ไป๋รั่วเสวี่ยเม้มปาก ความคิดของพ่อเธอช่าง…ดูเหมือนว่าเมื่อวันโลกาวินาศมาถึง เธอจะต้องรีบกำจัดคนสกุลไป๋ให้หมด ไม่อย่างนั้นคงมีปัญหาตามมาไม่รู้จบเพราะความใจอ่อนของพ่อ
“พวกเขาดีกับคุณรึเปล่าจิ้งเหวิน” แววของหลิ่วเย่ว์เหมยหม่นหมอง “คุณเคยบอกกับฉันว่าตอนคุณยังเด็ก คุณไม่เคยได้กินอิ่มท้องสักวัน ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยทั้งหมดคุณก็เป็คนหามาจ่ายเอง ทุกวันต้องทำงานหนัก กว่าจะได้พักผ่อนก็ดึกดื่น พวกเขาเคยทำอะไรให้คุณบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณให้พวกเขาตลอดหลายปีมานี้ก็มากพอที่จะตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตและเลี้ยงดูแล้วไม่ใช่หรือ”
ที่แท้พ่อก็มีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากแบบนี้นี่เอง! ไป๋รั่วเสวี่ยรู้สึกปวดใจ
“พ่อคะ พ่อไม่อยากรู้หรือคะว่าพ่อมาอยู่ที่บ้านสกุลไป๋ได้อย่างไร ไม่อยากสืบเื่พ่อแม่แท้ๆ ของพ่อดูหน่อยหรือคะ สืบดูว่าคุณปู่กับคุณย่าแท้ๆ ของหนูเป็ใคร และในครอบครัวยังมีญาติคนอื่นอีกหรือเปล่า” ไป๋รั่วเสวี่ยถาม
ไป๋จิ้งเหวินก้มหน้าและหลับตา สีหน้าฉายแววเ็ประคนสับสน
“พ่อไม่อยากสืบหาครอบครัวที่แท้จริงของตัวเองหรือคะ”
“เื่ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว จะไปหาเจอได้อย่างไร”
“พ่อคะ ไม่ลองหาดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะหาเจอหรือไม่เจอ” ไป๋รั่วเสวี่ยไม่เห็นด้วย
“ลูกพูดถูกนะจิ้งเหวิน ยังไงก็ลองดูสักครั้งเถอะ ไม่แน่ว่าอาจจะหาเจอก็ได้” หลิ่วเย่ว์เหมยเอ่ยสนับสนุน
“แต่ว่า…” แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมาทำไมไม่เห็นมีใครมาตามหาเขาเลย เพราะพวกเขาไม่้าตน หรือเพราะพวกเขาตายไปตั้งนานแล้วกันแน่ ไม่ว่าคำตอบคืออะไร ไป๋จิ้งเหวินก็ไม่้ารู้ทั้งนั้น
“ไม่มีแต่ค่ะพ่อ พวกเราต้องสืบให้ได้ว่าญาติของพวกเรานั้นเป็คนอย่างไร ต้องรู้ให้ได้ว่าในปีนั้นพ่อมาอยู่ที่สกุลไป๋ได้อย่างไร” ไป๋รั่วเสวี่ยเอ่ยอย่างหนักแน่นเป็พิเศษ
ไป๋จิ้งเหวินเงยหน้าขึ้นมองไป๋รั่วเสวี่ย เขาเพิ่งค้นพบว่าลูกสาวของเขามีความสามารถในการจัดการเื่ราวต่างๆ ได้หนักแน่นเฉียบขาดยิ่งกว่าเขาเสียอีก เธอเติบโตขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว เมื่อค้นพบความจริงข้อนี้ไป๋จิ้งเหวินก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที
“ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเื่นี้ท่านควรฟังคุณนายกับคุณหนูนะครับ ท่านไม่อยากสืบดูว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของท่านเป็ใคร ไม่อยากรับรู้เื่ราวในอดีตของตัวเองหรือครับ” พ่อบ้านช่วยโน้มน้าวด้วยอีกคน
