า เห็นลายมือเหมือนได้เห็นตัวคน[1]ขึ้นมาอย่างชัดเจน
ลายมือประณีต แม้ไม่เคยรู้จัก ก็สร้างความประทับใจได้
หลังฝึกฝนการเขียนอย่างหนักอยู่สองเดือน ในที่สุดเธอก็สามารถเขียนตัวอักษรบรรจงได้อย่างงดงาม
สำหรับถ้อยคำในสัญญาฉบับนั้น เล่อเวยแทบไม่จำเป็จะต้องไปพูดถึง
ชาติที่แล้ว จำนวนสัญญาที่เธอต้องจัดการมีมูลค่าหลายร้อยถึงหลายหมื่นล้าน หากเธอไม่สามารถเขียนสัญญาชำระหนี้เล็กๆ น้อยๆ มูลค่าห้าสิบหยวนต่อเดือนได้ เธอควรจะต้องะโลงแม่น้ำแล้วไปเกิดใหม่อีกสักหน!
เล่อฟางฟางวางสัญญาลง เหลือบมองเล่อตงก่อนจะพูดกับเล่อเวยว่า “อีกอย่าง พวกเธอห้ามไปที่เมืองชีหลี่”
เล่อเวยชะงัก ก่อนที่จะทันได้เอ่ยปาก จี่เฟิ่งก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “แต่ตงตงยังต้องไปเรียนที่ชีหลี่!”
“เื่นั้น ฉันไม่สน”
จี่เฟิ่งรู้สึกร้อนใจ เล่อตงจึงพูดขึ้นมาว่า “อาไม่ต้องห่วงหรอกครับ ถึงพวกเราจะไปอยู่ที่เมืองชีหลี่ ผมก็จะไม่เข้าใกล้บ้านของอาเป็อันขาด”
จี่เฟิ่งไม่รู้ว่านางเล่อทำอะไรเอาไว้บ้าง แต่เล่อตงรู้ เล่อฟางฟางไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พวกเขาทุกคน เพียงแค่้าจะกันเล่อตงออกไปเท่านั้น
“ฉันไม่เชื่อที่แกพูดแม้แต่นิดเดียว ไอ้เด็กเวร!” แค่ต้องพูดกับเล่อตง เล่อฟางฟางก็ทนแทบไม่ไหว เธอลุกขึ้นแล้วพูดออกมาว่า “ฉันจะไปเยี่ยมยายเฒ่ากุ้ย เล่อเวย ถ้าเธอยังพอมีความเป็คนอยู่บ้าง ก็อย่าให้ไอ้เด็กเวรนี่เข้าใกล้บ้านฉันเป็อันขาด!”
พูดจบ เธอก็หันหลังกลับ แล้วเดินเข้าห้องของยายเฒ่ากุ้ยไป
สมัยก่อนยายเฒ่ากุ้ยดูแลเธอเป็อย่างดี เวลากลับมา เธอจึงมักจะแวะเวียนมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับหญิงชราอยู่เสมอ
เล่อตงถอนหายใจ เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นน้ากุ้ยกับน้าสะใภ้กุ้ยมองเขาอย่างไม่เป็มิตร ส่วนหลิ่วไถเฉิงกับอวี๋ฉางเซิ่งเป็คนนอก จึงมีเพียงแค่ความสงสัยในแววตา
“ไปชีหลี่ไม่ได้ก็ไม่เป็ไร” เล่อเวยเอ่ยปากเป็คนแรกท่ามกลางความเงียบ “เมืองฉางผิงอยู่เลยจากกวางโจวไปหน่อย เราไปที่นั่นกันก็ได้”
จี่เฟิ่งไม่เห็นด้วย “แต่ตงตงยังต้องเรียนหนังสือ”
เธอเข้าใจความกังวลของพี่สาวสามีดี แต่อย่างน้อยๆ เธอก็อยากให้ลูกเรียนให้จบ อีกอย่างเล่อตงเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็คนละคนกับเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง!
