“ตงฟางจ๊ะ เข้ามาดูนี่เร็วข้อมูลมาอีกแล้ว”
ตงฟางเดินเข้ามาในห้องของซิงเยียนพลางมองจ้องไปยังจดหมายที่เหน็บไว้ระหว่างเนินอก เขาถึงขั้นยกมือขึ้นกุมขมับหลังจากถูกแกล้งอีกครั้งในเช้านี้
“พี่ซิงเยียน ถ้าผมอดไม่ได้เดี๋ยวก็ได้ตายกันหรอก”
“ฮิฮิ นี่จ้ะ”
ตงฟางรับจดหมายมาอ่านก่อนที่เขาจะพยักหน้าแล้วมองจ้องพี่สาวซิงเยียนเพราะการเดินทางไปของเขาหมายถึงคนคุ้มกันของตึกยาสวรรค์จะอ่อนแอลงไป แม้จะมีอสูรโลหิตมันกลับเป็นระดับผันแปรวิญญาณเท่านั้น หากถูกคนจำนวนมากรุมก็อาจพ่ายแพ้ได้
ม๊วฟ~!
ตงฟางตกใจเล็กน้อยหลังจากหน้ากากของเขาถูกเปิดกระทันหันแล้วถูกดึงเข้าไปหอมแก้มจนมีรอยลิปสีแดงติดบนใบหน้า
“เอาล่ะ ไม่ต้องห่วงพี่สาวคนนี้ดูแลตัวเองได้ ถ้าไปช้ากว่านี้จะพลาดเอาได้นะ”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง ตลอด 1 เดือนที่เขาให้พี่ซิงเยียนช่วยหาข่าวสุสานจักรพรรดิหม่า เขาเฝ้ารอทุกวันว่าตอนไหนผู้คนถึงจะเข้าไปข้างในสถานที่ที่เรียกว่าสุสานได้ จึงได้ตามข่าวมาตลอดกระทั่งเขาได้ยินว่าอีกไม่กี่วันสิ่งที่เรียกว่าสุสานจักพรรดิจะเปิดให้เข้าไปแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะ จะกลับมาก่อนการแข่งหลอมยาให้ได้”
“จ้า ถ้ามาไม่ทันก็ไม่เป็นไรหรอก เราก็แค่ออกจากเมืองต้วนอี้เท่านั้น จริงไหม”
ตงฟางมองพี่ซิงเยียนที่กำลังประชดหากตัวของเขามาไม่ทันเวลา ตงฟางจึงยิ้มตอบก่อนจะโบกมือลาเล็กน้อยแล้วลอยออกไปจากบ้านพักของพวกเขา
“เฮ้อ~ ไปซะแล้ว นี่ไอ้เจ้าอสูรโลหิต แกสื่อสารกับตงฟางได้ไหม”
อสูรโลหิตส่ายหน้าทำให้ซิงเยียนรู้สึกเบื่อหน่าย จู่ๆเธอก็ไม่สามารถติดต่อกับตงฟางได้เพราะตอนนี้เขาบินออกจากระยะการสื่อสารของเธอแล้ว
—--------------------------------
“จะมีอะไรรออยู่นะ”
ตงฟางบินด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของเมืองต้วนอี้ หากบินด้วยความเร็วของระดับผันแปรวิญญาณจะต้องใช้เวลาราว 2 วันจะถึงสุสานจักรพรรดิหม่า
จากข้อมูลที่ตงฟางค้นหาตลอด 1 เดือนหลังจากรับค้าท้าของตระกูลเฉิน สุสานจักรพรรดิหม่าเป็นสุสานที่เกิดมาแล้วหลายหมื่นปี ผู้ที่ถูกเรียกว่าจักรพรรดิหม่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ถึงขั้นไม่มีใครรู้ระดับพลังที่แท้จริง
จากเรื่องเล่ามีเพียงแค่เรื่องการฆ่าปีศาจและกวาดล้างสัตว์อสูรของเขาเท่านั้นที่เล่าสืบต่อกันมา ว่ากันว่าจักรพรรดิหม่าทำการกวาดล้างปีศาจนับล้านด้วยตัวเพียงคนเดียว โดยทักษะหนึ่งเดียวที่เขาใช้คือสายฟ้า ซึ่งไม่มีใครรู้จักชื่อเรียก รู้เพียงแค่ว่าจักรพรรดิหม่าใช้สายฟ้าในการต่อสู้ ทุกๆการฟาดฟันสามารถแบ่งท้องฟ้าให้เป็นสองส่วน ทุกๆการเคลื่อนไหวทำให้เกิดเสียงฟ้าร้อง
จากข้อมูลทั้งหมดที่ตงฟางสืบมาทำให้เขาอยากรู้จักทักษะที่ทุกคนพูดถึง เนื่องจากว่ามันยังไม่ถูกใครค้นพบ บ้างบอกว่ามันเป็นทักษะที่ต้องสืบทอด ตอนนี้ยังไม่มีใครเหมาะสมจึงยังไม่ได้รับมันไป
ตุบ~!
สองเท้าเหยียบลงไปบนยอดไม้มองไปยังสถานที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย การบินด้วยพลังจิตเต็มกำลังในที่สุดตงฟางก็เดินทางมาถึงสถานที่ที่ผู้คนใช้สำหรับรวมตัวกันรอให้สุสานจักรพรรดิหม่าเปิดตัวขึ้นมา
โดยสุสานที่ว่า มันเคยตั้งอยู่บนหน้าผาล้อมรอบด้วยเมืองขนาดใหญ่ แต่หน้าผากลับถล่มจมลงไปใต้ทะเลที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้โอกาสเข้าไปสำรวจสุสานจักรพรรดิหม่าไม่สามารถทำได้ หากไม่รอวันที่น้ำลดจนสุสานโผล่ขึ้นมาจากน้ำเอง
“นายท่าน อีก 1 วันน้ำจะลดถึงระดับที่เข้าไปข้างในได้”
…..
“นายท่าน ตระกูลกัวส่งยอดฝีมือมาราวพันคน”
เสียงของผู้คนมากมายถูกตงฟางดักฟัง เขารู้สึกดีใจมากเพราะสุสานจักรพรรดิหม่าดูท่าจะเป็นข่าวจริงไม่ได้เป็นข่าวปลอม เนื่องจากตระกูลใหญ่ทั้ง 3 ในเมืองต้วนอี้เดินทางมารวมกันที่นี่ทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นคนของเจ้าเมืองต้วนอี้ยังเดินทางมาด้วยเช่นกัน แล้วยังมีผู้บ่มเพาะที่ตามหาโชคลาภจำนวนมาก ไม่ใช่แค่คนของเมืองต้วนอี้ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้
ควับ~!
ตงฟางย่นคิ้ว มองจ้องไปยังคนที่มองมายังตำแหน่งเขาหลังจากพวกมันสัมผัสได้ถึงตาทิตย์ที่เขาส่งออกไปตรวจสอบผู้คน ทันทีที่เขาสบตากับพวกมันทั้งสองคนที่สวมใส่ผ้าคลุมสีขาว เขาก็รู้เลยว่าพวกมันเป็นนักเวทย์สีขาว การที่พวกมันตรวจจับพลังจิตของเขาได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพวกมันมีสิ่งที่เรียกว่าจิตยุทธ์ หนึ่งในสิ่งที่คล้ายกับพลังจิตของเขา
“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านทั้งสอง”
ตัวแทนผู้นำตระกูลเฉินมองไปยังชายสวมผ้าคลุมสีขาวปกปิดใบหน้า เขาอยากรู้ว่าชายทั้งสองที่เชิญมาจากเมืองหลวงสัมผัสได้ถึงอะไรทำไมถึงมองไปยังยอดเขาที่อยู่ห่างไปไม่ไกลจากนี้
“มีนักเวทย์นอกจากเราสองคน”
“แข็งแกร่งไหม”
“พวกข้าไม่รู้ แต่ควรจะระวังตัว”
ตงฟางไม่สนใจนักเวทย์ทั้งสองหลังจากรู้ว่าพวกมันเป็นเพียงนักเวทย์สีขาว ถึงอย่างนั้นเขาจำเป็นต้องปะทะกับพวกมันเพราะเขาอยากรู้สิ่งที่นักเวทย์ทำได้ หนำซ้ำการปล่อยพวกมันเดินทางง่ายๆมีผลดีกับเขาด้วยเช่นกัน เพราะนักเวทย์ทั้ง 2 จะต้องเปิดทางต่างๆรวมถึงปลดค่ายกลพาตระกูลเฉินออกสำรวจ เขาไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ทำเพียงแค่รอตามไปเท่านั้น อย่างไรก็ตามตงฟางกลับต้องกัดฟันแน่นเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่คุ้นเคย
“ไม่คิดว่าพวกแกจะมาอยู่ที่นี่ ”
