สามสัปดาห์ต่อมา สายฝนที่เคยตกชุกชุ่มฉ่ำยามปลายฤดูเริ่มเว้น่ ท้องฟ้าสดใสเปิดกว้างรับแสงแดดอ่อนๆ ของต้นฤดูหนาว อากาศเช้าเริ่มมีลมเย็นแ่เบาพัดผ่าน ละอองหมอกบางๆ ลอยคลุมยอดไม้ริมทาง กลิ่นอายดินชื้นและกลิ่นใบไม้สดเติมเต็มบรรยากาศยามเช้าให้ดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลังจากผ่าน่เวลาวิกฤตในห้องฉุกเฉินและพักฟื้นจนอาการทรงตัว แพทย์อนุญาตให้รินกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ โดยกำชับอย่างเข้มงวดว่าต้องหลีกเลี่ยงการเดินทางไกล อากาศร้อนจัด หรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากเกินไป นนท์และรินจึงร่วมกันวางแผนการเดินทางใหม่ โดยตกลงว่าจะค่อยๆ เลือกทำรายการในสมุดบันทึกแสงสุดท้ายทีละข้อ เลือกเฉพาะสถานที่ใกล้เมือง และหยุดพักทันทีหากรินเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าหรือมีอาการผิดปกติ
ในเช้าวันเดินทาง นนท์ตื่นแต่เช้ามาทำความสะอาดสตูดิโอ 'เฟรมว่าง' ชายหนุ่มจัดเตรียมกระเป๋ากล้องอย่างพิถีพิถัน เขานำกล้อง Leica M3 มาเช็ดตัวกล้องและทำความสะอาดเลนส์ ใส่ฟิล์มสีสำรองลงในกระเป๋า พร้อมกับไม่ลืมจัดเตรียมกระติกน้ำร้อน น้ำแร่ และกล่องใส่ยาประจำตัวของรินที่เขาคอยตรวจทานกับคุณแม่ของเธออย่างถี่ถ้วน เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม ชายหนุ่มจึงขับรถยนต์ส่วนตัวไปรับรินที่บ้านพัก
จุดหมายแรกหลังการพักฟื้นคือ สวนดอกเก๊กฮวยบนเนินเขาเตี้ยๆ ชานเมือง ซึ่งเดินทางจากตัวเมืองไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
บรรยากาศภายในรถยนต์เป็ไปอย่างผ่อนคลาย รินนั่งอยู่ฝั่งข้างคนขับในชุดเดรสสีครีมสดใสและสวมหมวกสานใบเก่ง เธอเฝ้ามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยแววตาเป็ประกายเหมือนเด็กที่ไม่ได้ออกจากบ้านมานาน กระจกรถถูกเปิดแย้มไว้เล็กน้อย ลมเย็นพัดเอาปอยผมข้างแก้มของเธอไหวพริ้วเบาๆ รินยื่นมือออกไปแตะสายลมภายนอกหน้าต่างเล็กน้อยพลางหลับตาลงััไออุ่นของแสงแดด
"คุณนนท์ดูเนินเขาตรงนั้นสิคะ" รินชี้มือไปยังเนินเขาสีเหลืองสดใสที่เห็นอยู่ไกลๆ พร้อมรอยยิ้มสดใส "เหมือนมีใครเอาผ้าห่มนุ่มๆ ผืนใหญ่สีเหลืองมาคลุมเขาไว้เลยค่ะ"
นนท์เหลือบสายตามองตามมือเธอ พลางมองดูดวงตากลมโตที่เป็ประกายร่าเริง แล้วอมยิ้มบางๆ ที่ริมฝีปาก
"ถ้าเป็ผ้าห่มผืนใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ คงซักและตากลำบากน่าดูครับ"
รินหันขวับมามองช่างภาพหนุ่ม ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างสดใสและไร้เดียงสา
"คุณนนท์เล่นมุกเป็กับเขาด้วยเหรอคะเนี่ย"
"ผมก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันครับ" นนท์ตอบเรียบๆ ทว่ามุมปากยังคงมีรอยยิ้มอบอุ่น
เสียงหัวเราะใสๆ ของเธอทำให้บรรยากาศอึดอัดที่เคยปกคลุมตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจางหายไป นนท์ไม่ได้เอ่ยถึงเื่โรงพยาบาล ไม่ได้คอยถามซ้ำๆ ทุกห้านาทีว่าเธอเหนื่อยหรือไม่ เขาเพียงแต่ขับรถด้วยความเร็วที่ช้ากว่าปกติ คอยเว้นระยะหลบหลุมบนถนนอย่างนุ่มนวล และวางขวดน้ำดื่มไว้ในตำแหน่งที่รินสามารถเอื้อมมือหยิบได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ
เมื่อรถยนต์เลี้ยวเข้าสู่บริเวณสวน ดอกเก๊กฮวยสีเหลืองและสีขาวสะพรั่งทอดยาวเป็แถวตามไหล่เนิน กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยมากับลมหนาว รินก้าวลงจากรถ นิ่งยืนอยู่ตรงทางเข้า สูดลมหายใจเข้าช้าๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"สวยจังเลยค่ะ... อากาศตรงนี้สดชื่นมากๆ เลย"
คำพูดนั้นเรียบง่ายและไร้การเสแสร้ง รินเดินนำไปตามทางเดินไม้แคบๆ ที่สร้างแทรกผ่านแปลงดอกไม้ นนท์สะพายกล้อง Leica M3 เดินตามหลังในระยะห่างที่ไม่ไกลนัก คอยมองตามแผ่นหลังและหมวกสานของเธอด้วยสายตาที่ผ่อนคลายขึ้น
ป้าเ้าของสวนดอกไม้เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี ยื่นชาดอกเก๊กฮวยต้มอุ่นๆ ถ้วยเล็กให้ทั้งคู่ รินรับถ้วยชามาถือไว้ สองมือแตะััไออุ่นจากถ้วยกระเบื้อง จิบชาอุ่นช้าๆ รสหวานหอมของชาช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่เด็กสาว นนท์ยืนมองรินคุยกับป้าเ้าของสวนเื่การดูแลดอกไม้ด้วยความเอ็นดู ป้าเ้าของสวนเห็นความสนิทสนมของทั้งคู่ก็เอ่ยปากชมรอยยิ้มของรินว่าสดใสเหมือนแสงแดดยามเช้า ทำให้รินยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ
รินเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นมุมที่มีแสงแดดส่องกระทบแปลงดอกไม้สีเหลืองทอง เธอหยุดยืนริมแปลงดอกไม้ แล้วหมุนตัวหันกลับมาหานนท์
"ตรงนี้ค่ะคุณนนท์ แสงตกกระทบดอกไม้พอดีเลย"
นนท์ยกกล้องขึ้นแนบดวงตา หมุนวงแหวนโฟกัสอย่างช้าๆ รอจนกระทั่งรินเลิกเกร็งไหล่ แล้วหันไปมองกลุ่มดอกไม้ข้างตัวอย่างเป็ธรรมชาติ
"รินครับ"
"คะ?"
เด็กสาวหันกลับมาตามเสียงเรียกโดยไม่ทันตั้งตัว
แชะ...
เสียงชัตเตอร์กลไกดังขึ้นสั้นๆ บันทึกภาพในวินาทีนั้นเอาไว้
"คุณนนท์!" รินอุทานพร้อมทำหน้ามุ่ยเบาๆ
นนท์ลดกล้องลงจากดวงตา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า
"รูปตอนเผลอมักจะออกมาดูดีและเป็ธรรมชาติกว่ารูปตอนตั้งท่าครับ"
รินยิ้มค้อนใส่เขาอยู่สองวินาที ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง วันนี้เธอยังคงเดินได้ช้ากว่าคนปกติ และต้องหยุดนั่งพักบนม้านั่งไม้ริมทางถึงสองครั้ง แต่นนท์สังเกตเห็นว่าตลอดทริปนี้ เธอไม่มีอาการผิดปกติจนต้องหยุดพักกะทันหันหรือรีบหยิบยาประจำตัวขึ้นมาใช้ มือของเขาที่เคยกำสายกระเป๋ายาแน่นตลอดทุกทริปก่อนหน้า จึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย
่บ่าย ทั้งคู่นั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ริมทุ่งดอกไม้ สายลมพัดเอาขอบกระโปรงของรินพริ้วเบาๆ นนท์ยื่นกระติกน้ำร้อนและแก้วชาอุ่นๆ ให้ริน เด็กสาวรับไปจิบช้าๆ ความอบอุ่นทำให้พวงแก้มซีดๆ ของเธอเริ่มมีสีเืฝาดขึ้นมาบ้าง รินเปิดสมุดบันทึกแสงสุดท้ายบนตัก หยิบดินสอสีขึ้นมาวาดรูปดอกเก๊กฮวยดอกเล็กๆ เพิ่มลงไปข้างรายการ จากนั้นจึงใช้ปากกาขีดเครื่องหมายถูกลงหน้าข้อความอย่างตั้งใจ
"เสร็จไปอีกหนึ่งข้อแล้วค่ะ" รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
"หนึ่งข้อจากอีกหลายข้อครับ" นนท์ตอบพลางมองหน้ากระดาษ
"คุณนนท์พูดเหมือนจะพารินเดินทางจนสมุดเล่มนี้เต็มจริงๆ เลยนะคะ"
นนท์มองสบตากลมโตของเธอ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและจริงใจ
"ถ้าร่างกายรินไหว เราก็ค่อยๆ ไปด้วยกันครับ ไม่ต้องรีบแข่งกับใคร"
รินเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอทอดมองออกไปที่ทุ่งดอกไม้มุมไกล ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มส่องเป็ประกายสีทอง
"แต่รินกำลังแข่งกับเวลานะคะ..."
ประโยคนั้นทำให้สายลมหนาวที่พัดผ่านดูเย็นขึ้นเล็กน้อย นนท์ไม่ได้รีบพูดปลอบใจว่าเธอจะต้องหายดี และไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาเลื่อนลอยในสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ ชายหนุ่มเพียงยื่นมือไปแตะขอบสมุดบันทึกบนตักเธอเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ
"งั้นเราก็ใช้เวลาที่มีอยู่ให้ดีที่สุดครับ"
รินหันมามองหน้าเขา ั์ตาสบประสานกันในความเงียบ ก่อนที่รอยยิ้มบางๆ อันอบอุ่นจะผลิบานบนริมฝีปากของเด็กสาว
"ค่ะคุณนนท์... เราใช้เวลาที่มีให้ดีที่สุด"
ระหว่างทางกลับ รินและนนท์นั่งเงียบๆ ฟังเสียงเครื่องยนต์และลมหนาวที่พัดผ่านบานกระจกรถ รินหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ศีรษะของเธอเอนพิงกระจกรถอย่างสงบ นนท์ลดความเร็วรถลงอีกนิด คอยระมัดระวังไม่ให้รถะเืจนปลุกเธอให้ตื่น ชายหนุ่มลอบมองใบหน้ายามหลับของเด็กสาวด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ ความกลัวที่เคยกัดกินหัวใจบัดนี้เบาบางลง เหลือเพียงความตั้งใจที่จะอยู่เคียงข้างเธอในทุกวินาทีที่เหลืออยู่
เมื่อมาถึงหน้าบ้านพัก นนท์ปลุกเธอเบาๆ คุณแม่ของรินเดินออกมารับด้วยรอยยิ้มขอบคุณ นนท์ยื่นชาดอกเก๊กฮวยแห้งที่ซื้อจากสวนให้คุณแม่ ก่อนจะร่ำลารินด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มยืนมองส่งเด็กสาวจนกระทั่งประตูบ้านปิดลงด้วยความรู้สึกสงบในอก
เมื่อกลับมาถึงสตูดิโอ 'เฟรมว่าง' นนท์จัดแจงเก็บอุปกรณ์กล้องอย่างเป็ระเบียบ เขานำม้วนฟิล์มสีเก็บลงในกล่องกันแสง ติดป้ายวันที่และสถานที่ถ่ายไว้ชัดเจน เพื่อเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการล้างสีแบบปิดแสงและสแกนเนกาทีฟในภายหลัง แสงไฟสีนวลในสตูดิโอส่องกระทบชั้นวางรูปถ่ายที่เคยแห้งแล้ง นนท์มองดูกล่องฟิล์มในมือด้วยรอยยิ้มบางๆ รู้สึกได้ถึงหัวใจของตัวเองที่กลับมาเต้นอย่างมีความหมายอีกครั้ง
บนโต๊ะในสตูดิโอ กล้อง Leica M3 วางสงบนิ่งอยู่ข้างกระเป๋ายาประจำตัว และดอกเก๊กฮวยสีเหลืองดอกเล็กที่รินเก็บติดมือมาเพียงหนึ่งดอก
ทริปแรกหลังม่านฝนไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่โต ไม่มีการเจ็บป่วยวิกฤต และไม่มีคำสัญญาใหญ่โต มันเป็เพียงวันที่คนสองคนได้ออกไปใช้ชีวิตธรรมดาร่วมกันใต้แสงแดดอบอุ่น และสำหรับพวกเขาทั้งสองคนแล้ว วันเวลาอันแสนธรรมดาเช่นนี้ กลับมีค่ามากกว่าสิ่งใดในโลก นนท์ปิดฝากล่องฟิล์มและจัดวางมันไว้บนชั้นอย่างทะนุถนอม พร้อมความรู้สึกว่า แสงสว่างในชีวิตของเขาและริน ได้เริ่มผลิบานขึ้นใหม่อีกครั้งท่ามกลางม่านหมอกแห่งอดีตที่ค่อยๆ จางหายไป