ตอนที่ 10 อ่านหนังสือมั่งนะ
ตาเปิดขึ้นช้าๆ แสงอาทิตย์แยงเข้าเปลือกตา เขาค่อยๆลุกขึ้นนั่งและกวาดตามองทั่วห้อง ดีไซน์เรียบง่าย ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ชั้นดี ความทรงจสุดท้ายคือเสียงเอะอะพร้อมกับเสียงฝีเท้าในชุดเกราะก่อนจะสลบไป“โดนยำเละเลยแฮะ ใครจะไปนึกว่ามีกำลังเสริมล่ะ บ้าเอ้ย”ถึงจะสบถออมาแต่ดูเหมือนเขาจะยิ้มออกมา หลังมือยกขึ้นมองขีดที่2ของพรสวรรค์ดั้งเดิมปรากฏขึ้น ความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีกระดับแล้วสินะ”นอกจากความสามารถก็อปปี้เวทมนตร์ที่ร่ายอยู่ยังสามารถร่ายเวท3บทพร้อมกันได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยพลังสมาธิที่ต้องใช้มากขึ้นก็ตามภายในห้องมีเขาเพียงคงเดียวนอนทอดร่างอยู่ ไร้ซึ่งบาดแผลด้านนอกเพราะไม่ได้ถูกโจมตีทางกายภาพ ชุดถูกเปลี่ยนเป็นชุดลำลองโดยใครบางคน เขาลุกจากเตียงและเปิดประตูออกนอกห้อง สองขาพาเดินไปตามโถงทางเดิน “พวกมันเป็นใครกันแน่”เสียงเกรี้ยวกราดดังลั่นทั่วโถง เชสเดินเท้าเปล่าตามเสียงนั้นไป“ไม่รู้ เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมันเลย”“ไม่มีหรอ แล้วนี่จะทำยังไงท่านดยุคถูกหมายหัวแบบนี้ พวกแกเป็นถึงหัวหน้ากับรองหัวหน้าหน่วยนะ แค่ศัตรูไม่กี่คนก็จัดการไม่ได้ น่าอับอายจริงๆ”“เอาน่าๆ”เสียงเนิบๆใจดีของชายร่างท้วมเอ่ยให้เจ้าของอารมณ์ใจเย็น จังหวะนั้นเองเปิดตูห้องประชุมพลันอ้าพร้อมร่างของเด็กหนุ่มเดินเข้ามา“แค่ศัตรูไม่กี่คนหรอ งั้นวันหลังแกก็ไปสู้มันเองเป็นไง”เสียงเหี้ยมของชายผมดำยิงตรงเข้าหาชายกำยำในชุดแต่งกายชนชั้นสูง ตามร่างกายติดตราสัญลักษณ์และเหรียญมากมาย“ว่าไงนะไอ้เด็กนี่ แกคิดว่าแกเป็นใคร”“พอได้แล้ว วิสเคานต์ ฮิวจ์ อย่าเสียมารยาทกับผู้มีพระคุณของฉัน”แฟรงก์ เลย์นาดหาได้ตวาดอีกฝ่ายไม่เพียงแค่จ้องมองและกล่าวด้วยเสียงเฉียบขาด“ฟื้นแล้วอย่างงั้นหรอ”ดยุคร่างท้วมกล่าวเสียงอ่อนพร้อมหันมองเชสพลางยิ้ม“เอ่อ...