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองสืบดูก็แล้วกัน” ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าเขาไม่เชื่อสักนิดว่าจะหาพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองพบ เพราะถึงอย่างไรเื่ก็ผ่านมาสี่สิบกว่าปีแล้ว เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน จะไปเริ่มสืบหาได้จากที่ไหน
“ท่านประธานวางใจเถอะครับ ผมมีเพื่อนหลายคนทำงานอยู่ที่สถานีตำรวจ พวกเขามีข้อมูลเยอะ ถ้าขอร้องพวกเขาให้ช่วยหา เพียงแค่มีเบาะแสเล็กน้อยก็จะต้องหาเจอได้อย่างแน่นอนครับ” คนขับรถหยางบอก
“นั่นก็เป็วิธีหนึ่ง แต่ว่าตำรวจก็มีงานของตัวเองอยู่แล้วนะ จะพึ่งแต่พวกเขาคงยาก ถ้าอย่างไรหานักสืบเอกชนที่ไว้ใจได้สักคนให้ช่วยสืบน่าจะดีกว่า” หลิ่วเย่ว์เหมยพูด
“ไม่ว่าจะให้ใครมาช่วยสืบ ก็ยังต้องไปหาไป๋ฮูหยินเพื่อให้นางเล่าว่าพ่อกลายมาเป็ลูกชายของนางได้อย่างไรอยู่ดี หนูเชื่อว่าไป๋ฮูหยินต้องรู้เื่ทุกอย่างแน่นอนค่ะ” ไป๋รั่วเสวี่ยพูด
“ใช่แล้วครับ หาคนเก่งสักแค่ไหนมาช่วยสืบ ก็ไม่มีประโยชน์เท่ากับข้อมูลที่ได้จากทางไป๋ฮูหยิน” คนขับรถหยางเอ่ยอย่างเห็นด้วย
ผลตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้ว ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋ฮูหยินไม่ได้เป็แม่ลูกกันจริงๆ ตามที่คาด ไป๋รั่วเสวี่ยถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้ความจริงข้อนี้ ต่อไปนี้ไม่ว่าเธอจะจัดการกับคนสกุลไป๋อย่างไร ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว
ไป๋จิ้งเหวินกลับไม่ได้รู้สึกโล่งใจสักนิด เพราะยังคงมีความจริงที่ว่าไป๋ฮูหยินเลี้ยงดูเด็กที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเือย่างตนมาจนเติบใหญ่อยู่
“ทำไมพ่อดูไม่ดีใจเลยล่ะคะ” ไป๋รั่วเสวี่ยเอ่ยอย่างไม่พอใจ “จากนี้ไปพวกเราไม่ต้องกังวลว่าคนพวกนั้นจะมาสร้างปัญหาให้แล้วนะคะ”
“ลูกไม่เข้าใจหรอกรั่วเสวี่ย ถึงพ่อของลูกกับไป๋ฮูหยินจะไม่ได้เป็แม่ลูกกันจริงๆ แต่ไป๋ฮูหยินก็ยังเป็คนที่เลี้ยงดูพ่อของลูกมาจนโต ถ้าหากว่าเราไม่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนที่ผ่านมาล่ะก็ เกรงว่าน่าจะมีปัญหาอื่นตามมา” หลิ่วเย่ว์เหมยพูด นางรู้จักนิสัยไป๋ฮูหยินดี นางคงไม่ปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปง่ายๆ แน่
“หนูไม่ได้จะว่าพ่อกับแม่นะคะ แต่ว่าพ่อกับแม่อ่อนหัดเกินไปค่ะ วิธีจัดการกับยายแก่แบบไป๋ฮูหยินมีอยู่แค่วิธีเดียว คือหากนางแรงมาเราแรงก็กลับ หากนางหน้าด้านมาเราก็ต้องหน้าด้านยิ่งกว่านาง” ไป๋รั่วเสวี่ยพูด
ไป๋จิ้งเหวินกับหลิ่วเย่ว์เหมยต่างก็มองลูกสาวเป็ตาเดียวกัน
“ลูกไปได้ทัศนคติแบบนี้มาจากที่ไหน ถ้าทำตามที่ลูกพูดจริง หากถูกสุนัขกัดหนึ่งครั้ง เรามิต้องกัดสุนัขตอบหนึ่งครั้งรึ” หลิ่วเย่ว์เหมยใช้นิ้วทิ่มหน้าผากลูกสาวหนึ่งครั้งอย่างขบขัน
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ หนูแค่เปรียบเทียบให้ฟังเฉยๆ” ไป๋รั่วเสวี่ยเม้มปาก ในเมื่อเื่เป็เช่นนี้ คนดีก็มีแต่จะต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็คนเลว เพื่อไม่ให้ถูกคนเลวเอารัดเอาเปรียบ
ไป๋รั่วเสวี่ยสอบผ่านเป็นักศึกษาวิจัยของศาสตราจารย์หยาง เป็หนึ่งในห้าคนที่รับเกินโควตามาในครั้งนี้ ถึงจะเป็เพียงเื่เล็กๆ เื่หนึ่ง แต่เพราะเธอคือไป๋รั่วเสวี่ย จึงทำให้มีข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยการเกษตร
“รั่วเสวี่ย ใครๆ เขาลือกันว่าที่เธอได้เป็นักศึกษาวิจัยในครั้งนี้ก็เพราะใช้เส้นสาย” จางถิงถิงเอ่ยถาม
“มีเส้นสายก็นับเป็ความสามารถอย่างหนึ่ง” ไป๋รั่วเสวี่ยเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจสักนิด
“เฮอะ!” โจงฟางเหลิ่งส่งเสียงออกมา เธอยึดมั่นในความยุติธรรมจึงเกลียดเื่ประเภทนี้ และยิ่งเกลียดพวกคนที่ใช้เส้นสาย
“หรือไม่เธอก็ลองใช้เส้นสายให้ฉันดูสิ” รั่วเสวี่ยรู้สึกว่าเธอไม่จำเป็ต้องพูดดีกับคนที่ไม่เป็มิตรกับเธอ
“รั่วเสวี่ย เธอกับทหารคนที่มาส่งเธอวันนั้นมีความสัมพันธ์กันยังไงหรือ” สวี่นั่วเอ่ยถาม เธอแอบสงสัยเื่นี้มานานแล้วจึงฉวยโอกาสถามออกมาเสียเลย
“เขาน่ะหรือ” ในหัวสมองของรั่วเสวี่ยปรากฏภาพของเหลิ่งจั้น ความรู้สึกดีๆ พลันเอ่อล้นขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าของเธอปรากฏแววเขินอายขึ้นทันที “เขาเป็พ่อของลูกฉัน”
ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึงในคำตอบของไป๋รั่วเสวี่ย
หากเธอไม่เคยผ่านยุคโลกาวินาศมาล่ะก็ เธอคงไม่มีทางพูดเื่แบบนี้ออกมาได้อย่างเด็ดขาด ถึงตอนนี้จะไม่ใช่ยุคโลกาวินาศแต่เธอก็ี้เีจะใส่ใจ เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่เธอพูดก็เป็ความจริง ถึงแม้ชาตินี้พวกเขาจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน แต่เธอจะต้องคิดหาวิธีให้กำเนิดลูกออกมาให้ได้ ลูกของเธอจะต้องเป็โต้วโต้วคนเดิม โต้วโต้วคนที่มีดวงตากลมโต คนที่ตั้งตารอให้ผู้เป็แม่กลับมาทุกวันคนนั้น
ชาตินี้เธอจะต้องปกป้องลูกชายของตัวเองให้ดี
“เธอมีลูกแล้วหรือรั่วเสวี่ย” ทั้งสามคนร้องอย่างตกตะลึง
“ยังหรอก”
“แต่เธอบอกว่าเขาเป็พ่อของลูกเธอนี่นา”
“นั่นก็ใช่”
“อา!” สายตาที่ทั้งสามคนใช้มองไป๋รั่วเสวี่ยค่อยๆ แปลกขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังมองคนพิลึก
ไป๋รั่วเสวี่ยหัวเราะ ถือโน้ตบุ๊กตรงไปยังห้องสมุด
เขาจะต้องมาเป็พ่อของลูกเธออย่างแน่นอน
ไป๋รั่วเสวี่ยไม่รู้เลยสักนิดว่าคำพูดประโยคนี้ของเธอ จะนำพาความยุ่งยากใหญ่หลวงตามมา
วันนี้ต้องไปทำงานในทุ่งนา
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/9ee8f63c050427e101e8f9d6b0d57428