ทหารเสือราชินี

    บทที่ 8

    พระราชินีเอลิเนอร์ทรงฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ แต่โปรดที่จะประทับอยู่ที่ เทาเออร์ บนชั้นสองของหอคอยแห่งนั้น ในท้องพระโรงของชั้นหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยผู้ที่ขอเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลร้องทุกข์ และแต่ละคนก็พยายามที่จะเกลี้ยกล่อมปีเตอร์ ออฟ บลอยส์ ผู้มีตำแหน่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ว่าพวกเขาสมควรจะได้รับโอกาสได้เข้าเฝ้าด้วยกันทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนปีเตอร์จะไม่ประทับใจกับเรื่องราวร้องทุกข์เท่าไรนัก ดังนั้นจึงถูกปฏิเสธเสียเป็นส่วนมากเมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ที่ยืนยันจะขอเข้าเฝ้าหรือร้องทุกข์ให้ได้ จึงต้องหันไปหา คลอดีน เดอ ลูดืน แม่ม่ายสาวที่เป็นทั้งพระญาติ ห่างๆ และเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินี ทั้งนี้เพราะเธอมักจะให้ความสนใจได้มากกว่า และยังสามารถจะแสดงความคิดเห็นคัดค้านในความตั้งใจของปีเตอร์ได้ด้วยบรรดาข้าราชสำนักต่างรวมตัวกันอยู่ใกล้เตาผิงตรงมุมหนึ่งของห้องพระโรง คลอดีนไม่ใคร่แปลกใจเท่าไรนักเมื่อได้พบว่า เซอร์ ดูรันด์ เดอ เคอซัน ถูกรุมล้อมอยู่ เพราะดูเหมือนเขาจะเป็นบุรุษที่เรียกร้องความสนใจของผู้อื่นได้เสมอ ซึ่งก็เช่นเดียวกับความหลงใหลในเมรัย ผู้หญิงและชีวิตความเป็นอยู่อันสูงส่ง เรื่องเล่าของเขามักจะหนีไม่พ้นเรื่องนางกลางเมือง เรื่องแม่ชี เรื่องน่าฉงนของเจ้าของโรงแรม ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงให้เกิดขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่ส่วนที่ประทับของพระราชินีนั้น คลอดีนแสร้งทำเป็นรีรออยู่เป็นครู่ ด้วยอยากจะฟังเรื่องที่กำลังเล่าให้จบลงเสียก่อนบริเวณนั้นออกจะเงียบสงบกว่าในท้องพระโรง แต่อาจจะเป็นเพราะพระราชินีประทับอยู่เพียงลำพังก็เป็นได้ ข้าหลวงคนหนึ่งกำลังเลือกฉลองพระองค์แพรไหม มหาดเล็กคนหนึ่งกำลังดูแลไฟในเตาผิง ส่วนสุนัขพันธุ์เกรย์ฮาวนด์ ก็ขดตัวนอนอยู่บนพื้นพรม คลอดีนไม่มีจิตใจที่จะเย้าแหย่สุนัข เพราะกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดเรื่องหนึ่งในใจใกล้กันนั้น บาทหลวงแห่งราชสำนักกำลังคุยเรื่องเหยี่ยวอยู่กับวิลเลียม ลองสเวิร์ด ผู้เป็นบุตรนอกสมรสของอดีตพระสวามีผู้สิ้นพระชนม์ของเอลิเนอร์ ปกติแล้วคลอดีนจะต้องเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย ทั้งนี้เพราะเธอชอบกีฬาแข่งเหยี่ยวอย่างที่สุด และบุรุษทั้งสองก็เป็นที่ชอบพอกับเธออยู่ เธอชอบที่จะล้อเลียนบาทหลวง ว่าเขาหล่อเกินกว่าที่จะมาเป็นนักบวช และวิล ผู้มีเรือนร่างอ้วนเตี้ย เรือนผมสีแดงในวัยสามสิบเศษ ก็เป็นชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ปราศจากศัตรู เป็นบุคคลที่จิตใจดี จนแม้แต่ผู้ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นก็ยังไม่อาจสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริตของเขาได้แต่ครั้งนี้ เธอเพียงแต่ส่งยิ้มให้ขณะเดินผ่าน ด้วยเธอมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเข้าเฝ้าพระราชินีเป็นการด่วนประตูทางด้านทิศใต้นั้นจะเปิดออกสู่วิหารแห่งเซ้นท์ จอห์น ดิ อีแวนเจลิสท์ แต่คลอดีนไม่หวั่นเกรงที่จะก้าวล่วงเข้าไป ทั้งนี้เพราะทราบดีว่า พระราชินีเพียงแต่ทรงแสวงหาความสงบ มิได้เข้าสู่วิหารเพื่อทรงปฏิบัติศาสนกิจแต่อย่างใดแสงแดดซีดจางแห่งเดือนมกราคมสาดส่องเข้ามาในวิหารทางหน้าต่างกระจกสี ทำให้ผนังทุกด้าน และเสาทรงกลมทุกต้นราวถูกสลักเสลาขึ้นจากแท่งหินอ่อน ในความรู้สึกของคลอดีนแล้ววิหารแบบนอร์มันที่เรียบง่ายนี้ มีความสวยงามยิ่งกว่ามหาวิหารแห่งพระเจ้าหลายเท่านัก คลอดีนมีความปรารถนาในความธรรมดาสามัญมากกว่า ซึ่งก็เช่นเดียวกับพระราชินีนั่นเองและเช่นที่คาดคิดไว้ พระราชินีกำลังสวดมนต์อธิษฐาน แต่ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าต่างกระจกสีสายพระเนตรเหม่อมองกลุ่มเมฆที่แต่งแต้มท้องฟ้า สตรีน้อยคนนักที่จะยังคงรักษาเรือนร่างให้บอบบางราวต้นวิลโลว์เช่นพระราชินีนี้ได้ ยิ่งกว่านั้น ทุกพระอิริยาบถยังเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงแคล่วคล่อง บ่งบอกถึงความมั่นพระทัยอย่างยิ่งอีกด้วย ทั้งนี้เพราะยังทรงมีพระภารกิจที่จะทรงยอมแพ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาดรออยู่ มิได้ทรงหวั่นไหวแม้ในเรื่องของความตาย ทั้งนี้เพราะทรงเคยผ่านความทุกข์ตรมเมื่อต้องสูญเสียพระโอรสและพระธิดาไปแล้วถึงสี่องค์ด้วยกัน แต่กระนั้นก็ไม่มีองค์ไหนที่จะทรงรักใคร่อาทรเท่าริชาร์ดอีกแล้วเอลิเนอร์ผินพระพักตร์มามองเมื่อได้ยินเสียงประตูวิหารเปิดออก ลำแสงสีขาวแห่งฤดูหนาวทำให้สีพระพักตร์เลือดซีดลงกว่าปกติ และทำให้เงาเข้มใต้ขอบพระเนตรคล้ำลง ทรงแย้มพระโอษฐ์เมื่อพบว่าเป็นคลอดีน ซึ่งทำให้สีพระพักตร์อ่อนวัยลง“คลอดีน ฉันกำลังสงสัยอยู่ทีเดียวว่าหล่อนหายไปอยู่เสียที่ไหน หน้าตาหล่อนบอกความเจ้าเล่ห์อีกแล้ว ว่ามาสิว่าตอนนี้กำลังคิดวางแผนอะไรอยู่ในใจ”“โอ...ไม่ได้คิดวางแผนอะไรหรอกเพคะ หม่อมฉันทำเป็นแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้นนะเพคะ” คลอดีนกราบทูลสนิทสนม “คือหม่อมฉันจะมากราบทูลให้ทรงทราบว่าปีเตอร์ตั้งใจจะบอกให้ผู้ที่มาร้องเรียนเรื่องราวต่างๆ ให้กลับมาใหม่วันพรุ่งนี้ ซึ่งตอนนี้หม่อมฉันคิดว่าท่านคงจะทำไปแล้วละเพคะ แต่อยากจะกราบทูลถามว่าฝ่าบาทจะโปรดให้คนหนึ่งเข้าเฝ้าได้ไหมเพคะ เพราะหม่อมฉันมีความรู้สึกว่า เขาสามารถจะรอจนถึงวันแห่งการพิพากษาได้ถ้าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น จริงๆ นะเพคะ”“ก็ถ้าเรื่องของเขามันเร่งด่วนถึงขนาดนั้นแล้วทำไมปีเตอร์ถึงไม่ยอมอนุญาตล่ะ? ”“หม่อมฉันคิดว่าเป็นเพราะเขาไม่ยอมบอกให้ปีเตอร์ทราบว่าเรื่องที่ต้องการจะนำขึ้นกราบทูลนั้นเป็นเรื่องอะไรเพคะ” คลอดีนไม่อยากกราบทูลต่อว่า ผู้ที่ได้รับการปฏิเสธส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่ไม่ยอมบอกเรื่องราวที่จะร้องทุกข์ให้ปีเตอร์ทราบเสียก่อนทั้งนั้นเพราะแน่ใจว่าถึงอย่างไรพระราชินีจะต้องทรงทราบเรื่องเช่นนี้อยู่แล้ว ด้วยทรงรู้จักธรรมชาติในการทำงานของข้าราชสำนักทุกคนดี“รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้โชคดีมากทีเดียวนะที่หล่อนเต็มใจให้ความช่วยเหลือ สงสัยว่าเขาจะยังหนุ่มอยู่ละสิท่า แล้วก็หน้าตาท่าจะหล่อด้วยใช่ไหมล่ะ?คลอดีนยิ้มกว้าง สีหน้าของเธอไม่ได้บอกว่าจะปฏิเสธในรับสั่งเช่นนั้นเลย“หล่อมากทีเดียวละเพคะ” เธอกราบทูลหน้าตาเฉย “เรือนร่างสูงสง่า ผมดำยิ่งกว่าความผิดบาปทั้งปวง ดวงตาเป็นสีเทาควันแถมยังมีรอยยิ้มเหมือนแสงตะวันด้วยนะเพคะ อันที่จริงเขาก็ปฏิบัติต่อหม่อมฉันอย่างมีสัมมาคารวะไม่ต่างกว่าปีเตอร์หรอกเพคะ” ท่าทางดีมากทีเดียวแล้วก็ยังติดดาบไว้ที่บั้นเอวด้วยเพคะ” ประโยคสุดท้ายนี้เธอตั้งใจที่จะกราบทูลให้พระราชินีทรงทราบว่าบุรุษผู้นี้น่าจะอยู่ในระดับเดียวกันกับเธอไม่ใช่ระดับชาวบ้านธรรมดาแววพระเนตรวาววามด้วยรอยยิ้มอย่างขบขัน“ถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่สมควรจะปฏิเสธคนที่พกดาบมาเข้าเฝ้าหรอกนะ จริงไหม? ”“ขอบพระทัยเพคะ คลอดีนกราบทูลตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ก่อนจะถวายคำนับและรีบรุดไปยังประตู ความเป็นแม่ม่ายนั้นทำให้เธอมีอิสรเสรีอย่างเหลือจะคาดคิด เป็นการขยายขอบฟ้าให้ไพศาลกว่าการที่จะเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาและในท่ามกลางสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ คลอดีนก็ยังได้ลิ้มรสชาติแห่งความสุขในการหว่านเสน่ห์ ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ความหฤหรรษ์อันเป็นความลับอีกด้วย ซึ่งขณะนี้เธอก็หวังลับๆ อยู่ในใจว่าเหตุการณ์เช่นนั้นอาจจะเกิดขึ้นอีกก็ได้ เพียงแต่เธอยินดีที่จะใช้ เวลาให้นานที่สุด ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใดจะมีสามีคนไหนให้ความสุขกับเธอได้เทียมเท่าพระเมตตา ที่พระราชินีประทานให้อย่างเป็นการส่วนพระองค์เช่นนี้อีกเล่า...?จัสตินเต็มไปด้วยความตึงเครียดเช่นสายธนูที่ตึงเขม็ง เขาหวาดวิตกอยู่กับความคิดที่ว่า จะต้องเก็บรักษาที่ส่งขึ้นทูลเกล้าถวายพระราชินีแม้แต่อีกเพียงคืนเดียวแม้ความมีเหตุผลจะบอกเขาอยู่ ว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าเขามีจดหมายฉบับดังกล่าวอยู่กับตัว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแม้แต่เหตุผลนั้น ที่จะปลุกปลอบใจให้หายหวาดผวาได้ความหวังของเขาสว่างโพลงขึ้นเพียงชั่วแวบแล้วก็เลือนหาย ภายหลังจากที่เขาได้สนทนากับสตรีสาวผู้อ้างว่าเธอเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินี จัสตินยอมรับว่าเธอเป็นหญิงสาวที่สวยมาก ดวงตาคมเข้ม ลักยิ้มบุ๋มสองข้างแก้ม และเธอก็ได้ให้คำมั่นกับเขา ว่าจะช่วยดูแลให้ว่าจะให้การสนับสนุนเขาให้ได้เข้าเฝ้าครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ปรากฏว่าเธอหายตัวไปนานมาก และขณะนี้ราชเลขาธิการในพระองค์ก็เริ่มไล่ผู้คนออกจากห้องพระโรงแล้ว