ครับ”สมองเชสแล่นอย่างรวดเร็วประมวลผลทุกสิ่งอย่าง สายตามองสำรวจดยุควัย40กว่าคนนี้‘นี่น่ะหรอดยุค เลย์นาด เพิ่งเคยเจอครั้งแรกแฮะ ท่าทางดูใจดีผิดคาดแหะ’“เธอตื่นแล้วหรอ โชคดีที่ไม่มีบาดแผลภายนอก”เป็นมิคาเอลที่ปรี่เข้ามาตรวจเช็คสภาพร่างกายรอบตัวเชสทั้งที่ตัวเองยังพันผ้าพันแผลแทบจะรอบตัว สีหน้าเองก็มีซีดขาวทำให้รู้ว่ายังไม่หายสนิทดีนัก“ขอบคุณมาก ถ้าไม่ได้นายช่วยไว้เรื่องคงไม่จบแบบนี้”คำพูดห้วนๆ มาจากสาวที่คุ้นเคย ลีโอเนสยกมือแตะอกและโค้งคำนับให้เด็กหนุ่ม“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก คนกันเองแทเ”“ไม่หรอก ถ้าตอนนั้นนายไม่ช่วยให้ฉันหลุดจากพันธนาการ ฉันกะว่าจะยอมสละแขนข้างหนึ่งให้ตัวเล็กลงและหนีออกมาน่ะ”ราวกับมีค้อนปอนด์หวดเขาเข้าเต็มๆ ปริศนาที่อยากรู้มานานหลายปีได้รับการเฉลยโดยไม่ตั้งใจจากเจ้าตัว คำถามที่ว่าเสียแขนขวาไปตอนไหน วนเวียนในหัวเขามานานตั้งแต่เป็นพาร์ทเนอร์กันตอนนี้เขารู้แล้ว“เหอะ น่าอันอาย หน่วยทหารพิเศษต้องให้เด็กกระโปโลมาช่วยเนี่ยนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”ทุกสายตาควัดมองไปทางเจ้าของเสียงที่หันหน้าหนีไปอีกทาง“เฮ้อ เอาล่ะ เรากลับมาคุยกันต่อเถอะ เธอจะอยู่ฟังด้ยก็ได้นะ ฉันอนุญาต”ในเมื่อบุคคลผู้มีอำนาจสูงสุดไม่เอ่ยไล่ แถมยังอนุญาตให้อยู่ด้วยแบบนี้ใครจะปฏิเสธ เชสเดินเข้าร่วมวงสนทนาอย่างเนียนๆ“อัศวินที่เดินทางมาพร้อมกับฉันพบสิ่งนี้จากศพของพวกมันคนหนึ่ง อาจจะพอช่วยยืนยันตัวตนได้”ฮิวจ์วางบางอย่างลงบนโต๊ะ มันเป็นอผ่นไม้หนาที่มีตราสัญลักษณ์รูปโล่บนนั้น“นี่มันตราสัญลักษณ์ของจักรวรรดิสลาฟ(Slavs) นี่นา”มิคาเอลโพล่งออกมาเสียงดัง ในขณะที่วิสเคานต์ฮิวจ์ตบโต๊ะ“แค่นี้ก็ชัดแล้ว คนร้ายคือสายลับของพวกสลาฟ มันมาที่นี่เพื่อจัดการท่านดยุคเพราะรู้ว่าท่านดยุคเป็นคนสำคัญของสภาขุนนาง”ชายกำยำยืนประกาศกร้าวจนหนวดสั่น ท่าทางดูมั่นใจในข้อสรุปของตนจนเชสกุมหน้าผากส่ายไปมาอย่างท้อใจในระดับสติปัญญาของขุนนางระดับวิสเคานต์‘นี่คือผลลัพธ์ของการโยนตำแหน่งให้ลูกชายคนโต โดยขาดความรอบคอบในการเลือกผู้สืบทอดสินะ’“เดี๋ยว เราควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนจะสรุปสิ สิ่งนี้อาจจะเป็นกับดักก็ได้”“หุบปาก คนทำงานพลาดไม่มีสิทธิ์พูด”ฮิวจ์ตะคอกแทรกเสียงของผู้บังคับบัญชาหน่วยที่7 จนฟางเส้นสุดท้ายของเขาขากผึ่ง“อย่าทำตัวเหมือนกอริล่าได้ไหม”“ว...