เล่อตงพูดขึ้นว่า “ผมยังไม่เรียนก็ได้ ค่อยหาทางเรียนต่อทีหลัง เราไปเมืองฉางผิงกันเถอะ”
เล่อเวยรู้ว่าเล่อตงมีเื่สำคัญที่ต้องจัดการ เขา้าไปให้ถึงเมืองกวางโจวมากกว่าเล่อเวยเสียอีก
เธอคิดเกี่ยวกับเื่นั้น ก่อนจะปลอบใจแม่ว่า “ไว้ตอนเราไปถึงกวางโจว ค่อยให้เล่อตงเรียนต่อที่นั่นก็ได้ ทั้งโรงเรียนและสภาพแวดล้อมก็ดีกว่ามาก”
“กวางโจวงั้นเหรอ” หลิ่วไถเฉิงพูดขึ้นมาบ้าง “ทำไมไม่ไปอันผิงก่อนล่ะ การคมนาคมที่นั่นดีขึ้นมาก ถ้าอยากทำธุรกิจเล็กๆ ลูกค้าก็น่าจะมีเยอะด้วย”
เล่อเวยส่ายหน้า
ถ้าเธอ้าหม้อทองคำใบแรก[2]จากสูตรลับไส้ซาลาเปาสูตรนั้น เธอก็ไม่สามารถไปที่เมืองอันผิงได้
ณ ่เวลานี้ เถ้าแก่เนี้ยยังไม่เปิดร้านซาลาเปาเป็ของตัวเอง ถ้าเธอไปถึงที่นั่นก่อน อาจจะกระทบต่อการเปิดร้านของอีกฝ่ายในภายหลังได้
ตัวเลือกที่ดีที่สุดก็คือเมืองชีหลี่ เพราะเวลาคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงจะเดินทาง พวกเขาต้องผ่านเมืองนั้นเป็เมืองแรก ก่อนเข้าอันผิงและเดินทางไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศ
ฉางผิงเป็เมืองเล็กๆ ที่โดดเดี่ยว ขาดการติดต่อกับเมืองใหญ่ทั้งสองฟาก
หากเป็ไปได้ เล่อเวยก็อยากไปให้ไกลกว่านั้น แต่เธอยังขาดทุนทรัพย์ และมีเงินติดตัวเพียงแค่สามสิบหยวนเท่านั้น!
แต่เธอพูดเื่นี้ออกไปไม่ได้ เล่อเวยจึงให้เหตุผลว่า “ถ้าพวกเราสามคนไปอยู่ที่เมืองอันผิง เราต้องมีอย่างน้อยยี่สิบหยวนสำหรับค่าเช่าห้องรายเดือน ไหนจะค่าเดินทางกับค่าอาหารอีก ตอนนี้พวกเรามีเงินไม่มากเลยต้องกระเบียดกระเสียรกันหน่อย ถึงแม้ฉางผิงจะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ค่าเช่าถูกกว่า น่าจะเหมาะกับเรามากกว่าที่อันผิง”
สิ่งที่เธอพูดมานั้นสมเหตุสมผล หลิ่วไถเฉิงจึงไม่มีข้อโต้แย้ง เพียงแต่สงสัยเล็กน้อยว่า ทำไมเด็กสาวตรงหน้าถึงรู้เื่ราวความเป็ไปของเมืองโดยรอบเป็อย่างดี
พูดเพียงไม่กี่คำ ทุกอย่างก็ลงตัว
ตอนเล่อฟางฟางออกมาจากห้องและได้ยินว่าทุกคนตัดสินใจจะไปเมืองฉางผิง เธอจึงไม่ทำให้เล่อเวยต้องยุ่งยากใจและพานางเล่อออกไปพร้อมกันกับเธอ
แม้จี่เฟิ่งจะยังกังวลเื่เรียนต่อของเล่อตง แต่เห็นได้ชัดว่า ตอนนี้เล่อเวยก้าวเข้ามารับผิดชอบเื่ราวในครอบครัวแล้ว เมื่อลูกสาวเห็นหนทาง เธอจึงไม่คิดจะขัดขวาง
น้าสะใภ้กุ้ยออกปากชมเล่อเวยไม่หยุด หลังคำชมสิ้นสุดลง เธอก็สะพายตะกร้าใบเล็กบนไหล่ แล้วชวนกุ้ยจ้วงเข้าเมืองชีหลี่ พรุ่งนี้เช้าเล่อเวยกับคนอื่นๆ จะออกเดินทางแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เจอพวกเขาอีกเมื่อไร นางกุ้ยรู้สึกใจหายที่ต้องบอกลา จึงอยากซื้อเนื้อหมูมาทำอาหารมื้อใหญ่เลี้ยงพวกเขาคืนนี้
กุ้ยจือออกมาจากห้องของยายเฒ่ากุ้ย และแอบเอาเงินยี่สิบหยวนใส่มือเล่อเวยโดยไม่ให้จี่เฟิ่งเห็น
“เงินนี้ ยายเฒ่าให้เธอเก็บไว้ใช้จ่าย ขาดเหลือเท่าไหร่บอกได้ ฉันยังพอมีอยู่บ้าง”
หัวใจของเล่อเวยรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในทันใด ดวงตาของเธอเริ่มจะร้อนผ่าว เธอส่ายหน้า “ป้ากุ้ยจือ ฉันรับเงินนี้ไว้ไม่ได้หรอกค่ะ!”
