เมื่อดารินเห็นอีกฝ่ายใช้มนตร์ธาตุสายฟ้าที่เป็ปฏิปักษ์กับธาตุน้ำในเวทมนตร์ของเธอ ดารินไม่กล้าที่จะใช้เวทมนตร์ใดเลยเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของเธอ ไม่เว้นแต่เวทมนตร์การรักษาของเธอ เพราะเวทมนตร์การรักษาของเธอก็มีธาตุน้ำอยู่ในมัน เธอเกรงว่านอกจากจะไม่ได้ช่วยฟื้นฟูแล้ว อาจจะส่งผลให้ลูกทีมของเธอโดนสายฟ้าช็อตแรงมากกว่าเดิม
ทางด้านวสุธาเองก็หวังจะใช้เวทมนตร์ธาตุดินเข้าช่วยเธอ แต่เวทมนตร์ของพวกเขามีระดับต่ำเกินไป ผลของมันอาจเป็ไปได้สองทางหากพวกเขายื่นมือเข้าช่วย ถ้าไม่ช่วยชะลอลดพลังการทำลายจากสายฟ้าได้บ้าง ก็อาจจะทำให้เศษกำแพงหินพังทลายลงมาทับใส่ผู้าเ็ทั้งสองแทน
ในขณะที่พวกเขาได้แต่มองดูผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองอย่างสิ้นหวัง จู่ ๆ ทันใดนั้นทุกอย่างกลับนิ่งสนิท บอลอัดอากาศที่ถูกยิงออกไปต่างลอยผ่านร่างที่นอนเจ็บทั้งสอง พวกมันบินผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย
ทุกคนต่างหันไปมองทางผู้ที่ร่ายมนตร์อสนีบาตอเวจีออกมา เ้าตัวดูหน้าแดงเล็กน้อย เป็อาการหน้าแดงที่ไม่ได้เกิดจากการโมโหฉุนเฉียวเหมือนกับทุกครั้ง แต่เป็อาการหน้าแดงของคนที่เคอะเขินมากกว่า
ดารินไม่รอช้า เธอออกตัววิ่งหาธัญญ่าทันที ธัญญ่าที่รอดจากการโดนอสนีบาตอเวจีซ้ำสอง เธอกลับมาได้สติอีกครั้ง เธอหันมองรอบ ๆ เพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเธอเห็นดารินกำลังวิ่งมาหาเธอ เธอพยายามเค้นเสียงออกมาทันที “ไปช่วยปกรณ์ก่อน”
“เ้าโง่ไร้ประโยชน์ ตายไปพร้อมกับพวกขยะไปเลยแล้วกัน” ขุนพลลงทัณฑ์ที่มองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง เขาชูมือข้างหนึ่งขึ้นบนฟ้าพร้อมกับรัศมีแสงสีเหลืองพวยพุ่งออกมา แล้วเขาก็ท่องคาถาออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “มนตร์ผสานลมและไฟ จงมา อสนีถล่มโลกา”
โดยไม่ต้องพึ่งบอลอัดอากาศเหมือนกับผู้พันประสิทธิ์ ปรากฏวงเวทขนาดั์สีเหลืองทองบนท้องฟ้า มันดูทรงพลังยิ่งกว่าของผู้พันประสิทธิ์หรือแม้แต่ของดารินที่เคยร่ายมนตร์มหาเวทออกมา
ท้องมืดครึ้มอย่างฉับพลัน ในวินาทีต่อมามีเสียงคำรามจากท้องฟ้า จากนั้นสายฟ้าขนาดมโหฬารราวกับมันลั่นออกมาจากก้อนเมฆที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าผ่านวงเวทสีเหลือง แสงสว่างที่ออกมาจากสายฟ้าช่างสว่างจ้าจนใครก็ตามที่เห็นมันต้องปิดตาหลบ
ภายในชั่วพริบตาสายฟ้าจากท้องฟ้าขนาดมหึมาฟาดลงมาจนปกคลุมไปทั้งลานกว้างประตูสาม
ในเสี้ยววินาทีแห่งความสิ้นหวังที่ทุกคนในลานกว้างที่รวมแม้กระทั่งทหารของนภาเอง พวกเขาได้แต่มองสายฟ้าที่ใหญ่จนมองเห็นแต่แสงกำลังลงมาหาพวกเขา
จบสิ้นแล้ว... เป็คำเดียวที่พวกเขานึกขึ้นได้ภายในเสี้ยววินาทีก่อนจะโดนสายฟ้าผ่าใส่ ทันใดนั้นได้ยินเสียงใครบางคนร่ายมนตร์คาถาออกมา
พวกเขาคิดว่าคงมีบางคนในกลุ่มพวกเขาพยายามสู้ดิ้นรนจนหยดสุดท้าย พวกเขาคิดว่ามันเป็การกระทำที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี จะมีมนตร์บทไหนกันที่จะช่วยพวกเขารอดจากสายฟ้าขนาดมโหฬารที่กำลังฟาดลงมาใส่ในขณะนี้
“มนตร์แห่งดิน จงออกมา หลังคาพิภพ”
ตูม!
สายฟ้าฟาดลงมาไม่สำเร็จ มันถูกขัดขวางโดยกำแพงหินขนาดมหึมาที่เรียงตัวรูปร่างประหลาด กำแพงหินไม่ได้ตั้งขึ้นตรงเหมือนกับมนตร์กำแพงศิลาที่พวกทหารวสุธาเคยใช้ก่อนหน้านี้
ในคราวนี้กำแพงหินมันงอกขึ้นมาจากพื้นดินแบ่งเป็สองฝั่งโดยเว้นช่องไว้ตรงกลาง มันพุ่งออกมาจากพื้นดินในลักษณ์ที่เอียงเข้าหากันจากทั้งสองฝั่ง เมื่อปลาย้าของมันชนกันก่อให้เกิดลักษณะเหมือนหลังคาขึ้นมา ความหนาของกำแพงก็มีมากกว่ามนตร์กำแพงศิลาหลายเท่า ความหนาของมันราวหนึ่งถึงสองเมตร มันใหญ่จนแทบจะกลายเป็หลังคาคลุมลานกว้างประตูสามไปแล้ว
หลังคาหินออกมาป้องกันสายฟ้าฟาดได้ทัน แต่มันก็ได้รับความเสียหายไปไม่น้อย แต่โชคดีที่มันยังคงแข็งแกร่งมากพอที่จะไม่พังทลายลงมาทับใส่ผู้คนที่อยู่ภายใต้มัน แต่หากโดนสายฟ้าขนาดมหึมานั่นฟาดซ้ำลงมาอีกครั้งถึงสองครั้ง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะยังทนทานพอจะรับสายฟ้าฟาดลงมาครั้งต่อไปหรือไม่
“ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เจอกับเ้า ขุนพลลงทัณฑ์” เสียงชายคนหนึ่งดังออกมา เสียงของเขาช่างไพเราะนุ่มหูดีเสียเหลือเกิน
ทุกคนต่างหันไปหาทางเ้าของเสียง ปรากฏชายหนุ่มผมยาวสีน้ำตาลอ่อนหน้าตาหล่อเหลายืนใช้พัดพัดใส่ตัวเองเบา ๆ อย่างสบายอารมณ์อยู่บนกำแพงอีกฟากที่ขุนพลลงทัณฑ์ยืนอยู่ ดูจากชุดที่หรูหราที่เขาสวมใส่อยู่บ่งบอกให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปหรือทหารอย่างแน่นอน เพราะข้างกายของเขามีคนในเครื่องแบบทหารวสุธายืนอยู่ข้างกายเขาด้วย