เสียงอันเคร่งขรึมเพิ่งแว่วมา จูกุ้ยและคนอื่น ๆ ก็พลันสะดุ้งตัวโยน รีบกลับไปนั่งประจำที่ของตนทันที
จูอวิ่นเถิงหันกลับไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็เห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งแผ่นหลังตั้งตรง สวมชุดบัณฑิตก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทางองอาจ
ด้านหลังที่ตามมาคือจูอวิ่นเหวิน ซึ่งมีท่าทีเคารพยำเกรงต่อบัณฑิตผู้นี้อย่างยิ่ง เขายืดหลังตรงเดินตามมาติด ๆ
ดูออกได้ไม่ยากว่าจูอวิ่นเหวินชื่นชอบอาจารย์ผู้นี้มาก
เมื่อครู่เขาถูกนางหลี่ว์ไล่ออกจากตำหนักบูรพา เดิมทีตั้งใจจะมาหาหวงจื่อเฉิงและฉีไท่ที่หอตำราหลวง แต่ระหว่างทางได้พบกับบัณฑิตผู้นี้เสียก่อนจึงเดินกลับมาพร้อมกัน
ราวกับได้พบที่พึ่งทางใจ เมื่อมีพวกเขาคอยช่วยเหลือ ตนก็ไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีก
“เขาเป็ใครหรือ?” จูอวิ่นเถิงกระซิบถามจูกุ้ย
“ฟางเซี่ยวหรู”
จูกุ้ยตอบเสียงเบา “คนผู้นี้ดื้อรั้นและปากร้ายเหม็นยิ่งกว่าก้อนหินในหลุมส้วมเสียอีก เสด็จปู่มอบอำนาจอาจารย์แห่งหอตำราหลวงให้เขา พวกเขาสามารถใช้ไม้บรรทัดโบยพวกเราได้ และฟางเซี่ยวหรูผู้นี้ก็กล้าลงมือจริง ๆ !”
“ฟางเซี่ยวหรูงั้นหรือ?!” จูอวิ่นเถิงปรายตามองบัณฑิตผู้นั้นอีกครั้ง
‘สามตัวโง่แห่งรัชสมัยเจี้ยนเหวิน’ ในที่สุดก็รวมตัวกันครบเสียที หากไม่ใช่เพราะคนพวกนี้ร่วมกันวางแผนจนวุ่นวาย จูตี้ก็คงไม่สามารถยกทัพมาประชิดเมืองจินหลิงได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
จูอวิ่นเถิงไม่รู้จะวิจารณ์ ‘ผู้มีปัญญา’ ทั้งสามท่านนี้อย่างไรดี เอาเป็ว่าทุกคนล้วน ‘ฉลาดปราดเปรื่อง’ กันทั้งสิ้น
ฟางเซี่ยวหรูเคยได้รับการเสนอชื่อในปีหงอู่ที่สิบห้า จูหยวนจางเคยพบเขาแล้วแต่ตั้งใจจะเก็บไว้ให้จูเปียวใช้งาน
จนกระทั่งปีนี้ หงอู่ที่ยี่สิบห้า เขาได้รับการเสนอชื่ออีกครั้ง จูหยวนจางจึงให้เขามาประจำอยู่ที่หอตำราหลวง
จูอวิ่นเถิงยังไม่เคยพบฟางเซี่ยวหรูมาก่อน ่ก่อนหน้านี้ที่จูเปียวเสียชีวิต จูอวิ่นเถิงต้องเฝ้าศพจึงไม่มีโอกาสมาเข้าเรียน
แต่ดูจากท่าทางเคารพนอบน้อมของจูอวิ่นเหวินแล้ว พวกเขาน่าจะเคยพบกันและมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดี
เผลอ ๆ อาจจะกราบไหว้เป็อาจารย์กันไปนานแล้วด้วยซ้ำ
ฟางเซี่ยวหรูเดินไปที่หน้าแท่นบรรยาย พอหยัดกายยืนมั่นก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของจูอวิ่นเถิงทันที
“พระนัดดาท่านนั้น มีนามว่าอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ฟางเซี่ยวหรูเอ่ยถาม
ยังไม่ทันที่จูอวิ่นเถิงจะได้อ้าปาก จูอวิ่นเหวินก็ชิงตอบก่อนว่า “ท่านอาจารย์ เขาคืออวิ่นเถิง น้องสามของศิษย์เองขอรับ”
“พระนัดดาสาม ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ามีความผิด?”
