ซาบริน่าแสร้งทําเป็ไม่สนใจกับถ้อยคําเยาะหยันนั้นเสียความหงุดหงิดรําคาญใจและความโมโหทําให้อารมณ์ขันของเธอปลาสนาการไปสิ้นเธอพยายามจะเดินผ่านร่างสูงๆ ของคนแปลกหน้าคนนั้นแต่เขาก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้
“รถของคุณคนไหน?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง
“คอนติเนนตัลสีฟ้าแถวถัดไปข้างหลังคุณนั่นแหละ”
“แต่ตอนที่ผมพบคุณครั้งแรกคุณไม่ได้มีทีท่าว่าจะเดินไปทางนั้นนี่”
คําพูดของเขาทําให้สาวน้อยขบฟันแน่น
“ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะเดินไปท่าเรือเพื่อพบกับพ่อ และเดบอร่าห์แต่เมื่อคุณยืนยันว่าจะตามฉันไปด้วย ฉันก็ยินดีจะไปนั่งคอยเขาในรถมากกว่า”
เธอตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน
“หมายความว่าเขาออกไปเล่นเรือแล้วทิ้งคุณไว้บนรถคนเดียวอย่างนั้นรึ?”
น้ำเสียงที่ถามนั้นเหมือนจะเน้นให้รู้ว่าทั้งพ่อและเดบอร่าห์ออกจะไร้น้ำใจกับเธอมากเกินไปหน่อยเสียแล้ว
“ไม่ใช่หรอก พ่อคนเดียวต่างหากที่ออกไปเล่นเรือส่วนเดบอร่าห์กับฉันก็เพียงแต่มารับเท่านั้นตอนนี้เขาเดินไปที่ท่าและฉันก็กําลังจะเดินตามไปดูว่าทําไมเขาถึงได้กลับมาที่รถกันช้านัก”
“เดเบอร่าห์เขาเป็พี่สาวคุณหรือไง?”
“รู้สึกว่าคุณอยากรู้อยากเห็นเื่ส่วนตัวของฉันเสียเหลือเกินนะ”
เธอถอนใจออกมาอย่างรําคาญ
“ไม่ใช่หรอก เดบอร่าห์น่ะเขากําลังจะมาเป็แม่เลี้ยงของฉันพอใจหรือยังล่ะที่ได้รู้อย่างนี้?”
มือของเขาจับอยู่ตรงปลายศอกนําเธอกลับไปยังทิศที่ซาบริน่ารู้ว่ารถจอดอยู่ เมื่อเดินมาได้สักครู่ไม้เท้าก็ไปถูกบังโคลนเข้า
“แล้วพ่อคุณเขาเล่นเรืออะไรล่ะผมจะช่วยไปดูให้ว่าทําไมเขาถึงได้กลับมาช้านัก”
คนแปลกหน้าคนนั้นแสดงความเอื้อเฟื้อออกมาอีก
“อ๋อ ไม่ต้องหรอก ขอบใจ”
เธอปฏิเสธออกไปทันที
“ทุกวันนี้เขาก็เชื่อมั่นพออยู่แล้วละว่า ฉันจําเป็จะต้องมีคนดูแลอย่างเป็การถาวรเสียทีถ้าคุณขืนไปเล่าอะไรให้เขาฟังฉันจะไม่มีวันพูดจาเกลี้ยกล่อมให้เขายอมเชื่อได้เลยว่าฉันไม่้าผู้ดูแลหรือที่ถูกผู้คุมขนาดนั้น”
ความะเืใจฉาบฉายอยู่ในน้ำเสียงของเธออย่างเห็นได้ชัด
“เอาละ ถ้าฉันให้สัญญากับคุณว่าฉันจะไม่ออกจากรถไปไหนอีกคุณจะไปเสียให้พ้นแล้วก็ปล่อยฉันไว้ตามลําพังได้ไหมล่ะ?”
“ผมว่ามันออกจะสายไปหน่อยแล้วละนะสําหรับการที่จะเก็บเื่การพบปะของเราไว้เป็ความลับไม่ให้พ่อคุณรู้”
ผู้ชายคนนั้นว่า
“คุณหมายความว่ายังไงคะ?”
ซาบริน่าขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจในคําพูดของเขา
“คนที่ชื่อเดบอร่าห์นะผมเขาสีแดงหรือเปล่า ?”