ว่าไงนะ ทำตัวเหมือน...กอริล่า งั้นรึ”“ก็ใช่ไง กอริล่าอวดฉลาด ที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากแหกปากร้อง”คราวนี้ทุกสายตาจ้องหาเชสอย่างอึ้งๆ แม้อีกฝ่ายจะน่าด่าจนเสียหมาสักเท่าไหร่แต่ก็ยังเป็นถึงวิสเคานต์ ที่มีตำแหน่งในสภา...คนสนิทของกษัตริย์ นับอะไรกับเชสที่เป็นเพียงสามัญชน“ฉันจะฆ่าแก”ฮิวจ์ย่าสามขุมเข้าหาเด็กหนุ่ม แต่เชสไม่ได้หันไปสนใจเขาหยิบแผ่นไม้บนโต๊ะขึ้นมาก่อนจะกระแทกมันเข้ากับโต๊ะจนเสียงก้องไปทั่วห้อง ทุกคนหยุดชะงักมองการกระทำของเขา“จับศัตรูได้ทั้งหมดกี่คน”เชสเริ่มหันไปหามิคาเอล“อ...เอ่อ ไม่ได้เลย บางส่วนหนีไปได้ มี3คนที่ฆ่าตัวตายตอนที่โดนล้อม พวกมันใช้วิธีบางอย่างเผาร่างกายตัวเองไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า”“งี้นี่เอง ทำลายหลักฐานสินะ”เชสนึกย้อนไปถึงฉากที่พวกมันกำลังคุยกันอยู่ในบ้านร้าง จำได้ว่าอินวิเดนเทียชูแผ่นไม้บางอย่างไว้“พวกมันไม่ได้มาจากจักรวรรดิสลาฟหรอก”“หมายความว่ายังไงห๊ะ!!”วิสเคานต์ฮิวจ์ตะคิกเสียงดังอีกครั้งเมื่อข้อสรุปตัวเองโดนล้ม“ถ้ามันเป็นสายลับรึอะไรจริงก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องพกสิ่งของแสดงตัว อีกอย่างสีผิวก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับชาวสลาฟเลย”ว่าจบคนที่อยู่ในเหตุการณ์พากันนึกย้อนกลับไปในเหตุการณ์และเทียบกับสีผิวหิมะของจักรวรรดิสลาฟที่ตั้งอยู่ทิศเหนือ“และห้องสุดท้ายคือนี่...”เชสชี้ไปบริเวณคอย้ำๆรอให้พวกเขานึก ลีโอเนสขยับตัวหยิบของจากใต้กองเอกสารขึ้นมา รูปเหมือนของอินวิเดนเทียที่เรียกนักวาดภาพเหมือนมาสเก็ตวางอยู่บนโต๊ะ แน่นอนว่าบริเวณคอมีรอยสักอยู่ด้วยแม้จะไม่แม่นยำ100%ก็ตาม“แค่รอยสักตามสมัยนิยมไม่ใช่รึ แบบนี้คนแถวบ้านข้าก็มี มันบอกตัวตนไม่ได้หรอก”เชสเบนสายตาเย้ยหยันสบกับฮิวจ์ช้าๆ“ถ้าคนแถวบ้านท่านวิสเคานต์ฮิวจ์มีรอยสักแบบนี้ ท่านเตรียมถูกกุมตัวขึ้นแท่นประหารได้เลย”ทั้งสี่เบิกตากว้างมองลงที่ภาพวาดอีกครั้งทันใดนั้นดยุคท้วมพลันสะดุ้งโพยงและเคลื่อนไหวเป็นคนแรก เหงื่อไหลเตรียมใบหน้าเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือ สองมือพลิกเปิดมันอย่างรวดเร็ว“พบแล้ว...