บทที่ 17 ศึกอัปยศของหู่ป๋าย
เสียงกลองศึกดังเป็จังหวะหนักแน่นก้องสะท้อนทั่วลานประลอง ประชาชนและขุนนางจากทั้งสองแคว้นจับจ้องไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศที่ก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยท่าทีองอาจ
แม่ทัพ เหยาหลี่จวิน ตัวแทนของแคว้นฉี นับเป็นักรบผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ศึกา เกราะเหล็กสีดำที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาเป็ประกายเยียบเย็น อกผึ่งผาย สง่างามราวกับขุนพลในตำนาน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากศึกนับไม่ถ้วน ดวงตาสีดำล้ำลึกฉายแววมุ่งมั่น ไม่สะทกสะท้านต่อศัตรูตรงหน้า
ในมือของเขาคือ ง้าว อาวุธคู่กายที่ผ่านสนามรบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แสงสะท้อนจากคมของมันชวนให้ขนลุก ผู้คนต่างรู้ดีว่า ง้าวในมือของแม่ทัพเหยาสามารถปลิดชีพศัตรูได้ภายในพริบตา
อีกด้านหนึ่ง นักรบแคว้นฉู่ก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยฝีเท้าที่หนักแน่น
บุรุษผู้นี้ หู่ป๋าย เป็ยอดนักรบแห่งแคว้นฉู่ รูปร่างสูงใหญ่ กำยำราวกับั์ศึก มัดกล้ามเป็สันนูน แฝงไว้ด้วยพละกำลังมหาศาล ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแฝงประกายดุดัน ผิวกายคล้ำแดดจากการฝึกฝนอย่างหนัก
"หู่ป๋าย แคว้นฉู่ ขอรับการประลอง!"
เสียงประกาศดังก้อง หู่ป๋ายกระชับขวานั์ในมือ น้ำหนักของมันมากกว่าง้าวของแม่ทัพเหยาหลายเท่า หากวัดกันเพียงพละกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพเหยายังเป็รอง
แต่…าหาใช่มีเพียงพละกำลังไม่
“แม่ทัพเหยา! ท่านแน่ใจหรือไม่ว่า้าประลองกับข้า?”
หู่ป๋ายเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะต่ำ ๆ
แม่ทัพเหยาเพียงแสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ในา ไม่มีคำว่ามั่นใจหรือไม่ มีเพียงชัยชนะหรือความตายเท่านั้น”
ดวงตาของแม่ทัพเหยาฉายแววแน่วแน่ มือกระชับง้าวมั่นคง
แม้ว่าหู่ป๋ายจะดูแข็งแกร่งกว่า แต่ท่าทางของแม่ทัพเหยากลับแฝงไว้ด้วยความมั่นใจ ราวกับมองเห็นเส้นทางแห่งชัยชนะอยู่ตรงหน้า
เสียงกลองศึกดังขึ้นอีกครั้ง…
ศึกแห่งศักดิ์ศรีกำลังจะเริ่มต้น!
เสียงลมพัดผ่านลานประลองกว้าง สายตานับพันจับจ้องไปยังบุรุษร่างใหญ่แห่งแคว้นฉู่ หู่ป๋าย นักรบผู้ลือชื่อด้านพละกำลังและการต่อสู้ เขาสูงใหญ่ราวกับขุนเขา ขวานั์ในมือเปื้อนคราบเืจากศึกนับไม่ถ้วน ดวงตาเต็มไปด้วยความเยาะหยัน
“เหยาหลี่จวิน เ้าคิดว่าตัวเองมีโอกาสรึ? ...”
หู่ป๋ายเอ่ยพร้อมหัวเราะต่ำ
“...ข้าจำได้ว่า ในศึกชายแดนครั้งก่อน เ้าต้องถอยร่นไปไม่รู้กี่ครั้ง ทหารของเ้ายอมแพ้ก่อนที่ข้าจะได้ออกแรงด้วยซ้ำ!”
เสียงหัวเราะของหู่ป๋ายดังสะท้อน สร้างเสียงซุบซิบไปทั่วเหล่าขุนนางและประชาชนที่เฝ้าดู
แม่ทัพเหยากระตุกยิ้มเยือกเย็น มือกระชับง้าวในมือแน่น ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ
“การประลองครั้งนี้ คือการใช้กำลังความสามารถไม่ใช่ฝีปาก การศึกบนสมรภูมิ แตกต่างจากการประลองตัวต่อตัว…”
แววตาของแม่ทัพเปล่งประกายคมกริบ
“...ครานั้น การเมืองภายในแทรกแซง ทหารของข้าได้รับเสบียงล่าช้า กองกำลังจึงไม่อาจต้านทานได้อย่างเต็มที่ แต่วันนี้...”
