2
วันที่สองของการไม่ได้เป็มนุษย์
จะให้ยืนรอความตายก็ใช่ที่แต่เขาไม่อยากวิ่งล่อนจ้อนเลยจริง ๆ
ความคิดที่ตีกันทำให้กู้หวายนิ่งงันไปชั่วขณะณ เวลานี้ในใจเขาปรากฏทางเลือกหลักสองทาง...
1. อยากหนี
2. อยากได้เสื้อผ้า
เขายังค้างอยู่ในท่าชะโงกหน้าสองมือเกาะตรงขอบเปลือกไข่สีขาวที่ถูกทุบแตก แต่แล้วจู่ ๆ เหตุการณ์เหนือธรรมชาติก็บังเกิดแทบจะวินาทีเดียวกับตอนที่เขานึกอยากได้เสื้อผ้า
เปลือกไข่สีขาวส่วนที่ถูกจับพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกันนั้นเสื้อผ้าเรียบง่ายตัวหนึ่งก็ถูกสวมทับลงบนร่างของเขา
...วิ่ง!
ร่างกายเขาขยับไปก่อนสมองสั่งสองมือของกู้หวายยันตัวพุ่งหนี โชว์การวิ่งระยะสั้นที่ไวสุดชีวิตถลาไปยังช่องโหว่ที่อาจเป็โอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียว
เป็ดังที่กู้หวายคาดพอเขาออกวิ่ง สิ่งมีชีวิตอันตรายซึ่งเดิมทีตีวงล้อมเข้ามาช้า ๆก็พลันไล่ตามติดด้วยความเร็วสูงทันที
จะเผ่าพันธุ์ใดในจักรวาลก็เถอะหากมาเผชิญหน้ากับฝูงเซิร์กที่กรูเข้าใส่ ก็ต้องผวาจนหนังศีรษะชาหนึบกันทั้งนั้นเพราะการพุ่งจู่โจมของพวกมันคือการบุกแบบบ้าระห่ำไม่กลัวตาย
เมื่อทหารเผ่าเซิร์กได้รับคำสั่งจากเบื้องบนจะเมินเฉยต่อทุกความเ็ปไม่หวาดเกรงความตาย พวกมันจะกวาดล้างศัตรูอย่างเืเย็นไร้ปรานี
พวกมันถึงขั้นไม่คิดว่าความตายของตัวเองเป็การเสียสละแต่เป็เพียงกลยุทธ์อย่างหนึ่งตามหลักเหตุผลด้วยซ้ำ
ถ้าไปถามกู้หวายในตอนนี้ว่ารู้สึกอย่างไรเวลาถูกฝูงเซิร์กทาร์กไล่กวดเขาคงบอกได้เพียง...
แทบก้าวขาไม่ออกแล้วครับ
ตัวถ้ำอับแสงสำหรับกู้หวายที่มองฝ่าความมืดไม่ได้ การจะมองทางข้างหน้าให้ชัดย่อมไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ซ้ำร้ายถ้ำนี้ก็ใหญ่ชะมัดยาดอันที่จริงเขาไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าทิศที่ตนกำลังวิ่งจะมุ่งไปยังทางออกหรือลึกเข้าด้านในกันแน่เขาไม่มีเวลามามัวสนใจเื่นี้แล้ว
ต่อให้โอกาสรอดจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินทว่าลองดิ้นรนกระเสือกกระสนก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
แต่แล้วการวิ่งโดยไม่ชะลอความเร็วทั้งที่มองทางไม่ชัดก็ส่งผลให้...กู้หวายผู้ไม่ทันระวังสะดุดสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นจนล้มเข่าขวากระแทกพื้น
“ซี้ด...”ครั้งนี้ล้มแรงไม่เบา ทำเอากู้หวายร้องโอดโอยออกมา
เสียงแบบนี้บ่งบอกความเ็ปแม้เซิร์กทาร์กที่ไล่หลังมาจนทันจะไม่มีสติปัญญามากนักก็ยังเข้าใจ
ทว่าความเข้าใจนี้เองที่ทำให้พวกเซิร์กทาร์กแทบเข้าโหมดบ้าคลั่งซึ่งเดิมทีจะเกิดขึ้นเฉพาะยามได้รับาเ็สาหัส พวกมันคำรามขู่เสียงแหบต่ำในลำคอม่านตาเรียวแหลมสีแดงโลหิตหดแคบ เปี่ยมกลิ่นอายล่าสังหารกระหายเื
เสียงร้องแสดงความเ็ปของชายตรงหน้าเป็เครื่องกระตุ้นเหล่าเซิร์กทาร์กได้อย่างดีพวกมันย่อมไม่มีวันวางเฉย แต่กลับหาศัตรูที่เป็เป้าหมายในละแวกนี้ไม่พบเสียที
พอกู้หวายหยุดวิ่งเพราะหกล้มเซิร์กทาร์กซึ่งไล่หลังมาตลอดก็ตีวงล้อมอีกครั้ง
หมดหวังแล้ว...
ครั้นถูกปิดล้อมอีกรอบเขาก็จำต้องยอมรับชะตากรรม
กระทั่งโอกาสจะลุกขึ้นยืนยังไม่เหลือกู้หวายมองสิ่งมีชีวิตมหึมาตัวจ่าฝูงใช้แขนที่เหมือนใบเลื่อยอันน่ากลัวเงื้อใส่อย่างจนปัญญาจะขัดขืน
เทียบกันแล้ว แขนนั่นดูคมปลาบยิ่งกว่าปลายดาบของจริงเสียอีกพอคมมีดสะบัดวูบ เขาก็อดกัดฟันหลับตาไม่ได้
หนึ่งวินาที...
สองวินาที...
สามวินาที...?
ทว่าความเ็ปที่คาดไว้กลับไม่เกิดเสียอย่างนั้นกู้หวายลืมตาช้า ๆ และพบว่าตนไม่เป็อะไรเลยแต่สิ่งกีดขวางบริเวณที่เขาเพิ่งสะดุดล้มนี่สิ กลับอันตรธานเกลี้ยง
หลังจากเ้าสิ่งมีชวนชีวิตะเืขวัญลงมือเสร็จก็ลดแขนลงและไปยืนล้อมกู้หวายพร้อมบรรดาเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ต่ออย่างไร้สุ้มเสียง
กู้หวายจึงได้รู้ว่าสิ่งมีชีวิตพวกนี้ไม่ได้คิดโจมตีเขา
เมื่อเข้าใจเื่ราวหัวใจของเขาก็เต้นแ่ลง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า เหมือนเขาจะค่อย ๆ ...จับอารมณ์ของพวกสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่รายล้อมอยู่ได้รางๆ
พวกมันกำลังฉุนจัดแต่ความโกรธกลับไม่ได้พุ่งมาที่เขา
ประกอบกับการที่สิ่งกีดขวางซึ่งทำให้เขาสะดุดล้มถูกกวาดเรียบไปเมื่อครู่ในใจของกู้หวายจึงพลันบังเกิดความคิดที่แม้แต่ตัวเขาเองยังตกตะลึงขึ้นมา
หรือเป็เพราะเขาได้รับาเ็พวกมันถึงได้โกรธขนาดนี้
กู้หวายครุ่นคิดอย่างไม่มั่นใจนักไม่รู้เพราะอะไรจึงได้คาดเดาไปเช่นนี้ เขาลองก้มหน้าส่งเสียงคล้ายสูดปากเบา ๆ เพื่อยืนยันสมมติฐาน
เสียงนั้นราวกับเป็สัญญาณอย่างหนึ่งเดิมทีเซิร์กทาร์กรอบ ๆ ก็ฉุนเฉียวถึงที่สุดกันอยู่แล้วบัดนี้กลับยิ่งเกรี้ยวกราดไปอีกระดับเปลี่ยนท่าทีนิ่งสงบอย่างอดทนข่มกลั้นเป็พร้อมประจัญบานปลายแขนแหลมคมแทงฉึกใส่พื้นหินแข็ง ๆ ลึกจนเป็หลุม
กู้หวาย “...”
ปฏิกิริยาของพวกเซิร์กทาร์กยืนยันสมมติฐานของกู้หวายได้โดยตรงในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า สิ่งมีชีวิตน่ากลัวที่พยายามล้อมตัวเขาไว้ไม่ได้ล้อมจู่โจมเพราะมองเขาเป็เหยื่อ แต่เป็การปกป้องต่างหาก...
นี่คือวงปราการอารักขาพวกมันแค่กำลังปกป้องเขาอยู่
กู้หวายไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์เกิดจากอะไรแต่ทันทีที่เข้าใจจุดนี้ ก็จำต้องปรับความเข้าใจอีกหลายอย่างตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่นเวลาถูกดวงตาที่มีรูม่านตาเรียวแหลมหลายสิบคู่จ้องเขม็งตอนแรกใจเขาคิดเพียงจะเผ่นอย่างไรดีสุดชีวิตทว่าตอนนี้กลับไม่ค่อยรู้สึกกดดันตึงเครียดแล้ว
ถ้าดูแค่รูปร่างสิ่งมีชีวิตพิสดารตรงหน้าก็ดูอันตรายและน่ากลัวมากจริง ๆ ทั้งปลายแขนแหลม ๆ ที่เจาะพื้นเป็รูลึกและฟันคม ๆ ที่อันตรายถึงชีวิตอย่างเห็นได้ชัด
พอยืนยันได้แล้วว่าพวกมันกำลังปกป้องตนกู้หวายก็ลุกขึ้น สูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะลองเข้าใกล้ตัวที่สูงใหญ่ที่สุดในฝูง
ยิ่งเข้าใกล้เขาก็ยิ่งััความโกรธขึ้งบนตัวพวกมันได้ชัดเจน ั์ตาสีแดงเืแต่ละคู่ที่จับจ้องมาดูเสียสติไปแล้วแต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ไม่ยอมผละจากข้างกายเขา
และเมื่อกู้หวายเป็ฝ่ายเข้าใกล้เซิร์กทาร์กตัวหน้าสุดเขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาแสนอันตรายนั้นขยับเอาแขนไพล่หลังเก็บเหลี่ยมหลบคมพยายามเลี่ยงไม่ให้โดนตัวเขาสุดความสามารถ
กู้หวายชะงักความรู้สึกถูกปกป้องอย่างระมัดระวังนี้ออกจะชัดเกินไปจริง ๆ ถึงขนาดใช้คำว่า ‘ปกป้อง’มาอธิบายก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ควรใช้คำว่า ‘ดูแลทะนุถนอม’มากกว่า...
ความรู้สึกเวลาได้รับการเอาใจใส่แบบนี้ั้แ่อดีตจนปัจจุบัน กู้หวายเคยได้ประสบกับตัวมาน้อยมากเพราะอย่างไรเขาก็เป็เด็กที่เติบโตในสถานสงเคราะห์
ถึงแม้สถานสงเคราะห์จะมีคนจิตใจดีหลายคนคอยดูแลแต่เด็กที่้าการดูแลก็มีจำนวนมากเช่นกันความเอาใจใส่ที่จะแบ่งปันให้เด็กทุกคนจึงทำได้ไม่ทั่วถึง
ยิ่งไปกว่านั้นความเอาใจใส่ดังกล่าวก็แตกต่างจากความรักที่พ่อแม่มอบให้แก่ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง
กู้หวายหัวไวและรู้ความมองความแตกต่างนี้ออกั้แ่ยังเด็กแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้น้อยใจเพราะคิดว่าความใส่ใจและความปรารถนาดีที่ตนได้รับ ก็นับเป็สิ่งล้ำค่าควรค่าแก่การขอบคุณเช่นเดียวกัน
กู้หวายกะพริบตาคืนสติมองเหล่าสิ่งมีชีวิตน่ากลัวตรงหน้าที่วางท่าปกป้องเขาอย่างเห็นได้ชัดแล้วเริ่มครุ่นคิด
ควรทำยังไงดีนะพวกมันถึงจะหยุดโกรธ?
เขาััอารมณ์ความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตพวกนี้ได้ราวกับเป็พลังพิเศษที่มีมาแต่กำเนิดอย่างเมื่อครู่ที่ไม่ทันระวังล้มจนเจ็บ จู่ ๆ เขาก็คล้ายจะหลอนไปชั่วขณะ
กู้หวายรู้สึกเหมือนตนเองจะสื่อสารทางจิตกับพวกมันได้โดยการส่งต่อความนึกคิดของเขาให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้โดยตรง
[ผมไม่เป็ไร พวกนายอย่าโกรธได้ไหม...?]
สื่อสารกันได้จริงไหมไม่รู้แต่ก็ต้องลองดูสักตั้ง เขาเค้นความคิดนึกถึงเหตุการณ์ตอนหกล้มก่อนลองปลอบประโลมบรรดาสิ่งมีชีวิตขนาดั์ที่ห้อมล้อมตนอยู่
เขาเคยชินกับการสบตาคู่สนทนาขณะพูดคุยแต่ด้วยขนาดรูปร่างที่แตกต่างกัน ทำให้กู้หวายต้องแหงนหน้าจนสุดอย่างยากลำบากเพื่อมองสบดวงตาสีเืของเซิร์กทาร์กตัวจ่าฝูง
พวกเซิร์กทาร์กตรงหน้ากู้หวายเป็เพียงทหารระดับต่ำสุดในเผ่าเซิร์กเซิร์กระดับล่างไม่สามารถพัฒนารูปร่างเป็มนุษย์ จึงไม่ค่อยฉลาดนักแถมยังสื่อสารด้วยภาษาไม่ได้อีกด้วย
แต่ถึงจะตอบเป็ภาษาไม่ได้เซิร์กทาร์กเหล่านี้ก็ยังมีปฏิกิริยาตอบรับ
รูม่านตาที่หดเกร็งประหนึ่งเข็มนาฬิกาแนวตั้งคลายออกเล็กน้อยสิ่งมีชีวิตร่างั์แสนน่ากลัวต่างค้อมศีรษะให้เด็กหนุ่ม พร้อมกับลดท้องแขนแหลม ๆลงต่ำเหมือนออกจากโหมดต่อสู้ในที่สุด
แต่ก็ยังวางใจไม่ได้เต็มที่กู้หวายครุ่นคิด ก่อนยื่นมือไปลูบท้องแขนแหลมคมของเซิร์กทาร์กตรงหน้าเบา ๆ
“เป็เด็กดีนะไม่โกรธนะครับ”
ประโยคดังกล่าวไม่ได้ถ่ายทอดทางจิตแต่เซิร์กทาร์กตนนี้ก็เหมือนจะเข้าใจความหมายที่กู้หวาย้าสื่อยามถูกเด็กหนุ่มลูบแขนเบา ๆ จึงส่งเสียงครืดต่ำ ๆ ในลำคอ จากนั้นก็ก้มหน้าไม่ขยับเขยื้อนอีก
นี่คือท่าทางศิโรราบอย่างไม่ต้องสงสัยหากเวลานี้มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็เผ่าพันธุ์ใดในจักรวาลก็ต้องนึกกังขาสายตาตัวเองเป็แน่
เผ่าเซิร์กเป็คำที่จักรวาลใช้นิยามความป่าเถื่อนไร้หัวใจยิ่งไม่ต้องพูดถึงเซิร์กทาร์กที่โเี้อำมหิตที่สุดในหมู่เซิร์ก
กล่าวได้ว่ากองทัพเซิร์กคือศัตรูที่ทุกเผ่าพันธุ์ไม่อยากปะทะด้วยมากที่สุดในสนามรบและในกองทัพของพวกมัน ทหารเซิร์กทาร์กนี่ละ คือสิ่งที่ไม่ควรเผชิญหน้ามากที่สุด
พวกเซิร์กทาร์กในสนามรบจะบอกว่าบ้าคลั่งก็ยังได้แถมพอเข้าสภาวะบ้าคลั่งแล้วก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้อีกจนกว่าจะกำจัดศัตรูหมดเกลี้ยง หรือไม่ก็ถูกทำให้หมดทางสู้ต่อโดยสมบูรณ์ไม่อย่างนั้นขอเพียงร่างกายยังมีส่วนที่เคลื่อนไหวได้เซิร์กทาร์กเหล่านี้ก็จะเข่นฆ่าสู้รบต่อไป
การปลอบประโลมเซิร์กทาร์กในเวลาบ้าคลั่งนั้นไม่มีทางเป็ไปได้เลย ทว่า ณ เวลานี้ บนดาวเคราะห์อันห่างไกล กลับเกิดข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวขึ้นแล้ว
หลังปลอบประโลมเสร็จไม่นานกู้หวายก็เริ่มเหนื่อยอ่อนไปถึงส่วนลึกของจิตใจความง่วงงุนรุกคืบถาโถมจนเขาสะลึมสะลืออยากหลับตานอน สุดท้ายจึงพลันเอนร่างกับพื้นทันที
เมื่อกู้หวายหลับเซิร์กทาร์กที่อารักขาอยู่รอบ ๆ ก็ขยับวงล้อมเข้าใกล้เด็กหนุ่มอีกหน่อยตามสัญชาตญาณราวกับถูกดึงดูด
เด็กหนุ่มหลับไปแล้ว
ั์ตาสีแดงโลหิตแต่ละคู่สะท้อนภาพกู้หวายที่กำลังหลับใหลหลังจากเข้าไปใกล้ พวกเซิร์กทาร์กที่ไม่สามารถแปลงร่างเป็มนุษย์ได้ต่างก็มุ่งความสนใจสำรวจท่านอนของคนตรงหน้าอย่างจริงจังไม่ว่ายังไงก็ตัดใจละสายตาไม่ได้
ทารกมักชอบนอนเป็ปกตินี่นะ
แม้มองจากภายนอกกู้หวายจะดูโตเต็มวัยแล้ว แต่ในสายตาเหล่าเซิร์กทาร์กที่เห็นอีกฝ่ายฟักจากไข่กับตาเด็กหนุ่มตรงหน้าพวกมันเพิ่งจะเกิดและยังเป็แค่เด็กทารกเท่านั้นเอง
จ้องอยู่อย่างนั้นได้ไม่กี่วินาทีจิตใต้สำนึกของบรรดาเซิร์กทาร์กก็ไม่อยากให้เด็กหนุ่มนอนบนพื้นแข็ง ๆ เย็น ๆต่ออีก พวกมันจึงย้ายร่างที่เข้าสู่นิทราแล้วกลับเข้าไปในเปลือกไข่ใบเดิม
เปลือกไข่ยังไม่ได้ถูกทำลายหมดมีเพียงส่วนบนสุดที่ถูกทุบเป็รู หากให้เด็กหนุ่มนอนด้านในก็ยังได้รับความอบอุ่นเป็พิเศษของตัวเปลือกอยู่
“อืม...”กู้หวายซึ่งนอนในเปลือกไข่ใบใหญ่ส่งเสียงละเมอเล็กน้อย
การที่ทารกส่งเสียงตอนหลับน่าจะหมายความว่านอนไม่สบายตัวหลังจากได้ยินเสียงละเมอของเด็กหนุ่มเซิร์กทาร์กบางตัวที่อยู่ใกล้เปลือกไข่ก็อดส่งเสียงร้องต่ำ ๆ ในลำคอไม่ได้
เซิร์กทาร์กพวกนี้ไม่รู้วิธีดูแลทารกแต่อย่างใดพูดให้ถูกก็คือเผ่าเซิร์กไม่มีแบบแผนการเลี้ยงดูทารกมาแต่แรกแล้ว
อาจเพราะความรู้สึกตามสัญชาตญาณเซิร์กทาร์กตนหนึ่งจึงยื่นแขนไปทางไข่สีขาวใบใหญ่ที่แน่นิ่งคุมแรงแล้วลองผลักเปลือกไข่เบา ๆ อย่างระมัดระวัง
เปลือกไข่โยกเยกน้อย ๆ
ผลักอีกครั้ง…
เปลือกไข่โยกเยกอีกหน
ราวกับอยู่ในเปลหลังหนึ่ง คราวนี้เด็กหนุ่มผู้เดิมทีนอนอย่างไม่ค่อยสบายตัวในเปลือกไข่จึงคลายหัวคิ้ว ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ
ฟังเสียงลมหายใจก็รู้แล้วว่าตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังหลับสบายทีเดียว เซิร์กทาร์กตนที่โยกเปลือกไข่เหมือนไกวเปลจึงผลักเปลือกไข่ด้วยความเร็วคงที่ต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อมองท่าทางหลับใหลอย่างเป็สุขของเด็กหนุ่มบรรดาเซิร์กทาร์กก็ััได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อยอีกครั้ง
ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตอนพวกมันค้นพบไข่สีขาวใบั์ภายในถ้ำบนดาวอันห่างไกลดวงนี้
ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นตอนมองเห็นเด็กหนุ่มทลายเปลือกไข่ออกมา
เป็อารมณ์ที่รุนแรงไม่ต่างจากยามโกรธแต่ความรู้สึกกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความโกรธกระตุ้นความปรารถนาในการทำลายล้างในขณะที่ความรู้สึกแรงกล้าอันไม่คุ้นเคยนี้กลับต่างออกไป
พวกมันไม่เพียงไม่อยากทำลายล้างสิ่งใดแต่กลับเห็นทุกสิ่งล้วนสบายตาขึ้นไปหมด
ราวกับดอกไม้ที่ผลิบานกลางเขตผืนดินว่างเปล่าแห้งแล้ง
เหล่าดอกไม้น่ารักเล็กจ้อยประดับประดาเต็มถิ่นทุรกันดารที่เคยหนาวเหน็บไร้ชีวิตชีวา ทำให้ภาพที่ถูกเรียกว่า ‘โลก’ พลันเปี่ยมล้นด้วยสีสัน
นี่คือความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ความสุข’