นี่มันสัญลักษณ์บูชาเทพปีศาจ...สัญลักษณ์ทางสายเลือดของอิกนาเซียส”“อิกนาเซียส บ้าน่าไม่ใช่ว่ามันหายไปตั้งแต่100กว่าปีก่อนแล้วหรอ”“หาไม่เจอ ใช่ว่าจะไม่มีหลักการง่ายๆแค่ซ่อนตัวและหาโอกาส”“โอกาส โอกาสอะไร”“แก้แค้นมนุษย์มั้ง...แล้วแกรู้ได้ยังไง”“...อ่านหนังสือมั่งนะ” เสียงกรีดร้องดังระงมในความทรงจำ เพลิงโหมกระหน่ำเผาบ้านหลังเล็กให้ค่อยๆถล่มลงมา เสียงเด็กผู้หญิงที่รู้จักมาทั้งชีวิตร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่เป็นผล ไม่นานเธอกำสำลักควันสิ้นใจ เด็กหนุ่มตัวน้อยได้แค่มองดูทุกอย่างโดยไม่อาจทำอะไรได้“มีเดีย!!!”เจ้าของเรือนผมยาวสีเขียวสะดุ้งตื่นจากการงีบข้างโขดหิน รอบๆมีแค่ป่า และป่าไกลสุดลูกหูลูกตา“ไม่นึกเลยว่าท่านอินวิแดนเทียผู้แข็งแกร่งจะนอนละเมอกับเขาด้วย”“แก เดสซิเดีย”“ครับ เดสซิเดียเองครับ ทีนี้เงียบได้รึยังผมจะนอน”เดสซิเดียล้มตัวนอนอีกครั้ง ปราศจากผ้าห่ม ปราศจากหมอน แค่ล้มตัวลงราบกับพื้นไม่นานเสียงกรนก็ตามมา อินวิเดนเทียเดาะลิ้นก่อนจะกลับไปพิงหินและเงยหน้ามองฟ้า“รอก่อนนะ พี่จะส่งวิญญาณพวกมนุษย์ไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้น้องเอง” “แก้แค้นมนุษย์งั้นหรอ ไร้สาระ พวกเราไปทำอะไรให้”ชายคนเดิมค้านหัวชนฝากับข้อสรุปทว่า...“เยอะอยู่นะ กักขังหน่วงเหนี่ยว ซื้อขาย ทรมาน ถูกไล่ล่า ไม่มีสิทธิ์ใดๆคุ้มครอง ทำเหมือนพวกเขาเป็นสัตว์...เป็นมอนสเตอร์”“ก็พวกมันเป็นมอนสเตอร์”“ลูกครึ่ง!!!”เชสโต้กลับด้วยอารมณ์จนทั้งโต๊ะเงียบกันหมด ได้เห็นทัศนคติของชนชั้นสูงอาณาจักรตัวเองก็เริ่มเชื่อแล้วว่าเป็นอิกนาเซียสมีเหตุผลมากพอที่จะทำลายมนุษย์ สายเลือดไม่สามารถใช้ตัดสินว่าใครดีหรือชั่วได้ นั่นคือข้อสรุปหลังออกเดินทางไปทั่วทวีป“เอาล่ะๆ เรามาพอกันก่อนดีกว่า ในเมื่อรู้ว่าพวกมันเป็นใครทีนี้เราจะได้หาแผนรับมือได้ทีหลัง ตอนนี้เอาเป็นว่าแยกย้ายกันไปก่อนนะ”ในเมื่อผู้มีอำนาจสูงสุดเอ่ยจบประชุมก็ไม่มีใครหน้าไหนจะกล้าอยู่ต่อทยอยเดินออกไปทีละคนด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย“ส่วนเธอ...