บทที่ 5 โทษทัณฑ์
เมวีเลียมักนึกคิด จินตนาการอยู่เสมอ
หากนางเกิดมามีเวทมนตร์ มาตรแม้นไม่ยิ่งใหญ่เท่าบิดามารดา ทว่าอย่างไรทุกคนยังยอมรับนาง
ขอเพียงนางตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จะอย่างไรไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง
ทุกวันนี้นางคงเป็องค์หญิงได้อย่างเต็มภาคภูมิ ยืนเคียงคู่องค์ราชินีบนราชบัลลังค์หินอ่อนนั้น
ทว่าทุกครั้งมักครุ่นคิดได้ไม่นาน หากคิดนานเกินไปความจริงจะตบหน้านางฉาดใหญ่ ปลุกนางขึ้นจากความฝัน
ทว่าความจริงหาใช่เลวร้ายกว่าความฝันเสมอไป
ที่โลกความจริงนี้ นางยังมีเคลัน อาจารย์ของนางผู้อบรมเลี้ยงดูนางอย่างอบอุ่นเสมอมา
ยังมีพี่น้องในสำนักฝึกนั้น ทุกคนล้วนใจดีกับนาง
ไม่มีเวทมนตร์แล้วเป็อย่างไร ไม่ใช่องค์หญิงแล้วเป็อย่างไร
เพียงเป็เมวีเลียก็พอแล้ว
จนกระทั่งวันนี้
ความจริงที่จริงไม่ใช่ความจริง
เป็เพียงความฝันอีกฝันหนึ่ง ยามนี้ความจริงชุดใหม่ ตบหน้านางให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
“เคลัน” เมวีเลียกล่าวเสียงอ่อน “อาจารย์หรือ เป็ไปไม่ได้ นี่ นี่ไม่ใช่ความจริง”
“นี่คือความจริง” นีน่ากล่าวเสียงเรียบเฉย “ท่านดูลายมือนั่น ใช่ลายมืออาจารย์ผู้นั้นของท่านหรือไม่”
นางก้มลงพินิจดู ตลอดสิบหว่านางเห็นลายมืออาจารย์มานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ก็ไม่ผิดแปลกไป เป็ลายมือของเคลันไม่ผิดเพี้ยน
“เหตุใด…” เมวีเลียสับสนยากอธิบาย จินตนาการของนางประดังขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของนางเคียงคู่มารดานั้น
จากนั้นจึงกลายเป็ภาพของเคลันและกีเดียน ทั้งสองกำลังถอนเวทมนตร์ออกจากตัวนาง
“พวกท่านย่อมมีเหตุผล” เมวีเลียกล่าว “ข้าจะไปถามพวกท่าน”
“องค์หญิง” นีน่านั่งลงแล้ว กล่าวเสียงจริงจัง “การสนิทสนมกับคนซักคนหนึ่ง มักทำให้ท่านมีความคิดโน้มเอียง ท่านคิดว่าอาจารย์เป็คนอย่างไร”
“เป็บิดา” เมวีเลียตอบทันที “บิดาที่อบอุ่น”
“นั่นเพราะท่านเป็องค์หญิง” นีน่ากล่าว “หากท่านมิใช่องค์หญิงแห่งราชวงศ์ เขายังอบอุ่นกับท่านหรือ”
“เขาใจดีกับทุกคน” องค์หญิงเถียง “ทุกคนที่สำนักฝึกต่างทราบดี”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่อาจให้ความเห็นเป็อื่น” นีน่ากล่าวต่อ “หากท่านจะไปถามพวกเขาเ่าั้ จะเคลันก็ดี ศาสตราจารย์กีเดียนก็ดี หรือแม้กระทั่งองค์ราชินี ข้าก็ไม่อาจห้าม”
นางหยุดเล็กน้อย “ทว่าก่อนจะไปถามใครก็แล้วแต่ ท่านจงทำเื่หนึ่งก่อน”
“เื่ใด” เมวีเลียถาม
“ท่านออกไปยังนอกประตูเมือง ไปยังหมู่บ้านด้านนอกเสียก่อน” นีน่าตอบคำ “ไปถึงจะรู้เอง หลังจากนั้น หากอยากถามผู้ใด ท่านก็ถามเถิด ทว่าหากไม่คิดถาม ท่านยังมาหาข้าได้เสมอ ข้ายังพร้อมช่วยเหลือท่าน”
“ช่วยเหลืออันใด” เมวีเลียยังคงสับสน ในหัวนางไม่มีความใดอีก