“ใช่”
“เอาละ ถ้าอย่างนั้นผมเห็นจะต้องบอกให้คุณรับรู้ไว้ขณะนี้มีผู้ชายคนหนึ่งกําลังเดินออกมาจากประตูท่าเรือพร้อมกับผู้หญิงผมแดงคนหนึ่งเดินเคียงข้างมาด้วยเขากําลังมองทางนี้ด้วยสีหน้าที่บอกความร้อนใจอยู่”
นั่นคือคําตอบ
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบไปเสียเถอะก่อนที่พ่อฉันจะมาเห็นคุณเข้า”
เธอแทบจะอ้อนวอน
“ก็ตอนนี้เขาเห็นผมแล้วนี่ ฟังนะคุณ ถ้าผมเป็พ่อคุณผมจะต้องระแวงสงสัยอย่างหนักทีเดียว ที่มีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาพูดจาปราศรัยกับลูกสาวแล้วจู่ๆ พอเห็นเขาเข้าก็รีบเดินผละจากไปเพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดผมอยู่รอเขาตรงนี้ก่อนดีกว่า”
ผู้ชายคนนั้นตอบ
“อย่านะ”
ซาบริน่าร้องทักท้วงออกไปแต่สําหรับผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ดูเหมือนเขาไม่สนใจฟังเอาเสียเลย
“นี่ คุณเลิกทําสีหน้าราวกับว่าผมกําลังขอให้คุณทําอะไรบางอย่างที่มันไม่สมควรเสียทีเถอะแล้วก็ยิ้มเข้าไปด้วย”
น้ำเสียงทุ้มๆของผู้ชายคนนั้นบอกความขบขันอย่างเห็นได้ชัดดูเหมือนเขาจะสบายใจเหลือเกินที่เห็นเธอมี สีหน้าท่าทางกระวนกระวายเช่นนี้อาการลังเลปรากฏขึ้น ก่อนหน้ารอยยิ้มจะฉาบขึ้นบนเรียวปาก
“ซาบริน่า”
เสียงเรียกของพ่อทําให้จิตใจดีขึ้นอย่างมากความห่วงใยที่พ่อมีต่อเธอนั้นมากมายและมั่นคงเสมอมา“เบื่อไหมที่ต้องนั่งรอพ่ออยู่อย่างนี้?”
เธอหันหน้ามาทางเสียงนั้น พยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้าไว้รู้ดีว่าขณะนี้พ่อกําลังจับตามองดูปฏิกิริยาที่กําลังเกิดขึ้นกับเธออยู่
“สวัสดีค่ะพ่อ”
เธอพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็ปกติอย่างที่สุด
“ไปเล่นเรือสนุกไหมคะ ?”
“จะมีอะไรสนุกกว่านี้อีกเล่า?”
เสียงที่ตอบมานั้นปนหัวเราะอยู่
ซาบริน่าแทบจะััความรู้สึกได้ว่า ขณะนี้พ่อกำลังหันไปมองหน้าผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นอย่างสงสัยเนื่องจากเธอมัวแต่พะวงกับการขับไล่เขาให้ออกไปพ้นๆเสียจากที่นั่นจึงไม่ได้คิดหาข้อแก้ตัวไว้เพื่ออธิบายให้พ่อเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงมายืนอยู่ตรงนี้แต่ปรากฏว่าเธอไม่จําเป็ต้องแบกปัญหานั้นไว้เลย
“คุณคงเป็พ่อของซาบริน่าสินะครับเขาเพิ่งถามผมอยู่เดี๋ยวนี้เองว่าเห็นเรือเลดี้ซาบริน่าเข้ามาหรือยังตอนที่ผมออกไปเดินเล่นตรงท่าเรือผมกําลังจะเอาเรือใบขนาดสองเสาของผมชื่อเดม ฟอร์จูน...ลงต่อจากคุณพอดีเลยครับและผมก็ขอแนะนําตัวเองเสียเลยว่าผมชื่อเบย์ คาเมรอน”
คนแปลกหน้าคนนั้นกล่าวกับพ่อ
“ส่วนผม...แกร้นท์ เลนครับ”
พ่อตอบออกไปความแปลกใจในตอนแรกดูจะเลือนหายไปหมดสิ้นเมื่อมีการแนะนําตัวกันอย่างเป็ทางการเช่นนี้
ตลอดเวลาที่บุรุษทั้งสองสนทนาวิสาสะกันอยู่นั้นซาบริน่ามิได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเธอนั่งกลั้นลมหายใจไว้ และขณะนี้กําลังลอบระบายมันออกมาอย่างโล่งอกขณะนี้เธอรู้แล้วว่าคนแปลกหน้าคนนั้นมีชื่อว่าเบย์ คาเมรอนซึ่งทําให้เธอพอจะรู้ว่าเขาเป็คนมีหัวนอนปลายตีนอยู่บ้าง เธอคิดอย่างโล่งอก
และเธอก็ออกจะมั่นใจว่าในท่าเทียบเรือแห่งนี้จะไม่มีเรือลําอื่นที่ชื่อเลดี้ซาบริน่าไปได้นอกจากลําของพ่อแต่มันออกจะน่าแปลกที่ผู้ชายคนนี้สามารถจะเอาสองมาบวกสองได้อย่างว่องไวพ่อจะต้องตั้งชื่อเรือตามชื่อของเธออย่างแน่นอนและมันก็เป็เหตุผลที่น่าปรบมือให้เสียด้วยกับการที่เขาเข้ามาพูดจากับเธออยู่ในขณะนี้
เมื่อเธอรู้สึกว่ามือของพ่อเอื้อมมาแตะไหล่เธอก็หันไปทางนั้นพร้อมกับยิ้มให้
“หนูไม่ได้เป็ห่วงพ่อเท่าไรนักใช่ไหม ซาบริน่า?”
