แสงแดดยามสายโรยตัวลงผ่านยอดไม้สูง บดบังเงาบางส่วนของลานฝึกซ้อมด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านซื่อหาน เงาร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีหม่นยังคงเคลื่อนไหวท่ามกลางเสียงลมหายใจและแรงกระแทกบนพื้นดิน
หลิงเซียวสะบัดโซ่ในมือซ้ายตามจังหวะหมุนตัว ก่อนจะหยุดนิ่งแล้วยืดตัวหายใจเข้าลึก ร่างกายยังเจ็บช้ำจากการฝึกต่อเนื่องในหลายวันก่อน แต่ในเวลานี้…เขาไม่อาจปล่อยให้แม้แต่ชั่วขณะหลุดจากการเตรียมพร้อม
“อีกสองวัน…” เขาพึมพำเบา ๆ
คำพูดของาุโเจี่ยนยังวนเวียนอยู่ในหู—บททดสอบขั้นที่สอง…คือการคัดเลือกระดับสุดท้ายก่อนเข้าสู่สำนักหมื่นกลจักรของแคว้น
ไม่ใช่แค่บททดสอบทางกายหรือจิตใจอีกต่อไป แต่เป็การเผชิญกับตัวตนที่แท้จริง ทั้งของตนเอง…และของผู้คนรอบข้าง
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากแนวพุ่มไม้ด้านหลัง ทำให้เขาหันกลับไปช้า ๆ
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามา เงาสะท้อนจากแสงอาทิตย์บนเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของนางทำให้ดูราวกับมีออร่าอบอุ่น
“เ้าฝึกั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างอีกแล้วหรือ?” น้ำเสียงนางเจือความห่วงใย
หลิงเซียวพยักหน้าเบา ๆ พลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผากด้วยหลังมือ “หากข้าหยุดแม้ครู่เดียว ข้าคงไม่พร้อมสำหรับสิ่งที่รออยู่”
เฟิ่งเหยาหยุดยืนข้างเขา มองดูโซ่ที่เขายังกำไว้แน่น “เ้าไม่จำเป็ต้องกดดันตัวเองขนาดนี้ก็ได้…เ้าผ่านการทดสอบขั้นแรกมาได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดแล้ว”
“แต่นั่นยังไม่พอ” หลิงเซียวพูดเรียบ ๆ สายตายังคงมองตรงไปยังลานฝึก “ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้…ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น แต่เพื่อให้ข้าคงอยู่บนเส้นทางนี้ได้ด้วยตนเอง”
เฟิ่งเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปนั่งบนก้อนหินข้างสนาม มองเขาด้วยแววตาครุ่นคิด “ข้าเข้าใจ…เพราะข้าเองก็เคยคิดเช่นนั้นมาก่อน”
หลิงเซียวเหลือบมองเธอเล็กน้อย แววตาสงสัยปรากฏขึ้น
“ตอนข้าเข้าสำนักครั้งแรก ข้าก็เป็เพียงเด็กสาวจากตระกูลที่ไร้ชื่อเสียง ไม่มีใครให้ความสนใจ ข้าจึงฝึกหนักจนลืมแม้แต่จะยิ้มให้ตนเอง…” เฟิ่งเหยาเอ่ยเสียงแ่ “จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าก็ล้มลง—ทั้งร่างกายและหัวใจ”
เธอหยุดพูดครู่หนึ่ง แล้วหันมาสบตาเขา
“ข้าไม่อยากเห็นเ้าต้องเดินซ้ำรอยข้า หลิงเซียว”
เขานิ่งฟัง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าที่เปรอะคราบเหงื่อ
“บางที ข้าคงโชคดีกว่าที่มีเ้าคอยเตือน” เขาว่ากลับเบา ๆ
⸻
ยามสายคล้อยไปถึงเที่ยง าุโเจี่ยนกับเยว่อี้เรียกกลุ่มผู้ผ่านการทดสอบเข้ารวมตัวที่ศาลากลางหมู่บ้าน
“จากการทดสอบจิตตื่นรู้ที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการทดสอบเพียงสิบเจ็ดคน” าุโเจี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเ้าคือผู้มีคุณสมบัติขั้นต้นในการเข้าสู่บททดสอบถัดไปของสำนักหมื่นกลจักร”
เยว่อี้เดินออกมาด้านหน้า มือไขว้หลัง ดวงตาคมราวกับเหล็กกล้า “ในอีกสองวัน พวกเ้าจะต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไปยังประตูเขตวังเทวะเหนือ ที่นั่นคือด่านแรกสู่สำนักใหญ่”
เสียงกระซิบดังแ่ในหมู่ผู้เข้าร่วม
“ประตูเขตวังเทวะเหนือ… ที่ว่ามีสัตว์กลพิทักษ์เฝ้าอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ?”
“ใครจะกล้าผ่านไปได้ง่าย ๆ…”
เยว่อี้ไม่ได้ตอบ เขาเพียงพูดต่อ “ข้าไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดของการทดสอบขั้นที่สองได้ แต่จงรู้ไว้ว่า…มันไม่ใช่แค่การวัดพลัง แต่เป็การวัดหัวใจของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งศาสตร์จักรกลยุทธ์”
หลิงเซียวเงียบ ไม่เอ่ยถามสิ่งใด แต่จดจำทุกคำพูดไว้ในใจ
เขารู้ดี…สิ่งที่เขาต้องเตรียม ไม่ใช่แค่กายและใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเข้าใจใน “ระบบ” ของโลกใบใหม่นี้—สิ่งที่อาจช่วยเขาเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่แม้แต่ผู้าุโบางคนยังไม่อาจรับมือได้
…
หลังเลิกประชุม กลุ่มผู้ผ่านการทดสอบต่างแยกย้าย บ้างเตรียมอาวุธ บ้างฝึกฝนกระบวนท่า
หลิงจื้อเดินผ่านหน้าเขาโดยไม่เอ่ยอะไร เพียงหันมามองนิ่ง ๆ แววตาไม่ใช่การดูแคลนอีกต่อไป แต่เป็ความใคร่รู้ และความเงียบงันของชายผู้กำลังทบทวนตนเอง
เฟิ่งเหยาเดินเข้ามาเคียงข้างหลิงเซียวอีกครั้ง สีหน้าของนางไม่เร่งรีบ ทว่าสายตายังมั่นคง
“เ้ายังจะฝึกต่ออีกหรือ?”
“ข้ายังมีจุดที่ช้าอยู่” หลิงเซียวตอบทันที
“เ้าจะเหนื่อยเกินไป…”
“ข้าไม่กลัวเหนื่อย ข้ากลัวเสียโอกาส”
เฟิ่งเหยาเงียบไป แต่ในแววตานั้นมีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นแทน
“เช่นนั้นข้าจะอยู่ฝึกเป็เพื่อนเ้า”
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนผ่านต้นไม้สูง ลมเบา ๆ พัดผ่านสองเงาที่ขยับเคียงกันในลานฝึก
และในความเงียบนั้น…คือเสียงของหัวใจสองดวงที่เตรียมพร้อมจะก้าวไปสู่โลกซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน