รัฐมนตรีจางและสวีเม่าถิงสบตากันพลางยิ้มแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินบทสนทนาของสวีหว่านหนิงกับหัวหน้าฝ่ายสตรีก่อนจะก้มศีรษะปรึกษาหารือกันต่อไป
ผู้ช่วยของรัฐมนตรีจางถือสมุดสองเล่มและกำลังจดบันทึกทุกอย่างลงไปบนนั้น
หมู่บ้านต้าเจียงมีพื้นที่กว้างขวางแต่ประชากรไม่หนาแน่นเพราะฉะนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นที่ดินร้าง
“รัฐมนตรีจางรองอธิบดีสวี ผมว่าที่ดินผืนนี้ไม่เลวเลยครับ”ผู้อำนวยการซุนใช้นิ้วอวบอ้วนชี้ไปยังที่ราบตรงหน้า พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า“ถึงแม้จะเป็นแค่โรงงานย่อยของโรงงานอาหารของพวกเราแต่ขนาดพื้นที่ไม่ควรเล็กเกินไป ที่ดินแปลงนี้ราบเรียบ ทำเลที่ตั้งก็ใช้ได้พวกคุณคิดว่าอย่างไรครับ”
รัฐมนตรีจางกวาดตามองไปรอบๆก่อนเอ่ย “ดูต่ออีกหน่อยเถิด”
ทั้งคณะเดินสำรวจทั่วหมู่บ้านต้าเจียงแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ผู้ใหญ่บ้าน และเหล่าเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านพากันอกสั่นขวัญแขวนความรู้สึกว้าวุ่นใจเช่นนี้ไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด
แต่เมื่อครู่สวีหว่านหนิงปฏิเสธอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาจึงไม่กล้าถามต่อหน้าอีก
“การสำรวจพื้นที่รอบแรกเสร็จสิ้นลงแล้ววันนี้เท่านี้ก่อน หว่านหนิง สะดวกให้พวกเราไปนั่งที่บ้านของเธอไหม”
“ได้สิคะ”
ผู้อำนวยการซุนเดินตามหลังมาด้วยหลังเขาเดินตามมาได้สองก้าว สวีเม่าถิงก็รู้ตัวจึงหันกลับไปถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณตามพวกผมมาทำไม”
“จะไปนั่งคุยกันที่บ้านสวีจือชิงมิใช่หรือ?” ผู้อำนวยการซุนยิ้มกว้าง
สวีเม่าถิงตวัดสายตาใส่เขา“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ”
“เอ่อคือ......”
“ไปเถอะ”ในตอนที่หันกลับไปพูดกับสวีหว่านหนิงใบหน้าของสวีเม่าถิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
รอยยิ้มของผู้อำนวยการซุนชะงักค้างแต่ก็ไม่กล้าระเบิดอารมณ์ ทำได้เพียงยืนถอนหายใจอยู่ที่เดิม
หลังพวกสวีหว่านหนิงเดินห่างไปแล้วหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่จึงกล่าวว่า “ผู้อำนวยการซุนพวกเราไปนั่งคุยกันที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่ดีไหมครับ”
“ก็ดีเหมือนกัน”
ตอนเดินกลับเมื่อเห็นพวกหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ดูกลุ้มใจ ทำท่าทางเหมือนอยากถามอะไรแต่กลับไม่ถามผู้อำนวยการซุนจึงกล่าวว่า “ผมคิดว่าหมู่บ้านต้าเจียงของพวกคุณไม่เลวเลยเหมาะกับการสร้างโรงงานสาขา”
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ทำหน้าดีใจแล้วรีบถามว่า “ผู้อำนวยการซุนหมายความว่า...”
ผู้อำนวยการซุนโบกมือ“ผมไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น! เรื่องสำคัญอย่างการสร้างโรงงานไม่ได้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของผม!”
อีกด้านสวีหว่านหนิงพาสวีเม่าถิงและรัฐมนตรีจางมาที่บ้านตระกูลหลิน
ในบ้านต้าชุนกับเยาเม่ยคนหนึ่งกำลังฉีกอาหารไก่ ส่วนอีกคนเป็นคนให้อาหารพวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว และทำงานเข้าขากันมาก
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูเยาเม่ยก็รีบวางกะละมังอาหารไก่ แล้ววิ่งตรงมาหาสวีหว่านหนิง “แม่กลับมาแล้วเหรอคะ!”
สวีหว่านหนิงโน้มตัวลงอุ้มเยาเม่ยขึ้นมา“เยาเม่ยวันนี้เป็นเด็กดีหรือเปล่าจ๊ะ”
“เป็นเด็กดีค่ะ!” เยาเม่ยพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะนับนิ้วเรื่องที่ตนทำไปในวันนี้ “ตื่นเช้ามากินข้าวเสร็จ เยาเม่ยช่วยย่าทำความสะอาดห้องครัวจากนั้นก็ทำการบ้านที่แม่ให้ไว้ แล้วไปช่วยย่าต้มน้ำร้อนแถมยังให้อาหารหมูกับไก่...”
“พี่ชายก็เก่งมากๆเลยค่ะ น้ำร้อนที่หนูต้ม พี่เป็นคนตักขึ้นมาจากบ่อทั้งหมดเลย”
“พี่ชายกับเยาเม่ยเป็นเด็กดีของแม่ทั้งคู่”
ต้าชุนให้อาหารไก่เสร็จก็มายืนอยู่ด้านข้างพลางมองชายแปลกหน้าสองคนอย่างพิจารณา
สายตาของสวีเม่าถิงมองต้าชุนและเยาเม่ยที่อยู่ในอ้อมกอดของสวีหว่านหนิงด้วยความรู้สึกสับสน
เด็กสองคนนี้คือลูกของน้องสาวเขาสินะ?
ครั้งล่าสุดที่เขาเห็นรูปของเด็กสองคนนี้คือเมื่อหลายปีมาแล้วตอนนั้นเยาเม่ยยังเป็นแค่ทารกน้อยที่ถูกอุ้มเอาไว้ ส่วนต้าชุนก็เริ่มหัดเดินแล้ว
ตอนหลังไม่รู้เพราะสาเหตุอะไรน้องสาวของเขาถึงไม่เคยส่งรูปลูกตัวเองกลับไปให้ที่บ้านอีกปกติเนื้อหาในจดหมายก็พูดถึงลูกตัวเองแค่ผ่านๆ เท่านั้น
รูปภาพใบนั้นถูกคุณอากับน้าสะใภ้เอาไปใส่กรอบไว้เวลาว่างหรือเวลาคิดถึงน้องสาว พวกเขาจะหยิบออกมาดูเพื่อคลายความคิดถึง
เขาเป็นคนแรกในตระกูลที่ได้เจอกับเด็กสองคนนี้แค่จุดนี้ก็มากพอให้เขาเอากลับไปโม้กับพวกพี่น้องทั้งหลายแล้ว
สวีเม่าถิงทรุดตัวลงนั่งยองๆกับพื้น พลางมองต้าชุนด้วยสายตาอ่อนโยน “ถ้าเป็นไปได้ฉันหวังว่าเธอจะเรียกฉันว่าคุณลุง”
“คุณลุง?” ต้าชุนเอียงศีรษะ เด็กชายมองชายแปลกหน้าที่หน้าตาคล้ายกับคุณแม่อยู่บางส่วนด้วยสายตาสงสัย
ครั้งก่อนที่เขาได้ยินคำเรียกนี้คือตอนที่ลูกของอาหญิงเรียกคุณพ่อของเขา
แสดงว่าพวกเขาก็มีคุณลุงเหมือนกันหรือ?
แม่หลินได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงค่อยๆลากขาที่ยังไม่หายดีเดินออกมาดู
“มีแขกมาบ้านงั้นหรือ”
“ฉันจะแนะนำให้รู้จักค่ะนี่คือแม่สามีของฉัน หวงซูเฟิน ส่วนท่านนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศจีนรัฐมนตรีจาง และนี่คือพี่รองของฉัน สวีเม่าถิงค่ะ”
“สวัสดีครับคุณป้า”สวีเม่าถิงยื่นมือขวาไปให้แม่หลิน ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มไร้ที่ติ “ผมคือพี่รองของอาหนิง ครั้งนี้เดินทางมาทำงานที่หมู่บ้านต้าเจียงจึงอยากแวะมาเยี่ยมคุณป้าโดยเฉพาะครับ”
แม่หลินเอามือเช็ดกับชายเสื้อก่อนจับมือสวีเม่าถิง “ยินดีต้อนรับค่ะรีบเข้ามานั่งในบ้านสิคะ”
หลังจากเชิญรัฐมนตรีจางและสวีเม่าถิงเข้ามาในบ้านแล้วแม่หลินก็ไม่ลืมกำชับสวีหว่านหนิงว่า “อีกเดี๋ยวแม่จะทำไก่กับเป็ดอย่างละตัวเป็นอาหารเย็นให้คุณลุงและพี่รองของลูก”
“พี่สาวไม่ต้องลำบากหรอกครับ พวกเราเพิ่งทานอาหารที่ฝ่ายคณะใหญ่มาที่มาในวันนี้เพราะอยากมาเยี่ยมหว่านหนิงและพูดคุยกับเธอเท่านั้น”
“ไม่ลำบากสักนิดไก่กับเป็ดบ้านเราเลี้ยงเอง รสชาติดีมาก! อาหนิงลูกมานั่งคุยเป็นเพื่อนคุณลุงกับพี่รองก่อนเถิด แม่จะเข้าครัวเอง”
“พี่สาว...”
รัฐมนตรีจางรีบห้ามแต่กลับถูกสวีหว่านหนิงขัดจังหวะ
“ลุงจางแม่สามีฉันอยากใช้วิธีนี้ต้อนรับคุณลุงกับพี่รองค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ”
“แต่ว่า...”
“ที่นี่คือบ้านของฉันคุณลุงมาเยี่ยมทั้งทีก็ควรอยู่ทานอาหารสักมื้อจริงไหมล่ะคะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยสักนิด”
ได้ยินดังนั้นรัฐมนตรีจางจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
เขาดันกรอบแว่นเหนือปลายจมูกเล็กน้อยก่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หว่านหนิงดูต่างจากเมื่อก่อน”
สวีหว่านหนิงยิ้ม“ฉันมีครอบครัวที่หมู่บ้านต้าเจียงและมีลูกแล้วสองคน ย่อมโตขึ้นเป็นธรรมดาค่ะ”
“ฮ่าฮ่า” รัฐมนตรีจางหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะถอดถอนใจว่า “ถ้าลูกสาวฉันเป็นแบบนี้ก็ดีน่ะสิ!”
สวีหว่านหนิงเลิกคิ้วท่าทางสถานการณ์ของจางเหวินถิงที่มณฑลอี้จะไม่ได้ดีอย่างที่คิด
แต่รัฐมนตรีจางดูไม่อยากเล่ามากกว่านี้สวีหว่านหนิงจึงไม่ซักไซ้ต่อ
หลังทักทายกันพอหอมปากหอมคอสวีหว่านหนิงถึงถามว่า "ทำไมลุงจางกับพี่รองถึงมาดูงานที่หมู่บ้านต้าเจียงคะ”
จากปักกิ่งมาที่มณฑลเฮยถือเป็นการเดินทางไกลแค่โครงการสร้างโรงงานสาขาของโรงงานแปรรูปอาหาร ตามหลักแล้วพวกเขาไม่สมควรต้องลำบากขนาดนี้
สวีเม่าถิงมองหน้ารัฐมนตรีจางเขาเม้มปากเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ ก่อนตอบว่า “ตอนนี้นโยบายเริ่มมีการผ่อนปรนกระแสลมแห่งการสร้างโรงงานกำลังจะพัดโหมไปทั่วทุกหนแห่ง”