บทที่ 28 สถานการณ์ไม่ดี
เล่อเวยผลักเงินในมือของเธอคืน “เก็บไว้ให้ยายเฒ่ากุ้ยใช้เถอะค่ะ”
“ยายเฒ่าแก่แล้ว จะเอาไปใช้ทำอะไรได้” กุ้ยจือยัดเงินใส่กระเป๋าเสื้อของเล่อเวย
“อนาคตเสี่ยวเป่ายังต้องเรียนหนังสือ เก็บไว้ให้เสี่ยวเป่าก็ได้ค่ะ”
เสี่ยวเป่าเป็ลูกชายของกุ้ยจ้วง อายุแปดขวบปีนี้ แต่บังเอิญเขาไม่อยู่เพราะไปเยี่ยมยาย่ปิดเทอม
ทั้งสองคนผลักเงินใส่มือกันไปมาอยู่นาน แต่เล่อเวยก็ยังไม่ยอมรับเงินจำนวนนั้น
กุ้ยจือถอนหายใจ แล้วหยิบเงินยี่สิบหยวนออกมา “ถ้าอย่างนั้น รับเงินยี่สิบหยวนจากฉันไป ฉันไม่มีลูก ไม่ต้องส่งใครเรียนทั้งนั้น”
เล่อเวยรู้สึกแน่นในอก จนเกือบจะโพล่งออกไปว่าเธอยังมีเฉินหย่งิอยู่ไม่ใช่เหรอ
ก่อนจะหลุดปากพูดออกมา เล่อเวยก็กัดริมฝีปากล่างแล้วกลืนคำคำนั้นกลับลงไป
กุ้ยจือแสดงตัวชัดเจนว่า ชาตินี้ เธอไม่มีลูก!
บนโลกนี้ ไม่มีเฉินหย่งิจริงๆ!
เล่อเวยกลัวว่าหากปฏิเสธซ้ำๆ จะทำให้กุ้ยจือเสียใจ จึงยอมรับเงินยี่สิบหยวนจากเธอมาแต่โดยดี
หลังเธอกับเล่อตงเดินออกมาแล้ว เธอก็ยื่นเงินนั้นให้เล่อตง
เล่อเวยยอมรับว่ากำลังวัดใจอีกฝ่าย เพราะ้ายืนยันว่าเฉินหย่งิอยู่ในร่างของเล่อตงจริงหรือไม่
“เงินนี้เป็ของป้ากุ้ยจือ ฉันลองทบทวนดูแล้ว คิดว่านายควรรับไป”
เล่อตงเงียบไปหลายวินาที แต่ก็ไม่ได้เอื้อมมือออกมารับเงินก้อนนั้น ทำเพียงแค่ถอนหายใจ “เขาให้เธอ เธอก็เก็บเอาไว้เถอะ”
บททดสอบระหว่างคนฉลาดไม่จำเป็จะต้องโจ่งแจ้ง น้ำเสียงและสีหน้าของเขาก็เพียงพอแล้วสำหรับการยืนยันความเชื่อของเล่อเวย
เธอยัดเงินใส่มือเล่อตง “ฉันยังมีอีกสามสิบหยวน เข้าเมืองต้องใช้เงิน นายจะได้มีติดตัวเอาไว้บ้าง”
เล่อตงมองเงินในมือของตัวเอง และเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็พับธนบัตรสิบหยวนสองใบอย่างระมัดระวังแล้วค่อยๆ เก็บลงในกระเป๋าอย่างเบามือ
เล่อเวยแอบคิดว่า เขาอาจจะไม่ใช้เงินยี่สิบหยวนนี้ไปตลอดทั้งชีวิต
ดูเหมือนสายใยแห่งความผูกพันระหว่างแม่ลูก คงต้องขาดจากกันในชีวิตนี้
หลังเก็บเงินลงในกระเป๋า เล่อตงก็หันมาพูดธุระของพวกเขา “ฉันจะไปที่บ้านสกุลเฝิงก่อนเพื่อเตรียมกลไก ส่วนเธอค่อยเอาของที่เหลือตามไปหลังฟ้ามืด”
หมู่บ้านเฟิงเล่อห่างจากหมู่บ้านเฝิงเจียประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตร ตามปกติต้องใช้เวลาสามถึงสี่ชั่วโมงในการเดินเท้าไปถึง แต่หลังจากกินยาเพิ่มพลัง ศักยภาพทางร่างกายของเล่อเวยก็สูงขึ้น เธอจึงสามารถไปที่นั่นด้วยเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียว
แต่เล่อตงไม่ใช่ เพราะเขาเป็เด็กอ้วนน้ำหนักเกือบร้อยกิโล!
ร่างกายที่หนักอึ้งของเขาทำให้ไม่สามารถเดินเท้าต่อเนื่องเป็เวลานานได้ เ้าตัวจึงไปที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านแล้วจ้างรถม้าให้พาไป
น่าเสียดายที่เล่อตงเป็เด็กผู้ชาย เลยไม่สามารถกินยาเพิ่มพลังนั้นได้
แต่ถ้าเขาไม่ใส่ใจศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอะไรนั่น ก็น่าจะลองดู...
ราวกับอ่านใจของเล่อเวยออก เล่อตงเลยจ้องหน้าเธอ “หยุดคิดเลยนะ!”
“โอเค โอเค” เล่อเวยแลบลิ้นออกมาอย่างรู้สึกผิด
ทันทีที่ฟ้ามืด เธอก็แบกวัตถุไวไฟที่เตรียมไว้ขึ้นหลัง แล้วรีบออกเดินทางไปยังหมู่บ้านเฝิงเจีย
เล่อตงกลับออกมาก่อน เขาสอนวิธีเปิดใช้กลไกให้เล่อเวยเอาไว้แล้ว ที่เหลือก็ให้เป็หน้าที่ของเธอ ส่วนเขาต้องกลับมารับหน้าเสื่อกับจี่เฟิ่งที่บ้าน ไม่เช่นนั้นอาจจะดูผิดปกติที่คืนนี้ลูกๆ ของเธอหายไปกันหมด
หลังจากนั้นไม่นาน เล่อเวยก็มาถึงเชิงกำแพงหลังบ้านสกุลเฝิง
สามปีในบ้านสกุลเฝิงสำหรับเธอคือนรกทั้งเป็
การกลับมาที่นี่อีกครั้ง ทำให้เล่อเวยพบว่า เธอไม่เหลือความกลัวอยู่ภายในใจมากนัก เธอตั้งใจแน่วแน่ที่จะมายุติปัญหาและจบความแค้นต่อเฝิงเจียงให้ได้
เล่อเวยทำตามคำแนะนำและมายังสถานที่ที่เล่อตงบอกไว้ทุกประการ แต่กลับไม่พบเครื่องรางที่ควรจะติดอยู่ที่นั่น!
เกิดอะไรขึ้น
เล่อเวยไม่ได้สงสัยในตัวของเล่อตง หลังจากที่เธอเชื่อว่าเล่อตงคือเฉินหย่งิ เล่อเวยก็เชื่อในตัวเขาร้อยเปอร์เซ็นต์
หรือจะมีอะไรผิดพลาด
เธอมองไปรอบๆ อาศัยแสงจันทร์สำรวจทุกตารางนิ้วบนกำแพงอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น เธอก็พบกระดาษสามเหลี่ยมแผ่นเล็กๆ แปะอยู่ตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็
แต่มันดูเหมือนเหลืออยู่แค่มุมกระดาษ!
เครื่องรางถูกฉีกออกอย่างนั้นเหรอ!
ตอนนั้นเอง เล่อเวยก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างจากเสียงลมที่พัดผ่านหู
นอกจากความจำและพละกำลังทางกายแล้ว ประสาทััทั้งห้าของเธอยังเพิ่มมากขึ้นด้วย เล่อเวยแอบเสียดายนิดหน่อยที่เธออยู่ในโลกปัจจุบัน หากเดินทางกลับไปยังโลกที่ใช้วรยุทธหรือกำลังภายในได้ เธอคงกลายเป็วีรสตรีก้องโลกไปแล้ว!
คืนนี้ไม่มีลม ดังนั้นเมื่อลมพัดผ่านหู เธอจึงกลิ้งหลบโดยสัญชาตญาณ
ปัก!
ไม้ท่อนใหญ่เท่าแขนฟาดลงตรงจุดที่เธอเคยอยู่!
[1] เห็นลายมือเหมือนได้เห็นตัวคน เป็วลีที่เน้นย้ำความคิดที่ว่าลายมือคนสามารถสะท้อนบุคลิก อุปนิสัยหรือสถานะได้เช่นเดียวกับการพบปะผู้คนด้วยตนเอง
[2] หม้อทองคำใบแรก เป็สำนวน หมายถึง เงินจำนวนมากก้อนแรกที่ได้จากการเริ่มต้นธุรกิจ หรือความสำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจ