สิบห้าวันผ่านไปนับจากคืนที่คนเฝ้าก้นเหวเล่าเื่ศิษย์รักของตน เฟยหลงยังคงตักน้ำสามสิบเที่ยวทุกเช้าโดยไม่ขาด ร่างกายที่เคยเ็ปจนแทบขยับไม่ได้บัดนี้แข็งแรงขึ้นทีละน้อย แผลจากพิษเริ่มจางลง แม้ร่องรอยลึกๆ ในเส้นลมปราณเดิมจะยังคงเป็แผลเป็ถาวรที่ไม่มีวันสมานสนิทดังเดิม
เช้านี้เมื่อเขาแบกคานหาบเดินกลับจากลำธารเป็เที่ยวที่ยี่สิบสอง สายน้ำที่กระเซ็นกระทบใบหน้าเย็นเฉียบทำให้ภาพความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว เป็ภาพของบ่อน้ำฝึกซ้อมหลังสำนักกระบี่์ในวันที่เขาอายุสิบสี่ปี
—
“เ้าว่ายน้ำข้ามบ่อนี้ได้กี่รอบแล้ว จ้าวเทียน” เฟยหลงในวัยสิบสี่ปียืนอยู่บนขอบบ่อ เสื้อผ้าเปียกโชกหยดน้ำ หายใจหอบเล็กน้อยแต่ยังยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“สิบสองรอบ” จ้าวเทียนตอบเสียงแ่เบา ยังลอยคออยู่กลางบ่อด้วยความเหนื่อยล้าสุดขีด แขนขาสั่นเทาจากการฝืนฝึกฝนมาทั้งเช้า
“ข้าว่ายได้ยี่สิบรอบแล้ว โดยไม่ต้องหยุดพักสักครั้ง” เฟยหลงกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ตั้งใจเยาะเย้ย เพียงแค่พูดความจริงตามที่รู้สึก “เ้าต้องฝึกให้หนักกว่านี้อีกนะ จ้าวเทียน ไม่งั้นจะตามข้าไม่ทัน”
ใบหน้าของจ้าวเทียนในวันนั้นแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะฝืนยิ้มกลับมา “ข้า… ข้าจะพยายามให้มากกว่านี้”
เฟยหลงในวันนั้นไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่ารอยยิ้มของเพื่อนสนิทมีรอยแตกร้าวเล็กๆ ซ่อนอยู่ เขาเพียงหันหลังเดินจากไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง ทิ้งจ้าวเทียนไว้กลางบ่อน้ำเย็นเฉียบเพียงลำพัง วันนั้นเป็เพียงหนึ่งในหลายร้อยครั้งที่เฟยหลงพูดความจริงออกไปโดยไม่คิดว่าความจริงบางอย่างก็แหลมคมพอจะกรีดใจคนฟังได้เช่นกัน
—
อีกภาพหนึ่งผุดตามมาติดๆ เป็ความทรงจำเมื่อสองปีก่อน วันที่สำนักประกาศผลการคัดเลือกศิษย์เอกประจำรุ่น เฟยหลงยืนอยู่กลางลานประลองรับตำแหน่งท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง จ้าวเทียนยืนอยู่แถวหน้าในฐานะหนึ่งในผู้เข้าชิงตำแหน่งเช่นกัน
“ยินดีด้วยนะ เฟยหลง” จ้าวเทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจริงในสายตาของทุกคนรอบข้าง
“เ้าก็เก่งไม่แพ้ข้าหรอก จ้าวเทียน” เฟยหลงตอบพลางตบไหล่เพื่อนสนิท “แค่รุ่นนี้ข้าเผอิญโชคดีกว่าเ้าเท่านั้นเอง รุ่นหน้าเ้าคงมีโอกาส”
คำพูดนั้นตั้งใจจะปลอบใจ แต่กลับกลายเป็ดาบที่กรีดลึกกว่าคำวิจารณ์ใดๆ เพราะมันบอกเป็นัยว่าจ้าวเทียนยังมีโอกาสในอนาคต ทั้งที่ทั้งสองคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตำแหน่งศิษย์เอกมีได้เพียงหนึ่งเดียวต่อรุ่น และเฟยหลงจะครองตำแหน่งนี้ไปอีกนานเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่ในสำนัก ไม่มีวันที่จ้าวเทียนจะมีโอกาสนั้นจริงๆ เลยสักครั้ง
เฟยหลงในความทรงจำเดินจากไปพร้อมกับเสียงชื่นชมที่ล้อมรอบตัว ไม่ทันเห็นว่าจ้าวเทียนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกนาน กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือของตัวเอง
เฟยหลงในปัจจุบันยืนนิ่งอยู่กลางป่า มือที่กำคานหาบสั่นเทาเล็กน้อย เขาไม่เคยรู้เลยว่าคำพูดปลอบใจของตัวเองในวันนั้นเ็ปยิ่งกว่าคำดูถูกใดๆ ที่เขาอาจพูดออกไปโดยตรง
—
เฟยหลงหยุดฝีเท้ากลางทางเดิน ถังน้ำในมือหนักอึ้งขึ้นมาทันทีราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตนกำลังแบกอะไรอยู่ ภาพความทรงจำนั้นแทงใจเขายิ่งกว่าครั้งใด เพราะครั้งนี้เขามองเห็นสิ่งที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน นั่นคือรอยแตกร้าวเล็กๆ บนใบหน้าของจ้าวเทียนที่เขาเพิกเฉยมาตลอดห้าปี
“เ้าหยุดคิดอะไรอยู่” เสียงคนเฝ้าก้นเหวดังขึ้นจากด้านหลัง เขายืนอยู่ตรงนั้นโดยที่เฟยหลงไม่ทันสังเกตอีกครั้งหนึ่ง
“ข้า… ข้าเพิ่งนึกถึงเื่เก่าๆ” เฟยหลงตอบเสียงแ่เบา “เื่ที่ข้าไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองทำร้ายใครไว้เท่าใด”
คนเฝ้าก้นเหวพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้ถามรายละเอียดเพิ่ม “ความทรงจำแบบนั้นจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ระหว่างที่เ้าฝึกฝนต่อไป มันไม่ใช่เื่บังเอิญ ร่างกายที่สงบนิ่งพอจะรับรู้ปราณชนิดใหม่ได้ ก็สงบนิ่งพอจะมองเห็นความจริงที่เ้าเคยหลบเลี่ยงมาตลอดเช่นกัน ปล่อยให้มันผุดขึ้นมาเถิด อย่าไล่มันไป เพราะทุกภาพที่เ้าเห็นคือบทเรียนที่เ้าไม่เคยเรียนมาก่อน”
“แล้วข้าควรทำอย่างไรกับมัน” เฟยหลงถามพลางกำมือที่ว่างเปล่าแน่น
“จดจำมันไว้ ไม่ใช่เพื่อทรมานตัวเอง แต่เพื่อไม่ให้เ้าทำผิดซ้ำอีก” คนเฝ้าก้นเหวหันหลังเดินนำไปยังปากถ้ำ “วันนี้เ้าตักน้ำครบสามสิบเที่ยวพอดี พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มสอนเ้าเื่เปิดชีพจรด้วยปราณชนิดใหม่ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เ้าต้องเรียนรู้จะฟังลมหายใจของตัวเองก่อน ไม่ใช่ฟังเสียงเชียร์ของคนรอบข้างเหมือนที่เคยเป็มา”
—
อีกภาพหนึ่งแทรกขึ้นมาระหว่างเก็บข้าวของเข้าถ้ำในเย็นวันนั้น เป็ความทรงจำเมื่อหนึ่งปีก่อน วันที่หลินซีเอ่ยขึ้นอย่างขวยเขินระหว่างเดินเล่นในสวนสมุนไพรหลังสำนัก
“ศิษย์พี่รู้ไหม ข้าเคยฝันอยากเรียนวิชาแพทย์ั้แ่เด็ก อยากช่วยรักษาคนป่วยในหมู่บ้านที่ข้าเติบโตมา”
เฟยหลงในความทรงจำเพียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบอย่างไม่ทันคิด “เ้าไม่ต้องเรียนอะไรแบบนั้นหรอก หลินซี เมื่อเ้าแต่งงานกับข้าแล้ว ข้าจะดูแลเ้าเอง เ้าไม่ต้องลำบากเรียนวิชาที่ต้องเห็นเืเห็นแผลแบบนั้น”
หลินซีในความทรงจำเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรับ ราวกับยอมรับคำตัดสินนั้นโดยไม่มีทางเลือก แต่เฟยหลงไม่เคยสังเกตเห็นแววตาที่หรี่ลงเล็กน้อยของนางในวินาทีนั้นเลย
เฟยหลงในปัจจุบันหยุดมือที่กำลังจัดฟืนอยู่กลางถ้ำ ทบทวนภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพิ่งเข้าใจว่าตัวเองไม่เคยถามหลินซีสักครั้งว่านางอยากเป็อะไร อยากทำอะไรกับชีวิตของตัวเอง มีเพียงการตัดสินใจแทนนางในทุกเื่โดยคิดว่าเป็ความรักและความห่วงใย ทั้งที่แท้จริงแล้วมันคือการไม่เคยมองนางเป็คนคนหนึ่งเลยเช่นกัน
—
คืนนั้น เฟยหลงนั่งขัดสมาธิอยู่ริมบ่อสมุนไพร ตามคำสอนของคนเฝ้าก้นเหวที่ให้เพียงฟังลมหายใจตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบไปสู่ผลลัพธ์ใดๆ เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขานั่งนิ่งอยู่กับตัวเองโดยไม่มีใครมองอยู่ ไม่มีเสียงเชียร์ ไม่มีคู่แข่งให้เอาชนะ มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกของตัวเองที่ค่อยๆ ช้าลงและลึกขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
ในความเงียบนั้น ภาพความทรงจำอีกภาพหนึ่งผุดขึ้นมา คราวนี้เป็ภาพของหลินซีในวันที่พวกเขาพบกันครั้งแรก นางยืนอยู่หน้าประตูสำนักในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เข้าฝึกในสำนักใหญ่ ก่อนที่นางจะถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งคู่หมั้นของเขาตามคำสั่งของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีใครถามความเห็นของนางแม้แต่คำเดียว และเฟยหลงเองก็ไม่เคยถามเช่นกัน เขาเพียงยอมรับนางในฐานะรางวัลอีกชิ้นหนึ่งที่มาพร้อมกับความเป็อัจฉริยะของตัวเอง เหมือนกับเหรียญรางวัลหรือคำชื่นชมอื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาโดยไม่ต้องออกแรงขอ
น้ำตาที่เคยไหลออกมาในคืนแรกที่ก้นเหวกลับมาซึมออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเ็ปจากการถูกทรยศ หากแต่เป็ความเ็ปจากการมองเห็นตัวเองอย่างที่เป็จริง เขานั่งอยู่เช่นนั้นจนดึกดื่น จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในร่างกาย เป็ความอุ่นบางๆ ที่ไหลเวียนช้าๆ ตามจังหวะลมหายใจ ต่างจากปราณเดิมที่เคยพุ่งพล่านดุจสายน้ำเชี่ยวโดยสิ้นเชิง
—
ณ สำนักกระบี่์ในคืนเดียวกัน หลินซีนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักของนาง มือทั้งสองข้างกำผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าที่เฟยหลงเคยให้ไว้ในวันแรกที่พบกัน นางไม่เคยทิ้งมันไปแม้จะผ่านมาสามปีแล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่จ้าวเทียนจะก้าวเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต “เ้ายังคิดถึงเื่นั้นอยู่หรือ”
“ท่านไม่คิดถึงบ้างหรือ” หลินซีถามกลับ เสียงของนางแ่เบาแต่แข็งกร้าว “เราฆ่าคนที่เคยรักเรามาสามปี ท่านหลับสนิททุกคืนได้อย่างไรกัน”
จ้าวเทียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ข้าไม่ได้หลับสนิททุกคืนหรอก” เขากล่าวเสียงเบาลง สีหน้าที่เคยมั่นใจในวันประชุมสำนักบัดนี้กลับมีรอยแตกร้าวเล็กๆ ปรากฏให้เห็น “แต่มันสายเกินไปแล้วที่จะเปลี่ยนใจ เราเดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ”
“ท่านผู้นั้นสัญญาอะไรกับท่านไว้บ้าง” หลินซีเงยหน้ามองเขาตรงๆ เป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน “ถึงทำให้ท่านยอมทรยศเพื่อนที่รู้จักกันมาสิบปีได้ลงคอ”
“ท่านไม่มีสิทธิ์ถามข้าเื่นั้น” จ้าวเทียนตอบเสียงแข็งกร้าวขึ้นทันที ก่อนจะรู้ตัวว่าน้ำเสียงของตนเผยความจริงมากเกินไป เขาสูดหายใจลึกพยายามควบคุมตัวเอง “เ้าก็เลือกวางยาพิษด้วยมือของเ้าเองเช่นกัน อย่ามาทำเป็บริสุทธิ์ผุดผ่องไปกว่าข้าเลย”
“ข้ารู้ว่าตัวเองผิด” หลินซีตอบเบาๆ น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่เคยคิดจะปฏิเสธความผิดของตัวเอง แต่อย่างน้อยข้าก็ยังกล้าถามตัวเองว่าทำไปทำไม ท่านล่ะ ยังกล้าถามตัวเองอยู่หรือไม่”
จ้าวเทียนไม่ตอบคำถามนั้น เพียงหันหลังเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ทิ้งหลินซีไว้กับผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าและความรู้สึกผิดที่เริ่มกัดกินหัวใจนางลึกลงทุกวัน ไม่มีใครในสองคนนั้นรู้เลยว่าเงาร่างถือพัดสีดำกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้อย่างไม่มีใครสังเกตเห็น
—
รุ่งเช้าถัดมา เฟยหลงตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากทุกวัน ร่างกายเบาสบายผิดปกติ ราวกับมีบางสิ่งในตัวเขาได้ปลดปล่อยพันธนาการบางอย่างออกไปในคืนที่ผ่านมา
“ลองรู้สึกดูสิ” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวขณะยื่นชามข้าวต้มสมุนไพรให้ “เส้นลมปราณจุดแรกของเ้าเริ่มเปิดแล้ว ไม่ใช่ด้วยกำลังหรือความเร่งรีบเหมือนแต่ก่อน แต่ด้วยความสงบที่เ้าเพิ่งค้นพบเมื่อคืน”
เฟยหลงหลับตาลงสำรวจร่างกายตัวเอง รู้สึกถึงเส้นทางเล็กๆ ที่ปราณใหม่ไหลผ่านได้เป็ครั้งแรก มันไม่ใช่พลังมหาศาลดุจสายน้ำเชี่ยวเหมือนวันวาน แต่เป็เพียงสายธารเล็กๆ ที่ไหลรินอย่างมั่นคงไม่หยุดยั้ง เขาลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยััมาก่อนตลอดสิบเก้าปี นั่นคือความภาคภูมิใจที่ไม่ได้มาจากการเอาชนะใคร แต่มาจากการเอาชนะความหยิ่งผยองของตัวเอง
“นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” คนเฝ้าก้นเหวเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม “เส้นลมปราณในร่างเ้ามีอยู่นับร้อยจุด กว่าจะเปิดหมดคงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่อย่างน้อยเ้าก็พิสูจน์แล้วว่าหนทางที่ข้าชี้ให้นั้นไม่ใช่ทางตัน”
เฟยหลงพยักหน้ารับ สายตาจับจ้องไปยังปากถ้ำที่แสงเช้าเริ่มสาดส่องเข้ามา ในใจเกิดความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ใช่ความกระหายจะเอาชนะโลกทั้งใบเหมือนเดิม หากแต่เป็ความมุ่งมั่นที่จะเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคยเป็มา เขายังไม่รู้เลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะพาเขาไปพบกับใครอีกบ้าง แต่เขารู้แน่ชัดว่าคนที่กำลังจะก้าวออกจากหุบเหวแห่งนี้ในวันข้างหน้า จะไม่ใช่เฟยหลงคนเดิมที่เคยยืนประกาศความฝันอย่างหยิ่งผยองบนลานประลองอีกต่อไป