จูอวิ่นเหวินเดินตามหลังจี๋เสียงเข้าไปในตำหนักเฉียนชิง
เมื่อนึกถึงว่าจูอวิ่นเถิงล่วงหน้ามาก่อนเขาก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก และในหัวก็ได้เริ่มวางแผนแล้วว่าพรุ่งนี้จะแข่งกันตื่นให้เช้าเพื่อทำคะแนนกลับคืนมาอย่างไร วันนี้ก็ยอมให้จูอวิ่นเถิงนำไปก่อนก้าวหนึ่งแล้วกัน
ขณะคิดเช่นนั้นเขาก็เดินมาถึงเบื้องหน้าของจูหยวนจาง
จูอวิ่นเหวินคุกเข่าลงถวายบังคม “หลานมาคาราวะเสด็จปู่พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากพูดเสร็จ เขาดูเหมือนจะได้กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อ
เขารวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นเหลือบมองไปด้านหน้า เพียงแวบเดียวก็ทำให้เขาถึงกับอึ้งไป
เหตุใดจูอวิ่นเถิงถึงสามารถร่วมนั่งโต๊ะเสวยกับเสด็จปู่ได้?
จูอวิ่นเหวินรู้สึกราวกับโลกหมุนคว้าง
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้มาคาราวะน้อยกว่าจูอวิ่นเถิงเลย มักจะมาปรากฏตัวเพื่อเรียกคะแนนความรักอยู่เสมอ ทว่าเขากลับไม่มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะเสวยเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แล้วจูอวิ่นเถิงมีดีอะไร?
นอกจากจูอวิ่นเถิงแล้ว เขายังเห็นพี่หญิงและน้องหญิงอีกสี่คนอยู่ที่นี่ด้วย เมื่อถูกจูอวิ่นเหวินจ้องมอง พวกนางก็เริ่มทำตัวไม่ถูก รีบวางซาลาเปาในมือลงอย่างประหม่า
แต่จูอวิ่นเถิงไม่มีความประหม่าแม้แต่น้อย เขายังคงกินต่อไปพลางประสานสายตากับจูอวิ่นเหวิน
เมื่อเห็นพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย จูอวิ่นเหวินที่รีบมาจนยังไม่ได้กินอะไรเลย ก็เกิดอาการท้องร้องโครกครากออกมาอย่างไม่รักดี จนทำให้เขารู้สึกอับอายเป็อย่างยิ่ง
สิ่งที่ทำให้จูอวิ่นเหวินตกตะลึงยิ่งกว่าคือ เพราะเหตุใดพวกจูอวิ่นเถิงถึงมาร่วมโต๊ะเสวยที่นี่?
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกกลัว
หรือว่าเสด็จปู่จะไม่โปรดปรานเขาแล้ว?
เสด็จปู่จะแต่งตั้งจูอวิ่นเถิงแทนหรือ?
เสด็จปู่ ความรักมันเปลี่ยนแปลงกันได้จริง ๆ หรือ?
อีกทั้งจูอวิ่นเถิงพาพวกนางมาทำไมกัน?
หรือว่านี่จะเป็แผนใหม่ในการประจบประแจงเสด็จปู่?
เห็นทีพรุ่งนี้เขาคงต้องพาน้อง ๆ มาด้วยเสียแล้ว
บ้าจริง! จูอวิ่นเถิงขยันสร้างผลงานเสียจนจะทำให้ข้าไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว
ยิ่งคิดมาก จูอวิ่นเหวินก็ยิ่งว้าวุ่นใจ ด้วยนิสัยเดิมที่เป็คนอ่อนแอและขี้ขลาด ยิ่งทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว จนถึงขนาดที่คุกเข่าอยู่ก็ยังนั่งไม่มั่นคง
“หิวแล้วหรือ?” จูหยวนจางถามขึ้น
จูอวิ่นเหวินได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ นึกว่าเขาเองก็จะได้ร่วมนั่งโต๊ะเช่นกัน จึงพยักหน้าถี่ ๆ “ทูลเสด็จปู่ หลานหิวเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”
“อาหารที่ตำหนักบูรพาของเ้าออกจะอุดมสมบูรณ์ เ้ายังจะหิวอีกหรือ? ไม่น่าเป็ไปได้กระมัง!”
จูหยวนจางแค่นยิ้มเย็น
“หลาน... หลาน... ยังไม่ได้กินข้าวพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเหวินพบว่า น้ำเสียงของจูหยวนจางเ็าเป็อย่างมาก ทำให้เขารู้สึกใจหายอีกครั้ง ทำไมถึงไม่เป็อย่างที่เขาคิดไว้ล่ะ?
วันนี้มีเหตุการณ์พิเศษอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?