ใบหน้าของระดับราชาวิญญาณที่เคยไล่ล่าจนเขากระโดดลงไปใต้หน้าผาจนเจอเข้ากับมารกลืนวิญญาณ ปรากฎอีกครั้งหลังจากตงฟางเห็นกลุ่มคนราว 50 กำลังก่อไฟทำอาหาร เขาจึงนั่งรอวันที่จะเข้าไปในสุสาน หากเขาลงมือข้างนอกพวกมันอาจจะหลบหนีไปได้
“คนของเจ้าเมืองต้วนอี้เคลื่อนไหวแล้ว”
“เร็วเข้า เราจะให้พวกเขานำหน้าไม่ได้”
ท่ามกลางเวลาที่ค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ กลุ่มคนมากมายหลายหมื่นก็เริ่มเคลื่อนตัวไปยังหน้าผาสูง มองลงไปยังสถานที่เรียกว่าสุสานจักรพรรดิที่โผล่พ้นน้ำจนเหลืออีกไม่กี่นิ้วน้ำก็จะหายไปจากสุสานทั้งหมด ทุกคนที่รู้ว่าใกล้ได้เวลาแล้วต่างกระชับอาวุธพร้อมกับเขม่นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ๆให้เกิดความกลัว
ทางฝั่งตงฟางที่บินมายืนหน้าผาสูงเหมือนคนอื่นๆ เขาได้มองจ้องไปยังตำแหน่งที่เรียกว่าสุสานจักรพรรดิ่ก่อนจะเบิกตากว้างเพราะมันเป็นพื้นที่กว้างใหญ่มากมีเนื้อที่กว้างไม่ต่างจากเมืองต้วนอี้เลย หากการสำรวจทำเพียงแค่เดินด้านบนสุสานเพื่อเข้าสำรวจสิ่งก่อสร้างต่างๆเขาจะไม่เสียใจเพราะพลังจิตของเขาน่าจะดึงทุกอย่างมาก่อนทุกๆคนจะเข้าถึงได้
แต่ตำแหน่งที่พวกเขาจะเข้าไปเป็นเขาวงกตใต้สุสานจักรพรรดิที่มีเนื้อที่ใหญ่มากไม่ต่างจากขนาดของสุสานด้านบน ระหว่างตงฟางยืนมองสุสานเหมือนทุกๆคน เขาก็ถูกสายตามากมายจับจ้อง เนื่องจากเขาเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเพียงคนเดียวเท่านั้น
การสวมใส่ชุดสีดำปกปิดใบหน้าและรูปร่าง ไม่สามารถสัมผัสถึงพลัง ทำให้หลายคนเกิดความระแวงกลัวว่าตงฟางจะมาจากเมืองหลวง ทันใดนั้นกลุ่มคนที่เฝ้ารอระดับน้ำก็เริ่มตะโกน หลังจากระดับน้ำที่พวกเขารอลดลงไปแล้วจนเห็นทางเข้าสุสานใต้ดิน
“น้ำลดแล้ว ไปเร็วเข้า!”
“รีบเร็ว อย่าปล่อยให้พวกมันเข้าไป!”
“เร็ว~!”
กลุ่มคนมากมายพุ่งตัวไปด้วยความเร็วไว จุดหมายของพวกเขาที่ต้องการไปคือปราสาทหลังใหญ่ที่ถูกทำลายเหลือเพียงแค่ต้นเสา ตงฟางที่สำรวจสถานที่แห่งนี้ด้วยพลังจิตมาก่อนแล้ว เขาจึงรู้ว่ากลางซากของปราสาทมีทางเข้าขนาดใหญ่ใช้ลงไปใต้สุสาน แต่พลังจิตของเขาไม่สามารถส่งลงไปได้เพราะมีค่ายกลปิดกั้นพลังจิตของเขาเอาไว้ มีทางเดียวจะสำรวจได้คือการทะลวงเข้าไปในค่ายกลของสุสานแห่งนี้
ตงฟางเริ่มพุ่งตัวตามคนอื่นๆไปด้วยความรวดเร็ว พลางพยายามเข้าใกล้กลุ่มคนทั้ง 50 คน หากเขาเดินผ่านค่ายกลเข้าไปในสุสาน เขาจะเริ่มจัดการพวกมันทันทีเพื่อแก้แค้นและไม่ให้พวกมันได้เก็บของมีค่าออกไป การมีคนจากเมืองหลวงเข้ามาวุ่นวายกับเมืองรอบนอก สำหรับตงฟางมีความรู้สึกเหมือนกับผู้ใหญ่กำลังแย่งขนมของเด็ก
การใช้ระดับราชาวิญญาณถึง 50 คน แม้จะรวมกองกำลังอื่นๆที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ยังมีระดับราชาวิญญาณไม่ถึง 20 คนเลยด้วยซ้ำ มันจึงเหมือนผู้ใหญ่มาแย่งขนมเด็ก
“ชายชุดดำนั่นมันกำลังพยายามเข้าใกล้เรา”
กลุ่มคนทั้ง 50 สัมผัสได้ถึงการก้าวเท้าของใครบางคนมุ่งหน้ามาหาพวกมันแล้วคนที่พวกมันสัมผัสได้ก็เป็นชายสวมชุดสีดำไม่ทราบหน้าตา ไม่ทราบพลังวิญญาณ การที่ชายคนเดียวกล้าขยับเข้ามาหาพวกมันมี 2 อย่างที่เกิดขึ้นได้ หนึ่งต้องการฆ่าพวกมัน หรือสองต้องการตกลงกับพวกมันในเรื่องการเข้าไปข้างในสุสาน แต่การกางกรงเล็บมุ่งหน้ามาหาทำให้พวกมันตัดข้อสองทิ้งไป เพราะชายที่กำลังเข้ามาเหมือนต้องการจะฆ่าพวกมัน
“ล่อมันเข้าไปข้างในแล้วค่อยฆ่า”
ชายทั้ง 50 ใช้ความเร็วเต็มกำลังพุ่งตัวเข้าไปในประตูลงใต้สุสาน ตงฟางที่ไล่พวกมันจนเข้าไปข้างในได้นั้น เขาก็เริ่มตามเข้าไปทันที ตอนนี้คนที่เขาอยากให้เข้าไปข้างในสุสานเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเวทย์สองคนที่ตระกูลเฉินเชิญมาหรือจะเป็นคนทั้ง 50 ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มที่ไล่ล่าเขา
พรึ่บ!
ร่างของตงฟางพุ่งเข้าไปในค่ายกลสีฟ้า ทันใดนั้นเขาก็พบเข้ากับความตกใจเมื่อจู่ๆร่างกายของเขาก็ปรากฎตัวอยู่บนเส้นทางหนึ่งที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน จากข้อมูลการเดินทางเข้ามาไม่ใช่แบบนี้ เขาจะต้องเจอผู้คนมากมายอัดแน่นอยู่ในเส้นทางเริ่มต้นของสุสาน
“ฝีมือนักเวทย์อย่างนั้นเหรอ”
ตงฟางนึกถึงความเป็นไปได้ของการที่เขามาอยู่ที่นี่ ความเป็นไปได้นั่นคือนักเวทย์สีขาวทั้ง 2 คนจะต้องทำอะไรบางอย่างกับค่ายกล เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งของผู้คนที่เข้ามาให้กระจายตัวไปยังทางเดินเขาวงกต ไม่ใช่ตำแหน่งเริ่มต้น
ซึ่งการทำแบบนี้เป็นความเสี่ยงต่อพวกมันด้วยเช่นกันเพราะกลุ่มคนที่ส่งไปนั้นอาจจะเข้าใกล้ห้องลับหรือจุดหมายที่พวกมันต้องการไป แต่มันก็เป็นวิธีที่น่าทำ หากว่าคนที่เข้ามาไม่มีแผนที่แล้วในพื้นที่แห่งนี้เป็นเขาวงกต การถูกส่งให้หลงทิศและหลงทาง เป็นสิ่งที่น่ากลัว
ตงฟางหลังตาเปิดใช้งานตาทิพย์ของเขาเพื่อสำรวจเขาวงกตแห่งนี้ ทันใดนั้นเขากลับเป็นฝ่ายถอนหายใจเมื่อตาทิพย์ของเขาสามารถสำรวจได้ไกลเพียงแค่ 10 เมตรรอบตัว จากเดิม 15 กิโลเมตร เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นพลังของผู้ที่สร้างสุสานแห่งนี้ประทับเอาไว้ เพื่อไม่ให้ใครได้สิ่งของล้ำค่าออกไปได้โดยง่าย
ถึงอย่างนั้นตงฟางกลับไม่ได้กลัวมากเนื่องจากเขายังสามารถใช้หูทิพย์รับฟังเสียงต่างๆที่ดังก้องมาตามทางเดินได้เช่นเดิม แม้ดวงตาของเขาจะไม่สามารถรับภาพได้ หูของเขายังคงได้รับเสียงของผู้คนที่กำลังคุยกัน ตงฟางจึงเลือกพุ่งเข้าหาคนกลุ่มนั้นเพื่อสอบถามหรืออาจจะต้องฆ่า