เมื่อฟางเซี่ยวหรูได้ยินว่าเป็จูอวิ่นเถิง เขาก็ดูเหมือนจะเปิดโหมด ‘จงใจเล่นงาน’ ทันที
“โอ้? ข้าผิดอะไรหรือ?” จูอวิ่นเถิงเข้าใจทันทีว่าหมอนี่จงใจหาเื่ตน
จุดประสงค์นั้นชัดเจนยิ่งนัก คือการช่วยจูอวิ่นเหวินกอบกู้ชื่อเสียงและสร้างความได้เปรียบที่เคยเสียไปกลับคืนมา พร้อมกับถือโอกาสตอบโต้กลับ
“ท่านยังไม่รู้สำนึกอีกหรือ? ในหอตำราหลวง กระซิบกระซาบกันถือเป็การลบหลู่ต่อนักปราชญ์ ถือกระบี่ขึ้นท้องพระโรง บีบบังคับฝ่าาเพื่อทูลขอตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ถือเป็ฏ อกตัญญูและไร้คุณธรรม บริภาษพระนัดดารอง ไม่เคารพพี่ชาย ท่านบอกมาสิ สิ่งเหล่านี้ใช่ความผิดของท่านหรือไม่?!”
ทันทีที่มาถึง ฟางเซี่ยวหรูก็ยัดเยียดข้อหาให้จูอวิ่นเถิงทันที
เขาไม่สนใครหน้าไหน ก็เริ่มต้นด้วยการตำหนิชุดใหญ่เพื่อ้าให้ชื่อเสียงที่ไม่ดีของจูอวิ่นเถิงติดตัวไปตลอดกาล
หากใครพูดถึงจูอวิ่นเถิง ภาพลักษณ์แรกที่นึกออกคือคนฏ อกตัญญู และไร้คุณธรรม
“ถูก ถูก ถูก ท่านพูดถูกทุกอย่าง ข้าสำนึกผิดแล้ว” จูอวิ่นเถิงพยักหน้ารัว ๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว”
ฟางเซี่ยวหรู “...”
ทั้งที่บอกว่าสำนึกผิด แต่เหตุใดน้ำเสียงถึงฟังดูขอไปทีเช่นนั้น
ใบหน้าของเขาพลันเ็าลง เอ่ยด้วยความโกรธว่า “ไม่รู้จักกลับตัวกลับใจ วันนี้พระนัดดาสามต้องท่องจำ ‘สี่ตำรา’ ทั้งหมดให้ได้ มิฉะนั้นอย่าหวังว่าจะได้กลับไป”
ภายในวันเดียว ต้องท่องจำสี่ตำราทั้งหมด นี่เป็ภารกิจที่แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
เมื่อพวกจูกุ้ยได้ยิน ต่างก็พากันตกตะลึง
ฟางเซี่ยวหรูจงใจกลั่นแกล้งจูอวิ่นเถิงอย่างชัดเจน ชัดเสียจนไม่ต้องเสแสร้งใด ๆ เลย
อย่างไรก็ตาม หลังจากสั่งเสร็จ ฟางเซี่ยวหรูก็พาจูอวิ่นเหวินเข้าไปยังห้องโถงด้านหลัง
“อวิ่นเถิง ตาเฒ่านั่นจงใจกลั่นแกล้งเ้าชัด ๆ ” จูหย่างกล่าวด้วยความโมโห “ต้องเป็เพราะเขาอยากจะออกตัวแทนจูอวิ่นเหวินแน่ ๆ ตอนนี้หอตำราหลวงทั้งหอไม่ได้เป็ของเสด็จปู่แล้ว แทบจะกลายเป็หอตำราหลวงของจูอวิ่นเหวินไปแล้ว”
สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนล้วนพากันเห็นด้วย
เดิมทีก็ไม่สบอารมณ์กับจูอวิ่นเหวินที่ทำเป็เรียนเก่งแต่นิสัยจอมปลอมอยู่แล้ว ยิ่งเกิดเื่เมื่อวานขึ้น พวกเขาก็ยิ่งไม่ชอบใจ ไม่ว่าจะมองอย่างไร จูอวิ่นเหวินก็น่ารังเกียจสิ้นดี
“ไม่เป็ไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ” จูอวิ่นเถิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “เขาทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
ณ ห้องโถงด้านหลัง
หวงจื่อเฉิงและฉีไท่ก็มาถึงเช่นกัน
จูอวิ่นเหวินเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ฟังคร่าว ๆ พร้อมถามด้วยความร้อนใจว่า “ท่านอาจารย์ทั้งสาม ข้าควรทำอย่างไรดี?”
“พระชายารัชทายาททรงเลอะเลือนเสียแล้ว!” ฉีไท่รู้สึกจนใจกับเื่นี้อย่างยิ่ง
เดิมทีพวกเขามีความได้เปรียบอยู่เต็มประตู พระชายารัชทายาทก็มีชื่อเสียงเื่ความกตัญญูและมีคุณธรรม แต่พอก่อเื่เช่นนี้ขึ้นมา ตำหนักบูรพากลับดูเป็ที่ที่ใจแคบและไร้น้ำใจไปเสียได้
หวงจื่อเฉิงกล่าวว่า “พระชายารัชทายาทคงจะร้อนใจไปบ้าง สาเหตุหลักคือเห็นว่าพระนัดดาสามเป็ภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงเกินไป”
ฟางเซี่ยวหรูกล่าวเสียงเย็น “พระนัดดาสามไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ กระทำการฏ ไม่สนธรรมเนียม ขุนนางบุ๋นทั่วทั้งราชสำนักไม่มีใครยอมรับเขา พวกเราทุกคนล้วนสนับสนุนพระนัดดารอง”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ทั้งสาม” ในที่สุดจูอวิ่นเหวินก็พบหนทางที่จะชนะได้บ้าง
“สิ่งที่เราต้องทำต่อไป คือการช่วยให้พระนัดดารองกลับมาเป็ที่โปรดปรานของฝ่าาอีกครั้ง”
ฟางเซี่ยวหรูกล่าวอย่างเคร่งขรึม “พระนัดดาสามเปลี่ยนจุดอ่อนของตนให้กลายเป็จุดแข็ง ประกอบกับพระชายารัชทายาทใจร้อนจนเสียเื่ ตอนนี้ในสายตาของฝ่าาจึงมีแต่เขา”
ั้แ่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ จูอวิ่นเถิงพลิกสถานการณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ
จูอวิ่นเหวินไม่เคยเห็นกลยุทธ์เช่นนี้มาก่อน เขาแทบขวัญผวา รีบถามว่า “ท่านอาจารย์ ข้าควรทำสิ่งใดดี?”
“อ่านตำรา!” ฉีไท่ตอบ
“ถูกต้อง!” ฟางเซี่ยวหรูเห็นพ้อง “นี่คือจุดเด่นของพระนัดดารอง ฝ่าาทรงให้ความสำคัญกับการศึกษามาก การตั้งใจเรียนจะทำให้ฝ่าากลับมาสนพระทัย และยังเป็การดึงดูดการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางบุ๋นได้อีกด้วย เมื่อก่อนอดีตองค์รัชทายาทก็ทรงเป็เช่นพระนัดดารอง คือใฝ่เรียนรู้ มีสง่าราศี และเปี่ยมด้วยความเมตตา เหล่าท่านอ๋องถึงได้ค่อย ๆ ยอมรับ เพราะเชื่อว่าพระนัดดารองจะไม่โหดร้ายต่อพวกเขา ฝ่าาเองก็จะทรงวางใจ”
จูอวิ่นเหวินพลันตาสว่าง ราวกับพบทิศทางใหม่ของชีวิต รีบกล่าวว่า “ขอท่านอาจารย์ทั้งสามช่วยชี้แนะด้วย!”
แล้วหนึ่งตัวไร้ประโยชน์กับสามตัวโง่ก็เริ่มเปิดฉากหารือกันอย่างจริงจังว่า จูอวิ่นเหวินจะอ่านตำราอย่างไรให้กลับมาเป็ที่โปรดปรานได้อีกครั้ง
ส่วนจูอวิ่นเถิงที่อยู่ข้างนอกนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะท่องตำราเลยแม้แต่น้อย
เื่นี้ทำให้พวกจูกุ้ยและเหล่าองค์ชายที่มีความรู้สึกดีต่อจูอวิ่นเถิงเริ่มนั่งไม่ติดที่ด้วยความกังวล
จูอวิ่นเถิงยังคงนิ่งเฉย รออยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดฟางเซี่ยวหรูก็พาจูอวิ่นเหวินออกมา
จูอวิ่นเหวินดูสง่างามสำรวมท่าทีได้อย่างแเี เขากลับไปนั่งที่แถวหน้าสุด
“พระนัดดาสาม ท่องถึงไหนแล้ว?” ฟางเซี่ยวหรูเปิดฉากถามเป็คนแรก
พวกเขา้าส่งเสริมภาพลักษณ์การเรียนของจูอวิ่นเหวิน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างภาพให้จูอวิ่นเถิงเป็คนไม่เอาถ่าน ไร้การศึกษา เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัดว่าใครดีใครเลว ซึ่งจะยิ่งส่งเสริมความโดดเด่นของจูอวิ่นเหวิน
จูกุ้ยอดรนทนไม่ไหวกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ พวกท่านเข้าไปเดี๋ยวเดียวก็ออกมาแล้ว อวิ่นเถิงจะท่องจบทั้งหมดได้อย่างไร?”
ฟางเซี่ยวหรูกล่าวเสียงเข้ม “สี่ตำราสำคัญถึงเพียงนี้ หากท่องไม่ได้ ก็แสดงว่าพระนัดดาสามไร้การศึกษาและไม่มีความเพียร”
“ท่าน...” จูกุ้ยรู้สึกว่าฟางเซี่ยวหรูทำเกินไปจริง ๆ
“เสด็จอาสิบสาม” จูอวิ่นเถิงส่ายหน้าพร้อมยักไหล่แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ฟาง ข้าท่องจำจนขึ้นใจหมดแล้ว เชิญท่านทดสอบได้เลย”
เมื่อเห็นเขาสุขุมนิ่งสงบเช่นนั้น ฟางเซี่ยวหรูและพวกกลับเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก