ตำนานผู้ถือกรรม์
บุปผาคืนชะตา
เล่ม 2 : เหมันต์เหนือชายแดน ิญญาไร้สุสาน
ตอนที่ 4
บ้านหลังที่ห้าสิบสี่
หิมะยังคงโปรยลงมาไม่ขาดสาย
แต่ไม่มีผู้ใดในคณะของหลี่เฟิงเหยียนกล้ากล่าวว่า สิ่งสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศนั้นคือหิมะจริง ๆ
เมื่อได้ััมันด้วยปลายนิ้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่า สิ่งนั้นเบากว่าหิมะ แห้งกว่าหิมะ และมีกลิ่นไหม้อ่อน ๆ คล้ายไม้จันทน์ที่ถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าสีขาว
เถ้ากระดูกโปรยราวหิมะ
ภาพนั้นยังติดอยู่ในใจเยว่หลันั้แ่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่หมู่บ้านชิงเหอ
หลังออกจากศาลเ้า ไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำ
ทุกคนต่างครุ่นคิดถึงเื่เดียวกัน
หมู่บ้านแห่งนี้มิได้ถูกคำสาปให้พินาศ
แต่ถูก “เวลา” จองจำ
สามสิบเจ็ดปี…
สำหรับโลกภายนอก เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
แต่สำหรับชาวบ้านชิงเหอ ระฆังครั้งที่เจ็ดเพิ่งดังขึ้นเมื่อวานนี้
เยว่หลันเงยหน้ามองท้องฟ้า
ดวงอาทิตย์ยังคงอยู่เหนือแนวเขา
ทว่าแสงของมันกลับหม่นราวกับถูกผ้าบางผืนปิดบังไว้
เหอซาน นักพรตชรา ยืนมองเงาของเสาไม้ข้างศาลเ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เงาสั้นลง”
จ้าวเหวินหันมอง
“แต่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนไปทางตะวันตกมิใช่หรือ”
“นั่นจึงผิดปกติ”
เหอซานใช้ปลายไม้เท้าแตะพื้น
“เงาไม่ควรสั้นลงในยามนี้”
ทุกคนก้มมองพร้อมกัน
เงาของตนเองกำลังหดสั้นลงอย่างช้า ๆ
ทั้งที่ดวงอาทิตย์ไม่ได้เคลื่อนสูงขึ้น
เยว่หลันหลับตาลง สูดลมหายใจลึก
นางััได้ถึงกระแสปราณบางอย่างซึ่งไหลเวียนอยู่ทั่วหมู่บ้าน
มันไม่ใช่พลังอาฆาต
ไม่ใช่ิญญาร้าย
แต่เป็กระแสของกาลเวลา
เวลาสองสายกำลังไหลสวนกัน
สายหนึ่งพาพวกเขาเดินไปข้างหน้า
อีกสายหนึ่งกำลังดึงหมู่บ้านกลับไปยังวันที่ระฆังดังเป็ครั้งสุดท้าย
หากสองสายนี้กัน…
ผลลัพธ์จะเป็เช่นไร
ไม่มีผู้ใดตอบได้
“บ้านหลังนั้น”
หลี่เฟิงเหยียนเอ่ยขึ้น
สายตาของทุกคนจึงหันไปยังปลายถนน
ใต้ต้นสนใหญ่ มีเรือนไม้ชั้นเดียวตั้งสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเถ้าสีขาว
มันมิใช่เรือนงดงาม
หลังคามุงแผ่นไม้สนเก่า
กำแพงดินฉาบขาวแตกร้าวตามกาลเวลา
หน้าต่างไม้ปิดสนิท
เหนือชายคาแขวนกระดิ่งทองสัมฤทธิ์เจ็ดใบ
ไม่มีลม
แต่กระดิ่งใบสุดท้ายกลับไหวเบา ๆ
กริ๋ง…
เสียงแ่ราวกับดังมาจากอีกฟากหนึ่งของโลก
เยว่หลันหยุดเดิน
“ได้ยินหรือไม่”
จ้าวเหวินพยักหน้า
“ได้ยินเพียงใบเดียว”
เหอซานกลับส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้ยิน”
เยว่หลันกับหลี่เฟิงเหยียนสบตากัน
เสียงนั้น…
กำลังเลือกผู้ฟัง
ระหว่างทางสู่บ้านหลังนั้น ไม่มีบ้านหลังใดเปิดประตู
เรือนไม้ทุกหลังปิดเงียบ
แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายร้อยคู่กำลังมองผ่านช่องหน้าต่างกระดาษที่ซีดจาง
ทหารคนหนึ่งเหลือบมองเข้าไปในบ้านข้างทาง
ภายในไม่มีผู้คน
มีเพียงกี่ทอผ้าที่ยังค้างด้ายเส้นสุดท้าย
เขารีบเบือนหน้าหนี
เพราะชั่วขณะหนึ่ง เขาเห็นด้ายเส้นนั้นขยับเอง
ราวกับยังมีหญิงชรานั่งทอผ้าอยู่
เพียงแต่มองไม่เห็นร่างของนาง
เยว่หลันไม่หันไปมอง
นางเพียงกล่าวเบา ๆ
“อย่ามองเข้าไปในบ้านของผู้อื่น หากเ้าของยังไม่ได้เชื้อเชิญ”
คำกล่าวนั้นมิใช่ความเชื่อพื้นบ้าน
แต่เป็กฎเก่าแก่ของผู้ถือกรรม์
บ้านทุกหลังมีความทรงจำ
หากผู้มาเยือนล่วงล้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต ความทรงจำนั้นอาจกลืนผู้บุกรุกเข้าไป
เมื่อเหลือระยะอีกเพียงสิบก้าว
เยว่หลันก็หยุดอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน”
นางคุกเข่าลง
บนพื้นเถ้าสีขาวมีรอยเท้าเล็ก ๆ เรียงเป็ระเบียบ
มิใช่เพียงคู่เดียว
แต่เป็หลายสิบคู่
รอยเท้าของเด็ก
ทุกคู่มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังที่ห้าสิบสี่
แต่ไม่มีรอยใดเดินออกมา
จ้าวเหวินก้มลงตรวจดู
“รอยเท้านี้เก่าหรือใหม่”
เหอซานตอบช้า ๆ
“ทั้งเก่าและใหม่”
ทุกคนหันมองเขา
นักพรตชราใช้นิ้วแตะเถ้า ก่อนยกขึ้นดม
“นี่คือรอยเท้าที่ถูกทิ้งไว้เมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน”
เขาเว้นวรรค
“แต่ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่”
ไม่มีผู้ใดเข้าใจ
ยกเว้นเยว่หลัน
เพราะเวลาของหมู่บ้านไม่เคยเดินต่อ
รอยเท้าทุกคู่จึงยัง “สดใหม่” อยู่เสมอ
หน้าประตูเรือนแขวนป้ายไม้เก่าแผ่นหนึ่ง
ตัวอักษรซีดเลือนจนแทบอ่านไม่ออก
เยว่หลันใช้ชายแขนเสื้อปัดฝุ่นเบา ๆ
หมึกสีดำค่อย ๆ ปรากฏ
“เรือนสกุลหลิว”
นางนิ่งไป
หลี่เฟิงเหยียนถามเบา ๆ
“อาหลิงใช่หรือไม่”
เยว่หลันพยักหน้า
“นี่คือบ้านของนาง”
ทันใดนั้น
เสียงเด็กหญิงดังขึ้นจากด้านใน
“ท่านแม่…ข้ากลับมาแล้ว”
ทุกคนสะดุ้ง
เสียงนั้นชัดเจน ราวกับมีคนอยู่หลังกำแพงเพียงเอื้อมมือ
แต่ประตูยังปิดสนิท
ไม่มีเงาผู้ใด
เยว่หลันหลับตา
เสียงนั้นมิใช่เสียงปัจจุบัน
แต่เป็เสียงซึ่งถูกกักอยู่ในเรือนหลังนี้
เสียงเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน
ยังคงวนเวียนไม่จางหาย
นางยกมือขึ้นช้า ๆ
ปลายนิ้วแตะบานประตูไม้สนเก่า
ไม้เย็นจัด
แต่ใต้ความเย็นนั้น กลับมีไออุ่นแ่เบา
ราวกับเรือนหลังนี้ยังคงมีเ้าของอาศัยอยู่
ทันทีที่ปลายนิ้วของเยว่หลันััเนื้อไม้
เสียงกลอนประตูก็ดังขึ้นเอง
กึก…
กึก…
แอ๊ด…
บานประตูเปิดออกเพียงคืบเดียว
ลมหอมอ่อน ๆ ของข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จลอยออกมา
พร้อมกลิ่นชาที่ยังอุ่นอยู่ในกา
เยว่หลันเงยหน้ามองหลี่เฟิงเหยียน
เขาพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
ทั้งสองก้าวข้ามธรณีประตูไปพร้อมกัน
เื้ั พื้นเรือนไม้ส่งเสียงลั่นแ่เบา
ราวกับกำลังต้อนรับผู้มาเยือน
แต่ในมุมมืดของห้องโถง…
เงาหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนผ่านม้วนภาพแขวนบนผนัง
มันเร็วเสียจนไม่มีผู้ใดทันสังเกต
ยกเว้นโคมแดงในมือของเยว่หลัน
เปลวไฟสีฟ้าภายในโคมไหววูบหนึ่งครั้ง
ราวกับกำลังเตือนนางว่า
บ้านหลังนี้…ยังมีผู้อาศัย
ภายในเรือนเงียบสงัด
มิใช่ความเงียบของสถานที่รกร้าง
หากเป็ความเงียบของบ้านซึ่งเ้าของเพิ่งลุกออกไปเพียงครู่เดียว
เยว่หลันยืนนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู สูดลมหายใจช้า ๆ
กลิ่นข้าวใหม่หุงสุกยังอบอวลอยู่ในอากาศ
กลิ่นน้ำชาผสมดอกมะลิอ่อน ๆ ลอยเคล้ากับกลิ่นไม้สนแห้งที่ใช้ก่อเตาไฟ
ทุกสิ่งชวนให้รู้สึกอบอุ่น
จนแทบลืมว่าโลกภายนอกได้ผ่านไปแล้วสามสิบเจ็ดปี
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้รีบร้อนก้าวลึกเข้าไป
เขาสำรวจเรือนทั้งหลังอย่างเงียบ ๆ
พื้นไม้ยังสะอาด
ไม่มีฝุ่นจับ
ไม่มีใยแมงมุม
แม้แต่แจกันดินเผาที่วางอยู่บนชั้นไม้ก็ยังมีดอกเหมยสีขาวปักอยู่สามกิ่ง
กลีบดอกไม่เหี่ยวเฉาแม้แต่น้อย
จ้าวเหวินกระซิบเบา ๆ
“ดอกไม้ยังมีชีวิต…”
เหอซานส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
เขาเดินเข้าไปใกล้ ก่อนมองอยู่นาน
“มันไม่ได้มีชีวิต…แต่มันก็ไม่เคยตาย”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง
เยว่หลันเดินไปยังเตาไฟ
ถ่านไม้สนยังแดงเรืองอยู่ใต้เถ้าถ่าน
นางยื่นมือเข้าไปอัง
ความร้อนอ่อน ๆ ยังแผ่ออกมา
ราวกับมีผู้เติมฟืนเมื่อครู่
“เมื่อคืนของพวกเขา…ยังไม่จบ”
นางกล่าวเบา ๆ
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“เวลาของเรือนหลังนี้หยุดอยู่ก่อนระฆังครั้งสุดท้ายจะดัง”
“เพราะฉะนั้น”
เยว่หลันทอดสายตามองรอบห้อง
“หากเราสังเกตดี ๆ เราอาจรู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น”
กลางห้องมีโต๊ะไม้กลมตัวหนึ่ง
บนโต๊ะวางชามกระเบื้องเคลือบหกใบ
อาหารยังอยู่ครบ
ปลาแม่น้ำตุ๋นเต้าหู้
ผักดอง
เนื้อตุ๋น
และซุปไก่ใส่โสม
ทุกจานยังมีไอร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นมา
แต่ไม่มีแมลงแม้แต่ตัวเดียวบินเข้าใกล้
เหอซานหยิบยันต์แผ่นเล็กออกมา
เมื่อวางเหนืออาหาร
กระดาษไม่เปลี่ยนสี
ไม่มีไออัปมงคล
ไม่มีพิษ
“กินได้”
จ้าวเหวินเผลอพูด
เหอซานเหลือบมองทันที
“ต่อให้กินได้ ก็ห้ามกิน”
“เหตุใด”
“อาหารของผู้ที่ติดอยู่ในกาลเวลา หากคนภายนอกกินเข้าไป”
นักพรตชราหยุดเล็กน้อย
“เ้าจะเริ่มนับวันตามพวกเขา”
ทหารทุกคนรีบถอยห่างจากโต๊ะทันที
สายตาของเยว่หลันกลับสะดุดอยู่ที่ตะเกียบคู่หนึ่ง
มันไม่ได้วางขนานกับคู่อื่น
หากเอียงออกไปเล็กน้อย
เหมือนมีผู้หนึ่งรีบลุกจากโต๊ะ
โดยยังไม่ทันเก็บให้เรียบร้อย
นางคุกเข่าลง
ปลายนิ้วแตะรอยขีดเล็ก ๆ บนพื้นไม้
เป็รอยจากเก้าอี้ถูกดันอย่างแรง
ไม่ใช่ครั้งเดียว
แต่หลายครั้ง
“มีคนลุกขึ้นพร้อมกัน”
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาดู
“ไม่ใช่การวิ่งหนี”