ท่าทีเมินเฉยของเสด็จปู่ทำให้คนขี้ขลาดอย่างเขารู้สึกราวกับตกอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามว่าเกิดเื่อะไรขึ้น จี๋เสียงก็เดินเข้ามา “ฝ่าา สวีซิ่งจู่มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา” จูหยวนจางกล่าว
“ฝ่าา กระหม่อมมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” สวีซิ่งจู่ยังมาไม่ถึงตัว แต่เสียงก็ลอยมาก่อนแล้ว
ถึงจูหยวนจางจะมีอำนาจบารมีมากล้น แต่เขาก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่กล้าล่วงเกินตามใจชอบ นั่นคือเหล่าพ่อครัว
ใครจะไปรู้ว่าพ่อครัวจะแอบใส่อะไรลงไปในอาหาร หากเป็แค่สิ่งที่ทำให้รู้สึกพะอืดพะอมก็พอทำเนา แต่หากเป็ยาพิษที่ตรวจสอบไม่ได้ ก็คงไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่
สวีซิ่งจู่คือหัวหน้าพ่อครัวในวัง ได้รับความสำคัญจากจูหยวนจางเป็อย่างมาก ในยามปกติฮ่องเต้จะปฏิบัติต่อเขาราวกับสหายเก่า
วันนี้ถูกเรียกตัวกะทันหัน สวีซิ่งจู่รู้สึกงุนงงอย่างมากแต่ก็ไม่กล้าล่าช้า เขารีบเข้ามาข้างใน และทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตำหนักเฉียนชิง เขาก็ััได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ
พระราชนัดดาสามนั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนกำลังดูละคร ส่วนพระราชนัดดารองคุกเข่าไม่กล้าลุก และจูหยวนจางก็มีสีหน้าเ็า
“ฝ่าา...พระกระยาหารเช้าไม่ถูกปากหรือพ่ะย่ะค่ะ?” สวีซิ่งจู่ถามอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจ แต่เขาก็เป็คนรู้หน้าที่และถ่อมตัวเป็อย่างมาก อีกทั้งในสถานการณ์ที่ดูไม่ชอบมาพากลเช่นนี้ เขายิ่งต้องสำรวมตน
จูหยวนจางกล่าวว่า “ข้าขอถามเ้า เื่อาหารที่ส่งไปให้พวกอวิ่นเถิงเป็อย่างไร?”
“คือ...” สวีซิ่งจู่ถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ความจริงแล้วเขาก็หลงเชื่อมาตลอดว่าฝ่าาจะแต่งตั้งจูอวิ่นเหวิน และตอนนี้เขาก็ได้ร่วมทางกับนางหลี่ว์แล้ว
ในอนาคตเมื่อจูหยวนจางสละบัลลังก์และจูอวิ่นเหวินครองอำนาจ ตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องก็จะยังคงเป็ของเขา
สิ่งที่นางหลี่ว์สั่งให้เขาทำ เขาไม่ได้เป็คนลงมือเอง แต่ปล่อยปละละเลยให้คนข้างล่างไปจัดการ ส่วนเขาก็ทำเป็หลับตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น
ยามนี้เมื่อตาเฒ่าจูเอ่ยถามออกมา สวีซิ่งจู่ก็ตระหนักได้ว่า เื่ทั้งหมดไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป เหงื่อเย็น ๆ ไหลท่วมใบหน้า เขาทรุดลงคุกเข่าเสียงดัง ไม่รู้จะตอบคำถามอย่างไร
ทางด้านจูอวิ่นเหวิน เมื่อได้ยินคำถามนั้น ใบหน้าก็พลันซีดเผือดลงทันที
เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น จากนั้นสายตาก็แอบเหลือบไปมองจูอวิ่นเถิง
เห็นเพียงจูอวิ่นเถิงที่กำลังส่งยิ้มและประสานสายตากลับมา ทำให้เขาใจคอสั่นรัว ไฟได้ลุกลามไปถึงตัวเสด็จแม่ของเขาแล้ว เขาควรจะทำอย่างไรดี?
“ตาแก่นี่ เ้าเพียงแค่ตั้งใจทำอาหารของเ้าไปไม่ได้หรือไง?”
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น จูหยวนจางก็รู้ได้ทันทีว่ามีปัญหาแน่นอน เขาโกรธจนหนวดสั่นและกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“เ้าจะรีบแบ่งฝ่ายหาพวกไปทำไม? ข้าสั่งให้เ้าเลือกข้างั้แ่เมื่อไหร่? ให้ตายเถอะ! นี่ข้ายังไม่ตาย เ้าก็ริอาจจะหาเ้านายใหม่แล้วหรือ พูดมา เื่ราวมันเป็อย่างไรกันแน่!”
สวีซิ่งจู่ที่ถูกตำหนิได้แต่พยักหน้ายอมรับรัว ๆ แล้วกล่าวว่า “ฝ่าา โปรดประทานอภัย เื่นี้... เป็พระชายารัชทายาทที่ส่งคนมาแจ้งกับกองห้องเครื่อง ให้จำกัด... จำกัดปริมาณอาหารที่ส่งไปให้พระนัดดาสามและคนอื่น ๆ กระหม่อมไม่ได้อยากทำ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม ปล่อยให้คนข้างล่างทำไป ความจริงกระหม่อมไม่อาจขัดคำสั่งได้พ่ะย่ะค่ะ!”