ฉันต้องขอขอบคุณจริงๆ ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ฉันคงไม่มีจังหวะเข้าไปซ่อนในที่ซ่อนลับ ขอบคุณจริงๆนะ”ดยุคร่างใหญ่ก้มศรีษะเท่าที่จะพอก้มได้ให้ผู้มีพระคุณ“ไม่หรอกครับ สำหรับผมสักวันก็ต้องสู้กับพวกมันอยู่แล้ว”“อย่าว่างั้นเลย จริงสิเพื่อเป็นการตอบแทน ถ้าลำบากหรือมีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้นะ จะช่วยเต็มที่เลย”เชสพยักหน้างงๆก่อนจะออกมาเป็นคนสุดท้าย “สลบไปทั้งคืนไม่ได้กลับหอ ยังดีที่ไม่มีพิษตกค้างในร่าง หน่วยแพทย์ที่มาจากเมืองหลวงฝีมือดีจริงๆ”เขาเดินเข้าหอพักโดยที่ควักซองจดหมายในกระเป๋าไปด้วย บริเวณป้อมในหอพักคนที่น่าจะเป็นรุ่นพี่ปี3คุ้นหน้ากำลังนอนงีบเอนกายอย่างวบายใจเฉิบ“รุ่นพี่...รุ่นพี่ครับ ผมมารายงานตัว”“ห๊า หืม อะไรใครไปหาผัวนะ”รุ่นพี่หนุ่มเลิ้กลั่กมองซ้ายมองขวาก่อนจะพบเชสยืนอยู่คนเดียว“ผมมารายงานตัวครับ เรื่องที่เมื่อคืนไม่ได้กลับหา”“อ๋อ นายคือไอ้น้องห้องเดี่ยวนั่นใช่ไหม รู้ไหมว่าเมื่อคืนฉันต้องอยู่ตั้งดึกเพื่อรอนายกลับมาน่ะ ไม่รู้รึไงว่ามันผิดกฎ...”รุ่นพี่หนุ่มลุกขึ้นชี้นิ้วไปมาเป็นระยะๆบอกเล่าประสบการณ์เลวร้ายกับยุงลายตัวเมื่อคืน ว่าตามกฎของหอพัก...ไม่สิ กฎของสถาบันนี้ที่ว่านักเรียนทุกคนจะต้องอาศัยอยู่ในหอพัก และหากจะออกไปค้างด้านนอกจะต้องทำเรื่องขออนุญาตเสียก่อน...นอกซะจากจะทีเหตุจำเป็นจริงๆปึง“นี่ครับ”“อะไรล่ะนั่น”เชสกระแทกซองจดหมายไว้บนโต๊ะรอรุ่นพี่หยิบไปก่อน รุ่นพี่ค่อยๆเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นนอบน้อม“แหม ไปเป็นธุรให้ท่านดยุคก็ไม่บอก น้องชายเนี่ยมีความสามารถจริงๆนะ ขนาดคนใหญ่คนโตยังเรียกใช้วาด พี่ชายคนนี้ภูมิใจจริงๆ”จดหมายพร้อมลายเซ็นและตราประทับของคฤหาสน์ดยุคมีอำนาจเพียงพอให้ทุกคนที่อยู่ต่ำกว่าต้องเงียบปาก รุ่นพี่หนุ่มแทบจะกรอกแบบฟอร์มรายงานตัวทั้งหมดให้เพียงแค่เขาเซ็นชื่อเท่านั้นเชสเดินขึ้นหอพักพร้อมอมยิ้มในใจ‘อำนาจมันดีงี้เองสินะ’แอ๊ดประตูไม้โทรมๆเปิดและปิดลง เสื้อยืดจากคฤหาสน์ดยุคถอดทิ้งไว้ที่พื้นในขณะกำลังถอดกางเกงอยู่นั้น“หายไปไหนมาทั้งคืน”เชสหันขวับไปมองมุมหนึ่งของห้อง คนคุ้นเคยที่ใช้เวลายามค่ำคืนอยู่ด้วยกันบ่อยที่สุดนั่งเก้าอี้มองตรงมายังเขาที่เปลือยท่อนบน“แว๊กกกกกกก”