เสียงพ่อถามล้อๆ
“ไม่ห่วงเลยค่ะนักเดินเรือเก่าแก่อย่างพ่อจําเป็ด้วยหรือคะที่จะต้องมีใครเป็ห่วงแม้ว่าพ่อจะไม่มีลูกเรือฝีมือดีอย่างหนูคอยเป็ผู้ช่วยอีกแล้วก็ตาม”
เธอหัวเราะออกมาเบาๆ
“เอ้อ...นั่นสินะ”
คําพูดอย่างไม่เต็มใจจะยอมรับของพ่อทําให้ซาบริน่าอยากจะกัดลิ้นตัวเองนักเธอไม่ได้ตั้งใจจะเตือนความจําของพ่อถึงเมื่อครั้งที่เขาและเธอเคยอยู่ร่วมกันกลางทะเลครั้งละหลายๆชั่วโมงเลย ก่อนหน้าที่มันจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จนเธอถึงกับตาบอดในที่สุด
“พวกผู้หญิงมักจะเป็กังวลเสมอละครับเมื่อผู้ชายซึ่งเป็หลักอยู่ในบ้านต้องออกไปลอยเรืออยู่กลางทะเล”
ผู้ชายที่ชื่อเบย์ คาเมรอนเอ่ยขึ้นในท่ามกลางความอึดอัดนั้น
“มันเป็ธรรมชาติของเราอยู่แล้วนี่คะ”
เดบอร่าห์เอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบของเธอ
“และพวกคุณที่เป็ผู้ชายก็ชอบที่จะให้เรารู้สึกอย่างนั้นด้วย”
“ถูกต้องทีเดียว เดบอร่าห์”
พ่อของเธอคล้อยตามอย่างเห็นด้วย
“คุณคาเมรอน ผมขอแนะนําให้คุณรู้จักกับ เดบอร่าห์ มอสเล่ย์คู่หมั้นผม”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณมอสเล่ย์แต่ผมเห็นจะไม่รบกวนเวลาคุณอีกต่อไปแล้วเพราะคุณยังมีธุระอื่นที่จะต้องทําต่อไปอีกอย่างแน่นอน”
เบย์ เมคารอนตอบ
“ขอบใจมากนะ ที่คุณอุตส่าห์อยู่เป็เพื่อนซาบริน่า”
พ่อของเธอกล่าวออกไปด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ
“ค่ะ คุณคาเมรอน”
ซาบริน่าเสริม ไม่ใคร่เต็มใจนักเพราะรู้อยู่ว่าเขาไม่ได้ยอมตามใจเธอง่ายๆ
“ฉันต้องขอขอบคุณในความมีน้ำใจของคุณด้วยค่ะ”
“ไม่เป็ไรหรอก”
แม้จะมองไม่เห็นซาบริน่าก็จับหางเสียงที่กลั้วหัวเราะของเขาได้อยู่เพียงแต่ว่าพ่อกับเดบอร่าห์ไม่ได้สังเกตเื่นี้ตามไปด้วยเท่านั้นเขารู้อยู่แก่ใจว่าเธอกําลังขอบใจเขาเื่อะไร
“หวังว่าเราจะได้พบกัน อีกนะครับ สวัสดี”
หลังจากที่ทุกคนกล่าวคําล่ำลากับเขาแล้วซาบริน่าก็เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่เดินจากไปอยู่เธอออกจะสงสัยอยู่ครามครันว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทําให้เขากับเธอได้พบกันให้พ่อฟังอาจจะเป็เพราะเขาสงสารเธอหรือไม่ก็ถึงกับเวทนาบ้างกระมัง เพราะจริงๆแล้วเขาได้แสดงความหยาบคายและโอหังใส่เธอไม่น้อย