เขาไม่กล้าปัดความรับผิดชอบไปเสียหมด จึงยอมรับเพียงส่วนหนึ่ง และอ้างว่าอีกส่วนหนึ่งถูกนางหลี่ว์บังคับให้ทำ
จูอวิ่นเหวินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกราวกับจะขาดใจ
ภาพลักษณ์เสด็จแม่ของเขาพังพินาศแล้ว ทุกอย่างที่ผ่านมาคือการเสแสร้ง แล้วหลังจากนี้จะยังสามารถช่วยเขาทะยานสู่บัลลังก์ได้อย่างไร?
“อาหารของพวกอวิ่นเถิงมีปริมาณเท่าใด?”
จูหยวนจางจ้องมองสวีซิ่งจู่ด้วยสายตาราวกับจะปลิดชีวิตได้
“น้อยพ่ะย่ะค่ะ น้อยมาก”
สวีซิ่งจู่ก้มศีรษะลงโขกพื้น “กระหม่อมยังได้รับแจ้งอีกว่า เมื่อวานพระชายารัชทายาททรงมีคำสั่งให้ลดปริมาณอาหารลงถึงสองครั้ง ครั้งแรกลดไปสามส่วน ครั้งที่สองลดลงอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือ...พระนัดดาสาม กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมสมควรตาย”
เขาหันไปทางจูอวิ่นเถิง พลางโขกศีรษะขอขมาเพื่อขอความเมตตา
ด้วยการที่อยู่เคียงข้างจูหยวนจางมานานปี สวีซิ่งจู่ย่อมเข้าใจนิสัยของอีกฝ่ายอยู่บ้าง เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในวันนี้ ดูเหมือนว่าจูหยวนจางจะให้ความสำคัญกับพระราชนัดดาสามขึ้นมาเสียอย่างนั้น
และตำแหน่งผู้ครองบัลลังก์ก็เริ่มจะไม่แน่นอนเสียแล้ว
ตอนนี้เขากระหายเพียงที่จะได้รับการอภัยจากจูอวิ่นเถิงเท่านั้น
“วันเดียว ลดลงสองรอบงั้นรึ?!”
จูหยวนจางแค่นหัวเราะ “ดี... ดียิ่งนัก... มิน่าเล่า หลานสาวของข้าถึงบ่นว่ากินไม่อิ่ม หึ... ข้ามีแผ่นดินอยู่ในมือ แต่กลับไม่รู้เลยว่าหลานสาวตัวเองต้องอดอยาก พวกเ้ากองห้องเครื่องเห็นข้าเป็ไอ้ทึ่มรึไง?”
“กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมสมควรตาย...” สวีซิ่งจู่ทำได้เพียงโขกหัวเท่านั้น
ความสนิทสนมประดุจสหายในยามก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปสิ้น ไม่กล้าที่จะเอ่ยอ้างขึ้นมาอีก
“หลิงฮว่า” จูหยวนจางเอ่ยถาม “เ้าอิ่มหรือยัง?”
จูหลิงฮว่าเห็นเสด็จปู่หันมาทำดีกับนางในที่สุด ขอบตาก็เริ่มแดงก่ำแล้วกล่าวอย่างว่าง่าย
“เสด็จปู่ยังไม่ได้เสวย แต่หลานเสวยของเสด็จปู่จนหมดแล้วเพคะ”
“ได้ยินหรือยัง?”
จูหยวนจางถลึงตาใส่สวีซิ่งจู่ แล้วกล่าวเสริม “รีบไปยกมาเพิ่มเดี๋ยวนี้ ให้ตายเถอะ พวกเ้านี่มันทำให้ข้าหาความสงบสุขไม่ได้จริง ๆ ”
ทว่าเมื่อได้ยินหลานสาวตัวน้อยเป็ห่วงและใส่ใจตนเช่นนี้ และได้เห็นท่าทางที่ดูเรียบร้อยน่ารัก หัวใจของจูหยวนจางก็กลับมารู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
ในขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกละอายที่ไม่ได้ดูแลพวกนางให้ดี
เด็กพวกนี้ช่างดีเหลือเกิน!
“พ่ะย่ะค่ะ... กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
สวีซิ่งจู่รู้สึกเบาใจลงบ้าง
ปกติแล้วหากฝ่าารับสั่งเช่นนี้ แสดงว่าไม่ได้คิดจะเอาผิดจนถึงที่สุด อย่างมากก็เพียงแค่บทลงโทษเล็กน้อย เขาจึงรีบวิ่งออกไปจัดการสำรับมื้อเช้าทันที
* พระราชนัดดาหรือพระนัดดามีความหมายเดียวกัน บางครั้งอาจมีตัดหรือเพิ่มคำตามความเหมาะสมของเนื้อหา