“ถึงตอนนั้นก็แล้วแต่ท่านจะให้ข้าช่วยเหลืออันใดเถิด”
สำนักฝึก
ยามบ่ายแดดแรง เคลันเปิดประตูรั้วเข้ามาจากนั้นเร่งย่ำเท้าผ่านลานฝึก หลบความร้อนจากแดดเข้าร่มชานบ้าน
เขาวางห่อผ้าลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงเห็น
“โอ้ เด็กน้อย” เคลันกล่าวทักเมวีเลีย ผู้นั่งอยู่ก่อนแล้ว “กลับมาแล้วหรือ งานเลี้ยงปีนี้เป็อย่างไร”
“เป็เช่นทุกปี” เมวีเลียตอบเสียงเรียบเฉย “น่าเบื่อเป็อย่างยิ่ง”
“งานเลี้ยงทางการก็เป็เช่นนี้” เคลันตอบ พลางแกะห่อผ้า “เช่นนั้นพวกเราจึงมาเลี้ยงกันเองอยู่ร่ำไป ปีนี้ข้าได้เป็ดตุ๋นชั้นดีจากนครหลวง ไซอันไมร์ มาเชียว ดูสิ มิใช่หอมนักหรือ”
เมวีเลียชะโงกข้ามโต๊ะมาดมดู “หอมน่าทานอย่างยิ่ง ท่านขโมยมาจากงานเลี้ยงเมื่อวานหรือ”
“ฮ่าๆ” เคลันหัวร่อ “ข้ายังต้องขโมยหรือ เป็ดในงานนั้นรักษาความสะอาดเกินไป รสชาติจืดชืด เป็ดตัวนี้ แม้ความจริงได้มาจากแหล่งเดียวกัน ทว่าปรุงรสเข้มข้นยิ่ง เย็นนี้ชิมดูเ้าจะรู้เอง”
“อาจารย์” เมวีเลียกล่าวเรียก จากนั้นเล่าเื่ท่านหญิงแคสเซียกับแก้วที่แตกของนางนั้นให้เขาฟัง
“เฮอะ หญิงแก่ดุร้าย” เคลันสบถ “นางเองแท้จริงแล้วมิได้มีฝีมืออันใด ความรู้ก็ต่ำต้อย เพียงอาศัยแต่งงานตระกูลใหญ่ มักใหญ่ใฝ่สูงหากินกับลูกหลาน รังแกได้แต่คนอ่อนแอ”
“หากข้ามีเวทมนตร์ นางก็จะไม่แกล้งข้าใช่หรือไม่” เมวีเลียรำพัน ทว่าสายตานั้นจับสังเกตกิริยาของเคลันอย่างละเอียด
เป็ดั่งนางคิด เคลันกระตุกไปจังหวะหนึ่ง แววตาตก ระบายลมหายใจห้วงสั้นๆ
ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตานาง
“เด็กน้อยเอ๋ย” เคลันหันมากล่าวกับนาง “ต่อให้เ้าไม่มีเวทมนตร์ ใครก็กลั่นแกล้งเ้าไม่ได้”
“ท่านมีเวทมนตร์หรือไม่” เมวีเลียถาม เื่นี้นางเองก็สงสัยมานาน ทว่าไม่คิดให้ความสำคัญ ดังนั้นไม่เคยคิดถาม
วันนี้กลับต่างออกไป นางเพิ่งรู้เื่ที่นางไม่รู้กลับมีมากมายยิ่ง
นาง้ารู้ทุกเื่
“มีเล็กน้อย” เคลันนั่งลงตอบ “ตอนเกิดมาตรวจพบระดับหนึ่ง เรียนรู้นานปี ยังคงไม่พัฒนาจากระดับหนึ่ง จากนั้นจึงละทิ้งเวทมนตร์มาจับดาบเสีย ดูสิ ต่อให้ไม่พึ่งเวทมนตร์ ข้าก็เคยเป็ถึงผู้บัญชาการทหารเชียวนา ในนาวาริธแห่งนี้ ยังมีใครกล้าตอแยข้าหรือ”
“เวทมนตร์ของท่านเป็เช่นไร” เมวีเลียถามต่อ
เคลันยืดอกขึ้นยืนตัวตรง กวักมือเรียกนาง “เ้าลองโจมตีข้าดู”
นางแม้ไม่เข้าใจ ทว่าทดลองหยิบไม้ท่อนหนึ่งฟาดออกไป
นางฟาดไม่เบาไม่แรง ไม้นั้นเหวี่ยงไปทางหัวไหล่ของอาจารย์เฒ่า
ห่างเพียงหนึ่งนิ้ว ไม้นั้นพลันกระทบกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น สะท้อนไม้ของนางออก
เคลันยักไหล่
“ก็มีเท่านี้” เขากล่าว จากนั้นทรุดลงนั่ง “ใช้จู่โจมผู้ใดก็มิได้ ปกป้องผู้อื่นก็มิได้ ซ้ำร้าย ใช้ออกหนึ่งครั้ง ครั้งต่อไปจะอ่อนแอลง ดังนั้นสามารถใช้ได้เฉพาะยามคับขัน”
“สะดวกดีมิใช่น้อย” เมวีเลียกล่าว ยังคงสังเกตทุกกิริยาของอาจารย์
“เด็กน้อย เ้ามิอาจหวังอาศัยเศษพลังนี้เอาตัวรอดจากาข้างนอกนั่น ที่ข้ารอดชีวิตจนแก่เฒ่าทุกวันนี้ ล้วนเป็เพราะวิชาที่ถ่ายทอดแก่เ้า มิใช่เวทมนตร์ชั้นต่ำนี่”
เขาปลอบประโลมนางอีกพักใหญ่ ทว่านางล้วนจับใจความใดไม่ได้แล้ว
เพียงคิดสงสัย ทำไมนีน่าถึงบอกให้นางออกไปดูอะไรสักอย่างที่หมู่บ้านนอกเมือง
ทว่าเชื่อนางก็ไม่เสียหาย เมวีเลียจึงขอตัวจากอาจารย์ อ้างว่าจะไปเที่ยวเล่นสักหน่อย
จากนั้นจึงเริ่มเดินออกจากเมือง
ไฮการ์ด
หมู่บ้านเล็กๆก่อนเข้าเขตตัวเมืองชั้นนอกของนาวาริธ
สถานที่นี้เป็ที่พักแรมของผู้เดินทาง ทั้งพ่อค้า นักศึกษาเวทมนตร์ ผู้ปกครองของบุตรหลานจากสำนักต่างๆ ที่คิดว่าพักในเขตเมืองนั้นมีราคาแพงเกินไป ล้วนมาพักแรมที่ด้านนอกนี้
ที่หน้าหมู่บ้านเป็ลานขนาดใหญ่ ด้านข้างลานนั้นมีป้ายประกาศ
บ้างเป็ประกาศจากภายในนาวาริธ กำหนดการค้าขาย กำหนดการสอบต่างๆ ให้คนที่ไม่ได้เข้าไปในตัวเมืองนั้นได้รับทราบอย่างทั่วกัน
บ้างเป็ประกาศสมัครงาน ทั้งหาลูกหาบ หาผู้คุ้มกันขบวนสินค้า รวมทั้งรับซื้อม้า เกวียน วัตถุดิบราคาดี
วันนี้มีประกาศเพิ่มขึ้นมาฉบับหนึ่ง มีผู้คนมุงดูหนาแน่นยิ่ง
ประกาศโทษปะา
ข้อหา : ิ่เกียรติราชวงศ์
คำตัดสิน : ปะาชีวิต แขวนศพไว้เจ็ดวันมิให้เป็เยี่ยงอย่าง
ยังมี ที่ลานกว้างนั้น วันนี้พลันปรากฏ ร่างสี่ร่าง ถูกแขวนคอ ห้อยลอยเหนือพื้นดิน
“เป็ผู้ใดบังอาจลบหลู่ราชวงศ์กัน” ชาวบ้านหนึ่งในนั้นกระซิบกระซาบ
“อย่าสอดรู้มากความเลย จะเดือดร้อนเสียเปล่า” ชาวบ้านอีกคนอ่านประกาศสลับกับชำเลืองมองศพนั้น ก่อนจะรีบเดินจากไป
ในหมู่ช้าวบ้าน บัดนี้ปรากฏผู้มาใหม่ สนใจใคร่รู้จะอ่านประกาศยิ่ง เบียดเสียดเข้ามาที่หน้าป้ายประกาศ
“ิ่เกียรติหรือ” ผู้นั้นอ่าน จากนั้นเบียดเสียดออกไป
ผู้มาใหม่เดินไปสำรวจซากศพนั้น
พลันนั้นเอง คล้ายกับคนเห็นภูติผี คนผู้นั้นะโตัวลอยออกจากร่าง วิ่งออกไปด้านข้าง สำรอกอาเจียนออกมา
“นางก็ไม่น่าไปดูศพใกล้ปานนั้น” ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เอ่ยขึ้น “ศพคนตายมีอันใดน่าดู ข้าเองอยู่ด้านนอกนี่ รู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมาบ้างแล้ว”
นางอาเจียนออกมาหมดสิ้นแล้ว ทว่าความหวาดผวายังไม่จากไป
องค์หญิงเช่นนาง สิบแปดปีมานี้ ไม่เคยเห็นคนตาย
เมวีเลียออกนอกเมืองมาตามคำบอกของนีน่า จึงเห็นประกาศนี้
จึงเห็นคนตายถูกแขวนคอนี้
ครั้นพิจารณาอย่างละเอียด จึงพบว่ามันทั้งสี่นี้ คือทหารผลัดเวรที่มีเื่กับนางเมื่อวันก่อน!
หากท่านมิใช่องค์หญิงแห่งราชวงศ์ เขายังอบอุ่นกับท่านหรือ
คำของท่านหญิงนีน่าประดังเข้าสมองนาง รู้สึกหูตาฝ้าฟาง สมองอื้ออึงยากรับรู้อันใดอีก ทรุดลงนั่งข้างกองอาเจียนของตนเอง