เขาสังเกตทิศทางของรอยเก้าอี้
“ทุกคนลุกขึ้น…แล้วหันไปทางเดียวกัน”
ทั้งสองหันมองตามแนวรอย
สายตาหยุดอยู่ที่ประตูใหญ่
ราวกับมีใครบางคนมายืนอยู่ตรงนั้น
แล้วเรียกทุกคนออกจากบ้าน
ข้างโต๊ะอาหารมีชั้นไม้เตี้ย ๆ ตั้งอยู่
บนนั้นวางกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่ง
ไม่มีแม่กุญแจ
เยว่หลันเปิดฝากล่องอย่างระมัดระวัง
ภายในไม่มีทองคำ
ไม่มีหยก
มีเพียงปิ่นไม้ธรรมดาสามอัน
รองเท้าเด็กคู่เล็ก
กับผ้าเช็ดหน้าสีครามที่ปักอักษรตัวหนึ่งไว้ตรงมุม
“หลิว”
เยว่หลันยกผ้าผืนนั้นขึ้น
รอยปักละเอียดมาก
ด้ายบางเส้นยังไม่ถูกตัด
“กำลังปักอยู่”
นางพึมพำ
“แต่ทำไม่ทันเสร็จ”
หลี่เฟิงเหยียนหยิบรองเท้าเด็กขึ้นมาดู
รองเท้ามีขนาดพอดีกับเด็กหญิงอายุราวหกหรือเจ็ดขวบ
พื้นรองเท้ายังสะอาด
ไม่เคยผ่านโคลนหรือหิมะ
เหมือนเพิ่งเย็บเสร็จ
และยังไม่มีโอกาสสวม
เขาวางรองเท้าคืนที่เดิมอย่างเบามือ
“คนเป็…มักทิ้งของมีค่าไว้เมื่อจากไป”
“แต่คนที่ไม่รู้ว่าตนกำลังจะจากไป”
เยว่หลันตอบ
“จะทิ้งของธรรมดาไว้เช่นนี้”
ทันใดนั้น
ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านห้อง
เปลวไฟในเตาไหววูบ
ดอกเหมยบนแจกันสั่นไหว
แล้วเสียงเด็กหัวเราะก็ดังขึ้นแ่เบา
คิก…
คิก…
มิใช่เสียงเยาะเย้ย
แต่เป็เสียงหัวเราะไร้เดียงสาของเด็กเล็ก
จ้าวเหวินรีบหันไป
ไม่มีผู้ใด
แต่บนพื้นไม้…
กลับมีลูกข่างไม้กลิ้งออกมาช้า ๆ
ครืด…
ครืด…
มันหมุนผ่านปลายเท้าของทุกคน
ก่อนหยุดอยู่ตรงหน้าเยว่หลัน
นางก้มลงหยิบ
ลูกข่างนั้นอุ่น
ราวกับเพิ่งมีเด็กคนหนึ่งเล่นมันเมื่อครู่
เมื่อพลิกดูด้านล่าง
นางเห็นอักษรเล็ก ๆ ที่สลักด้วยมือ
“หลิวอี้”
“พี่ชายของอาหลิง…”
เยว่หลันกล่าวเบา ๆ
ทันทีที่เอ่ยชื่อนั้น
เสียงฝีเท้าเด็กสองคู่ก็ดังขึ้นจากชั้นบนของเรือน
ตึก…
ตึก…
ตึก…
ทั้งที่เมื่อครู่ ทุกคนตรวจดูแล้วว่า
เรือนหลังนี้ไม่มีชั้นสอง
หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออกช้า ๆ
แต่เยว่หลันกลับเงยหน้ามองเพดานด้วยแววตาครุ่นคิด
“ไม่ใช่ชั้นบน”
“แต่เป็อีก่เวลาหนึ่ง”
เสียงฝีเท้ายังคงวิ่งไปมา
เด็กสองคนหัวเราะไล่กัน
เสียงหญิงผู้หนึ่งเอ่ยดุเบา ๆ
“อี้เอ๋อร์…อาหลิง…อย่าวิ่งในบ้าน”
จากนั้นเสียงบุรุษก็ดังตามมา
“ปล่อยเด็กเถิด วันนี้เป็วันมงคล”
ทุกเสียงชัดเจน
ราวกับครอบครัวสกุลหลิวยังคงใช้ชีวิตอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
แม้จะไม่มีใครมองเห็นแม้แต่เงา
เยว่หลันหลับตาลง
“พวกเราไม่ได้อยู่คนเดียว”
นางกล่าวช้า ๆ
“เราเพียงอยู่กันคนละเวลา”
แล้วในขณะนั้นเอง…
จากสุดปลายห้องโถง
ม่านผ้าไหมสีครามซึ่งปิดห้องด้านในอยู่
ค่อย ๆ แหวกออกเอง
เพียงเล็กน้อย
ราวกับมีใครบางคน…
กำลังยืนมองพวกเขาอยู่จากอีกฟากหนึ่ง
ม่านผ้าไหมสีครามยังคงไหวแ่เบา
ทั้งที่ภายในเรือนไม่มีลมแม้แต่น้อย
เยว่หลันมิได้รีบร้อนเข้าไป
นางเพียงยกโคมแดงขึ้น เปลวไฟสีฟ้าภายในส่องลอดผ่านผืนผ้า ทำให้เห็นเงาราง ๆ ของห้องด้านใน
มีคนผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่
หรืออย่างน้อย…ก็เคยยืนอยู่ตรงนั้น
เงานั้นเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือมือทั้งสองประสานอยู่เบื้องหน้า คล้ายกำลังรอคอยผู้ใดมานานแสนนาน
หลี่เฟิงเหยียนยกมือกันเยว่หลันไว้เื้ัโดยสัญชาตญาณ
“ข้าเข้าไปก่อน”
เยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่”
“เหตุใด”
“เรือนหลังนี้ไม่ได้ปฏิเสธเรา”
นางมองไปยังโต๊ะอาหารที่ยังอุ่นอยู่
“หากเ้าของเรือนคิดทำร้ายเรา ประตูคงไม่เปิดั้แ่แรก”
เหอซานพยักหน้าช้า ๆ
“คุณหนูพูดถูก”
“ที่นี่ไม่เหมือนศาลเ้า”
“ศาลเ้ามีผนึก แต่เรือนหลังนี้…มีเพียงความทรงจำ”
เยว่หลันเดินเข้าไปช้า ๆ
ปลายนิ้วค่อย ๆ แหวกม่านผ้าไหมออก
ห้องด้านในมิใช่ห้องนอน
แต่เป็ห้องหนังสือขนาดไม่ใหญ่
ชั้นไม้สามด้านเรียงรายด้วยตำรา ม้วนคัมภีร์ และสมุดเย็บด้ายอย่างเป็ระเบียบ
โต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่ริมหน้าต่าง
บนโต๊ะมีพู่กันวางอยู่ในแท่นหยก
หมึกบนแท่นยังไม่แห้งสนิท
ราวกับเ้าของเพิ่งวางพู่กันลงเมื่อครู่
หลี่เฟิงเหยียนเดินสำรวจโดยรอบ
“ไม่มีฝุ่นเลย”
“แม้แต่กระดาษก็ยังไม่กรอบ”
เยว่หลันมองผ่านหน้าต่างออกไป
แสงแดดด้านนอกสาดเข้ามาในองศาเดียวกับเมื่อสามสิบเจ็ดปีก่อน
เรือนหลังนี้ไม่ได้หยุดเพียงเวลา
แต่รักษาทุกสิ่งไว้ในวินาทีสุดท้ายก่อนโศกนาฏกรรม
สายตาของนางสะดุดเข้ากับม้วนภาพแขวนบนผนังด้านเหนือ
ครานี้มิใช่ภาพครอบครัว
แต่เป็ภาพวาดหมึกบนผ้าไหมอย่างวิจิตร
บุรุษวัยกลางคนสวมชุดนักปราชญ์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก
ข้างกายคือสตรีผู้สง่างามในอาภรณ์เรียบง่าย
เื้ัทั้งสอง มีเด็กชายและเด็กหญิงยืนสำรวมตามธรรมเนียม
แม้สีหน้าของทุกคนจะนิ่งสงบตามแบบภาพวาดโบราณ
แต่สายตาของเด็กหญิงกลับเปี่ยมชีวิตชีวา
เยว่หลันจำนางได้ทันที
“อาหลิง…”
เด็กหญิงในภาพมิใช่ผี
มิใช่ิญญา
แต่เป็เด็กธรรมดาคนหนึ่ง
เด็กที่ครั้งหนึ่งเคยมีบ้าน มีครอบครัว และมีอนาคต
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาใกล้
“ดูมุมล่างของภาพ”
ตรงมุมขวาล่างของผืนผ้าไหม มีอักษรตัวเล็กเขียนด้วยหมึกดำ
วาดในปีเหมันต์ที่สิบหก
เพื่อเป็ที่ระลึกในวันครบรอบสิบปีเรือนสกุลหลิว
ใต้ข้อความนั้น มีตราประทับของจิตรกร
แต่ถูกของมีคมขูดลบออกไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
“มีผู้ไม่้าให้รู้ว่าใครเป็คนวาด”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
เยว่หลันมิได้ตอบ
เพราะนางกำลังมองอีกสิ่งหนึ่ง
ด้านหลังบุรุษเ้าของเรือน มีฉากกั้นไม้จันทน์ตั้งอยู่
บนฉากกั้นนั้น เขียนภาพูเาหิมะไว้ลาง ๆ
และกลางูเาลูกนั้น…
มีดาบเล่มหนึ่งปักอยู่
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง
นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ
ดาบใต้หิมะ
สัญลักษณ์เดียวกับที่พบหลังม่านในศาลเ้า
และเป็คำเตือนสุดท้ายของมารดานาง
“อย่าเชื่อผู้ที่ถือดาบใต้หิมะ…”
“คุณหนู”
เสียงของเหอซานเรียกเบา ๆ
เยว่หลันหันกลับ
นักพรตชรากำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
ในมือเขาถือสมุดเย็บด้ายเล่มบาง
ปกกระดาษสีน้ำตาลซีด
ไม่มีชื่อเล่ม
แต่มีตราประทับรูปดอกเหมยหกกลีบอยู่ตรงมุม
“ข้าไม่ได้เปิดมัน”
เหอซานกล่าว
“แต่มันวางอยู่ตรงนี้เมื่อครู่”
ทุกคนมองโต๊ะพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้…
บนโต๊ะไม่มีสมุดเล่มนี้
เยว่หลันรับมันมาอย่างระมัดระวัง
กระดาษยังนุ่ม
ไม่กรอบแตกตามอายุ
เมื่อนางเปิดหน้าแรก
กลับพบว่าหน้ากระดาษทุกแผ่นว่างเปล่า
ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“สมุดเปล่าหรือ”
เยว่หลันส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
นางยกหน้ากระดาษขึ้นดมเบา ๆ
ได้กลิ่นหมึกสดจาง ๆ
ราวกับตัวอักษรเพิ่งถูกลบไปไม่นาน
“มีผู้เขียน”
“แล้วผู้ใดลบ”
ไม่มีผู้ใดตอบ
แต่ทันใดนั้น…
หยดหมึกสีดำหยดหนึ่งกลับปรากฏขึ้นเองบนหน้ากระดาษ
จากหนึ่งหยด
กลายเป็สอง
สาม
สี่
ก่อนจะค่อย ๆ รวมตัวกันเป็ตัวอักษร
ทุกคนจ้องมองโดยไม่กะพริบตา
หมึกเคลื่อนไหวช้า ๆ
ราวกับมือที่มองไม่เห็นกำลังเขียนอยู่
แล้วประโยคแรกก็ปรากฏขึ้น
หากผู้ใดกำลังอ่านบันทึกนี้…
จ้าวเหวินสูดลมหายใจเบา ๆ
หมึกยังคงเขียนต่อ
จงอย่าเชื่อสิ่งที่เห็นภายในหมู่บ้านชิงเหอ
เพราะั้แ่ระฆังครั้งที่เจ็ดดังขึ้น
ความจริงกับความทรงจำก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันอีกต่อไป
ภายในห้องเงียบสนิท
ได้ยินเพียงเสียงหมึกที่ค่อย ๆ ลากเส้นบนกระดาษ
เยว่หลันพลิกไปหน้าถัดไป
หมึกหยุดนิ่ง
ราวกับผู้เขียนกำลังลังเล
ผ่านไปครู่หนึ่ง…
ตัวอักษรใหม่จึงค่อย ๆ ปรากฏ
หากเ้า้าช่วยชาวบ้าน
จงตามหาผู้ที่ยังจำชื่อของตนเองได้
เขาคือกุญแจดอกสุดท้าย
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที
“กุญแจดอกสุดท้าย…”
อาหลิงจำชื่อของตนได้แล้ว
ชาวบ้านหลายคนเริ่มได้ชื่อกลับคืน
แต่ยังมีใครอีกคนหนึ่ง…
ที่ยังไม่ปรากฏตัว
ขณะนั้นเอง
เสียงลมหายใจดังขึ้นด้านหลังทุกคน
แ่เบา
ช้า
ใกล้เสียจนเหมือนมีใครยืนอยู่หลังไหล่
หลี่เฟิงเหยียนหมุนตัวกลับในทันที
แต่เื้ัมีเพียงห้องว่าง
อย่างไรก็ตาม…
บนพื้นไม้หน้าประตู
กลับมีรอยเท้าเปียกน้ำปรากฏขึ้นทีละรอย
ก้าว…
แล้วอีกก้าว…
รอยเท้าเ่าั้เดินเข้ามาในห้อง
แต่ไม่มีเ้าของรอยเท้าให้เห็น
เยว่หลันลดสายตามอง
รอยเท้ามิใช่ของผู้ใหญ่
หากเป็ของเด็กหญิงตัวเล็ก
และปลายเท้าทุกก้าว…
หยุดอยู่ตรงหน้าม้วนภาพวาดบรรพชน
จากนั้น
เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงก็ดังขึ้นข้างหูเยว่หลัน
เบาราวเสียงลมหายใจ
“พี่สาว…”
“ท่านแม่กำลังจะกลับมาแล้ว…”
เยว่หลันเงยหน้าทันที
แต่ทั้งห้องยังคงว่างเปล่า
เหลือเพียงม้วนภาพที่แขวนสงบนิ่งบนผนัง
ทว่า…
ในภาพวาดนั้น
เด็กหญิงอาหลิงที่เมื่อครู่ยืนก้มหน้าอย่างเรียบร้อย
บัดนี้…
กลับกำลังเงยหน้ามองออกมานอกภาพ
ราวกับนางกำลังมองเยว่หลันโดยตรง
และที่มุมปากของเด็กหญิงในภาพ
มีรอยยิ้มจาง ๆ
ซึ่งก่อนหน้านี้…
ไม่เคยมี
ภายในห้องหนังสือเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ย
ทุกสายตายังคงจับจ้องม้วนภาพวาดบรรพชนที่แขวนอยู่บนผนัง
เด็กหญิงในภาพ…
ยังคงเงยหน้ามองออกมานอกผืนผ้าไหม
รอยยิ้มบางเบานั้นไม่ได้แฝงความอาฆาต
หากเต็มไปด้วยความโล่งใจ
ราวกับนางเฝ้ารอผู้มาเยือนคนหนึ่งมาเนิ่นนาน
เยว่หลันไม่ละสายตาจากภาพ
นางยกมือขึ้นประสานกันตรงอก แล้วโค้งคำนับตามธรรมเนียมต่อเ้าของเรือน
“เยว่หลัน ผู้เดินตามกรรม์”
“ขออนุญาตล่วงเกิน”
“หากการมาของพวกเรารบกวนดวงิญญา ขอโปรดอภัย”
คำกล่าวจบลง
เปลวไฟสีฟ้าในโคมแดงก็นิ่งสงบ
ราวกับมีผู้รับฟัง
ทันใดนั้นเอง…
รอยยิ้มของเด็กหญิงในภาพก็ค่อย ๆ เลือนหาย
ใบหน้ากลับสู่ความสงบนิ่งดังเดิม
หลี่เฟิงเหยียนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“ดูเหมือน…เ้าของเรือนจะยอมรับพวกเราแล้ว”
เหอซานถอนหายใจเบา ๆ
“ิญญาที่ยังรักษามารยาทเช่นนี้ ย่อมมิใช่ิญญาอาฆาต”
เยว่หลันหันกลับมามองสมุดเย็บด้ายในมือ
หมึกสีดำบนหน้ากระดาษยังคงเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ
เส้นหมึกคดเคี้ยวราวสายน้ำ ก่อนรวมตัวเป็ข้อความใหม่
หากเ้ามาถึงเรือนสกุลหลิว…
แสดงว่าอาหลิงเชื่อใจเ้าแล้ว
ทุกคนมองหน้ากัน
“สมุดเล่มนี้รู้เื่ที่เกิดขึ้นภายนอก?”
จ้าวเหวินพึมพำ
แต่หมึกยังคงเขียนต่อ
จงอย่าเรียกข้าด้วยชื่อผู้ตาย
เพราะข้ายังไม่ตาย
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นหนัก
นางรีบพลิกไปหน้าถัดไป
หมึกหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนปรากฏเป็อักษรเพียงสี่คำ
เวลาข้าถูกขโมย
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
เหอซานหลับตาลง
“มิใช่ถูกสังหาร…”
“แต่ถูกขโมยเวลา”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวช้า ๆ
“หากเป็เช่นนั้น…ชาวบ้านทั้งหมดก็มิใช่ผู้ตาย”
เยว่หลันพยักหน้า
“พวกเขาเป็ผู้ที่ถูกค้างอยู่ระหว่างชีวิตกับความตาย”
“ตราบใดที่เวลาของพวกเขายังไม่กลับคืน…”
“ิญญาก็ไม่อาจไปเกิด”
หลี่เฟิงเหยียนเดินไปยังชั้นหนังสือ
ตำราหลายสิบเล่มเรียงอย่างเป็ระเบียบ
ส่วนใหญ่เป็ตำราแพทย์
ตำราดาราศาสตร์
และบันทึกสภาพอากาศของชายแดนเหนือ
แต่หนังสือเล่มหนึ่งกลับสะดุดสายตาเขา
ปกผ้าสีน้ำเงินเข้ม
ไม่มีชื่อ
เมื่อเปิดออก
ด้านในกลับไม่ได้เป็ตัวอักษร
แต่เป็แผนที่
แผนทีู่เาทางเหนือซึ่งวาดด้วยหมึกละเอียด
แม่น้ำทุกสาย
ช่องเขาทุกแห่ง
ถูกบันทึกไว้อย่างแม่นยำ
แต่ตรงกลางแผนที่…
กลับมีพื้นที่ว่างเปล่า
เป็วงกลมสีขาวขนาดใหญ่
ไม่มีูเา
ไม่มีแม่น้ำ
ไม่มีชื่อ
ราวกับผู้วาดจงใจเว้นที่นั้นไว้
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
“แปลก”
“คนทำแผนที่ไม่เคยปล่อยพื้นที่ว่างเช่นนี้”
เยว่หลันเดินเข้ามาดู
ทันทีที่ปลายนิ้วนางแตะลงบนวงกลมสีขาว
หมึกสีเงินจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นทีละเส้น
ไม่ใช่ตัวอักษร
แต่เป็ลวดลายโบราณ
วงแหวนเจ็ดชั้นซ้อนทับกัน
ตรงกลางมีสัญลักษณ์คล้ายกลีบดอกไม้เจ็ดกลีบ
เหอซานเบิกตากว้าง
“ผนึกเจ็ดชั้น…”
“ท่านรู้จักหรือ”
นักพรตชรานิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเบา ๆ
“ข้าเคยเห็นเพียงในตำราต้องห้าม”
“กล่าวกันว่าใช้ปิดผนึกสถานที่ซึ่งไม่ควรมีอยู่บนโลก”
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้าขึ้นทันที
“นครไร้นาม…”
คำสามคำหลุดออกจากปากเขาโดยไม่รู้ตัว
เยว่หลันหันมอง
“ท่านรู้จักชื่อนี้?”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“ไม่”
“แต่เมื่อเห็นผนึกนี้…ชื่อนี้กลับผุดขึ้นมาเอง”
ทุกคนต่างเงียบ
ราวกับชื่อ นครไร้นาม มิได้เป็เพียงชื่อสถานที่
แต่เป็ความทรงจำซึ่งกำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ
ในขณะนั้นเอง
เสียงกระดิ่งหน้าชายคาก็ดังขึ้น
กริ๋ง…
กริ๋ง…
กริ๋ง…
ครานี้มิใช่เพียงใบเดียว
แต่ดังพร้อมกันทั้งเจ็ดใบ
ทุกคนรีบหันไปทางหน้าต่าง
หิมะ…หรือเถ้ากระดูกสีขาว…หยุดโปรยลงแล้ว
หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเงียบสนิท
ไม่มีเสียงลม
ไม่มีเสียงนก
ไม่มีแม้แต่เสียงกิ่งไม้ไหว
โลกทั้งใบราวกับกลั้นลมหายใจ
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกเรือน
เป็เสียงรองเท้าผ้ากระทบพื้นหิน
ก้าว…
ก้าว…
ก้าว…
ช้า สม่ำเสมอ และหนักแน่น
มิใช่เสียงของเด็ก
มิใช่เสียงของสตรี
แต่เป็ฝีเท้าของชายผู้ใหญ่
เขากำลังเดินเข้ามาทางเรือนสกุลหลิว
ทุกย่างก้าวทำให้กระดิ่งทั้งเจ็ดสั่นไหวพร้อมกัน
เยว่หลันค่อย ๆ ปิดสมุดเย็บด้าย
หลี่เฟิงเหยียนกำด้ามกระบี่แน่น
แต่ไม่มีผู้ใดชักอาวุธ
เพราะทุกคนััได้ตรงกันว่า…
ผู้มาเยือนมิได้มีเจตนาฆ่า
หากกำลังกลับบ้าน
กลับมายังบ้านของตนเอง
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าประตู
จากนั้น…
เงาของบุรุษผู้หนึ่งก็ทอดยาวผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง
เขาสวมหมวกเดินทางทรงสูง
สะพายดาบยาวไว้ข้างกาย
และบนมือขวา…
มีแหวนหยกสีดำวงหนึ่ง
เยว่หลันรู้สึกเืในกายเย็นเฉียบ
แหวนวงนั้น…
เหมือนกับที่นางเคยเห็นในนิมิตแห่งความตายของผู้ถือกรรมรุ่นก่อน
ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะเอื้อนเอ่ย
เสียงบุรุษจากนอกประตูก็ดังขึ้นอย่างสงบ
“ข้ากลับมาแล้ว”
“เหตุใด…ในเรือนของข้า จึงมีแขกอยู่เล่า?”
เสียงนั้นไม่แฝงความโกรธ
แต่เต็มไปด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม
เยว่หลันกับหลี่เฟิงเหยียนสบตากันทันที
ทั้งสองต่างรู้ตรงกันว่า…
บุรุษผู้นี้อาจเป็ผู้ที่บันทึกกล่าวไว้ว่า
“ผู้ที่ยังจำชื่อของตนเองได้”
และอาจเป็กุญแจดอกสุดท้ายของหมู่บ้านชิงเหอ
จบตอนที่ 4 : บ้านหลังที่ห้าสิบสี่