เขาสาวเท้าเข้ามาอีกก้าว ยกง้าวขึ้นตั้งท่าพร้อม
“...ข้าจะให้เ้ารู้ว่า ฝีมือที่แท้จริงของแม่ทัพเหยาเป็เช่นไร”
หู่ป๋ายหรี่ตา รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาค่อย ๆ จางลง
บรรยากาศบนเวทีประลองเริ่มตึงเครียด กองทัพทั้งสองฝ่ายจับอาวุธแน่น ไม่ต่างจากสนามรบที่กำลังรอะเิขึ้นอีกครั้ง
แต่ทันใดนั้น เสียงทุ้มแฝงความลุ่มลึกดังขึ้นขัดจังหวะ
“ผู้กล้าแท้จริงคือผู้รู้คุณค่าแห่งคมดาบ”
ทุกสายตาหันไปยังบุรุษที่ก้าวขึ้นมาบนลานประลอง ฉีตงหยาง หรือ ฉีเฟยเทียน ยืนสง่างามในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ แววตาของเขาฉายแววเ้าเล่ห์ มือหนึ่งถือไหสุรา อีกมือหนึ่งยกพู่กันขึ้น
“นักรบผู้เกรียงไกร มิใช่เพียงผู้ชนะศึก หากแต่เป็ผู้ถูกจารึกเป็ตำนาน”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะร่ายบทกวีเสียงกังวาน บทกวีพยัคฆ์ร้ายในป่าหิมะ
พยัคฆ์คำรามทั่วพงไพร แกร่งกล้ายิ่งนัก
ดวงตาคู่คมดังเพลิงลุก วาวโรจน์ไร้หวั่นไหว
คมเขี้ยวขาวสาดประกายดั่งหิมะต้องจันทร์ฉาย
ผู้ใดกล้าท้ารบ จงเตรียมใจจบชีวิตใต้เงาเล็บมัน
พยัคฆ์มิหวั่นแม้เจอนกอินทรีร่อนถลา
เพียงคำรามก็สะท้านะเืทุ่งป่าเขาลำเนาไพร
หากัยังมิอาจบงการผู้แข็งกล้า
อันนักรบแห่งศึกใหญ่ ต้องเปี่ยมจิติญญาแท้จริง
พยัคฆ์ในหิมะขาว หาใช่เพียงเงาอำพราง
แต่เป็อสูรผู้ลิขิตโชคชะตาแห่งตนเอง
ไม่ต้องรอฤดูใบไม้ผลิมาพลิกฟื้น
เพราะทุกย่างก้าวคือการก้าวสู่ตำนาน
แม่ทัพผู้กล้าเปรียบดั่งพยัคฆ์แห่งขุนเขา
อาวุธในมือมิได้ตัดสินชัยชนะ
หากแต่เป็หัวใจอันแน่วแน่
ผู้ใดยืนหยัด ผู้นั้นคือพยัคฆ์แท้แห่งา!
สิ้นสุดคำร่าย เสียงกลองศึกเงียบกริบ ทุกคนต่างนิ่งงัน เหมือนรอกว่าจะยังมีบทกวีต่อมาอีกหรือไม่ แต่แล้วเสียงปรบจากผู้ชมรอบเวทีก็รัวเป็คลื่นมา
แม่ทัพเหยาหลี่จวินเงยหน้าขึ้นสีหน้าแดงก่ำ ดูฮึกเหิม ดวงตาแน่วแน่ขึ้นอีกระดับ เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นดังชัดราวกับการเต้นของหัวใจแห่งนักรบ
“เป็บทกวีที่ยอดเยี่ยม”
เขากล่าว พลางกระชับง้าวในมือแน่นขึ้น
ฉีตงหยางกระตุกยิ้มจางๆ
“แม่ทัพเหยา ท่านยังไม่ลืมวิถีพยัคฆ์ใช่หรือไม่?”
แม่ทัพเหยาหัวเราะลั่น ราวกับปลุกพลังที่หลับใหลในใจตื่นขึ้น
“แน่นอนพะยะค่ะ ข้าเหยาหลี่จวิน ไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็พยัคฆ์แห่งแคว้นฉี!”
เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ
หู่ป๋ายขบกรามแน่น เสียงฮึดฮัดดังขึ้นในลำคอ
“เ้าคิดว่าบทกวีไร้สาระของเ้าจะทำให้ข้าหวั่นไหวรึ?”
ฉีตงหยางหัวเราะเบา ๆ ยกไหสุราขึ้นจิบ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เปล่า ข้าเพียงแต่อยากให้เ้ารู้ว่า… ศึกนี้ พยัคฆ์ที่แท้จริงคือผู้ใด”
หู่ป๋ายกัดฟันแน่น บีบขวานในมือจนเกิดเสียงดังลั่น
บรรยากาศตึงเครียดยิ่งขึ้น
แม่ทัพเหยาหลี่จวินตั้งท่า พร้อมรับมือ
การประลองอันแท้จริง กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง
บรรยากาศบนเวทีประลองเดือดพล่าน แต่ทว่า
"เดี๋ยวก่อน"
เสียงทุ้มของ หลี่เฟยเทียน หรือ ฉีตงหยาง ซึ่งยังไม่ก้าวลงจากเวทีประลองดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผู้คนที่กำลังลุ้นระทึกต้องหยุดชะงัก หู่ป๋ายที่กำลังจะก้าวเข้าปะทะแม่ทัพเหยา หันขวับไปมองเขาด้วยแววตาขุ่นเคือง
ประชาชนชาวแคว้นฉีเหมือนรอคอยการร่ายกวีขององค์ชายเก้าอีกครั้ง
"องค์ชายเก้า นี่ท่านคิดจะตอแยข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน?"
หู่ป๋ายเอ่ยเสียงเข้ม
แต่แทนที่หลี่เฟยเทียนจะตอบ เขากลับปรายตามองไปทางด้านข้าง เหยาหนิงเจี้ยน พี่สาวตระกูลเหยา แว่บหนึ่งก่อนที่มุมปากของเขาจะกระตุกยิ้มจาง ๆ
นางขยับนิ้วทำสัญญาณบางอย่างให้กับเขารับทราบ
หลี่เฟยเทียนยิ้มยกไหเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ หัวเราะลั่นเสียงดังกังวาลก้อง
เขาแสดงท่าทางขึงขัง ก้าวไปข้างหน้า ประสานมือแสดงคารวะต่อนักรบแคว้นฉู่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจแต่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
"ข้าเพียงคิดว่า การประลองครั้งนี้เป็ศึกแห่งเกียรติยศของนักรบที่แท้จริง เมื่อครู่ข้าได้แต่งบทกวีสดุดีแม่ทัพเหยาไปแล้ว เช่นนั้นเพื่อความยุติธรรม ข้าควรแต่งกลอนให้ท่านหู่ป๋ายด้วยใช่หรือไม่?"
หู่ป๋ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"เ้าคิดจะเยาะเย้ยข้าหรือ?"
"มิกล้า มิกล้า"
หลี่เฟยเทียนยิ้มกว้าง แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หู่ป๋ายรู้สึกไม่ไว้ใจอย่างประหลาด
จากนั้น องค์ชายเก้าจึงสะบัดพู่กัน ร่ายบทกวีขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของทุกผู้คนที่รอคอย
กลางพงไพรแสนลึกลับ มีพยัคฆ์ครองขุนเขา
แม้นพบพายุโหมกระหน่ำ ยังมั่นคงไม่ไหวหวั่น
แต่น่าเสียดาย ใต้เงาไม้ยังมีเงามืดแอบซ่อน
คือเงาจิ้งจอกเ้าเล่ห์ ที่เฝ้าฉกฉวยจังหวะอันแสนเปราะบาง
จิ้งจอกมิใช่ั มิใช่พยัคฆ์อันสูงส่ง
เพียงแต่อาศัยกลลวง ลอบกัดเมื่อพยัคฆ์พลาดท่า
เมื่อยามศึกมันหลบซ่อน ในโพรงดินแอบมองหา
รอให้เหยื่ออ่อนล้า ก่อนขยับกายเข้าเชือดเฉือน
ความกล้าหาญมิอาจกำหนดด้วยเสียงร้องคำราม
จิติญญานักรบคือการเผชิญหน้ากับความเป็จริง
จิ้งจอกย่อมมิอาจสู้พยัคฆ์บนยอดเขาอันสูงลิ่ว
มิอาจเป็ตำนาน มีเพียงเื่เล่าของคนขลาดเขลา
หากเ้ากล้าพอ อย่าได้แต่ซ่อนเงาหลังพงไพร
ศึกแห่งชายชาตรี ใช้คมดาบมิใช่กลอุบาย
จิ้งจอกยังเป็จิ้งจอก ยามร่างไร้เงามายา
เมื่อเผชิญหน้าอสูรพยัคฆ์ ยังคิดว่าเป็ผู้ล่าอยู่หรือไร?
สิ้นสุดบทกลอน จิ้งจอกเ้าเล่ห์ เวทีพลันเงียบกริบ
ใบหน้าของ หู่ป๋าย แดงก่ำด้วยความโกรธ เส้นเืที่ขมับเต้นตุบ ๆ ราวกับพร้อมจะะเิอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ
ทุกคนต่างรู้ดีว่า บทกวีขององค์ชายเก้านั้น เปรียบเปรยเขาเป็ "จิ้งจอกเ้าเล่ห์" ที่อาศัยโอกาสฉกฉวยความได้เปรียบมากกว่าที่จะต่อสู้ด้วยพละกำลังจริง
"องค์ชายเก้า!.."
หู่ป๋ายกัดฟันแน่น มือกำด้ามขวานจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"เ้า… เ้า!..."
หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนแสร้งทำหน้าตาย
"อ้าว ท่านไม่ชอบหรือ? ข้าเพียงแต่้ายกย่องท่านเท่านั้นเอง"
เขายังจงใจถอนหายใจเบา ๆ พลางหันไปทางขุนนางแคว้นฉู่
"น่าเสียดาย ข้าอุตส่าห์ร่ายบทกวีนี้ขึ้นมาเพื่อสดุดีวีรบุรุษแห่งแคว้นฉู่"
สายตาของขุนนางแคว้นฉู่เริ่มมีท่าทีลังเล แม้แต่เหล่าทหารก็เริ่มซุบซิบกันเบา ๆ ว่าหู่ป๋ายสมควรได้รับคำเยาะเย้ยเช่นนั้นหรือไม่
ความโกรธของหู่ป๋ายพุ่งถึงขีดสุด เขากระแทกขวานลงกับพื้นเสียงดัง
"ข้าจะบดขยี้เ้าหมอนี่ให้ได้!"
นักรบผู้ถูกเปรียบเป็จิ้งจอกเ้าเล่ห์กระแทกขานกับพื้นเวทีจนแตกสะเก็ดกระเต็น พุ่งปราดเข้าใส่ฉีตงหยางด้วยสติที่ไม่อาจยับยั้งไว้ได้ แต่แม่ทัพเหยารีบก้าวเข้าสะกัดชี้หน้าด้วยง้าว
"ใจเย็นสิท่านหู่ป๋าย คู่ประลองของท่านคือข้านี่"
หลี่เฟยเทียนหัวเราะลั่นก้าวลงจากเวทีประลองพลางโบกมือ
"อย่าเสียพลังไปกับข้าเลย คู่ประลองของท่านคือแม่ทัพเหยา ไม่ใช่ข้า"
รอยยิ้มประหลาดของเขาทิ้งปริศนาให้กับทุกผู้คน
ขณะที่หู่ป๋ายโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แม่ทัพเหยาหลี่จวินกลับยืนนิ่งสงบ แววตาของเขาฉายประกายความมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่เข้าใจว่าองค์ชายเก้าทำเช่นนี้ เพื่อสิ่งใด เพราะดูเหมือนไม่ได้อยู่ในข้อตกลง
เหยาหนิงเจี้ยนและเหยาหนิงเหอที่ยืนมองอยู่ข้างสนามต่างเผยรอยยิ้มบาง ๆ
"ฉีตงหยางนั่นยังคงร้ายกาจไม่เปลี่ยนเลย"
เหยาหนิงเหอพึมพำเบา ๆ
"แน่นอน เขาคือองค์ชายเก้า"
เหยาหนิงเจี้ยนตอบเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม
ส่วนหลี่เฟยเทียนนั้น เขานั่งลงจิบสุราอย่างสบายใจ ดวงตาส่องประกายคมกริบ ราวกับรู้ว่า สิ่งที่เขาทำเมื่อครู่นี้ อาจมีผลต่อการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
การประลองครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่ฝีมือ หากแต่เป็การใช้เล่ห์เหลี่ยมปั่นหัวศัตรูั้แ่ยังไม่เริ่มต่อสู้
และหลี่เฟยเทียน เขาได้ลงมือไปแล้ว!
“หู่ป๋าย! ลงมือได้แล้ว! อย่าให้พวกมันมีโอกาสเอาเปรียบ!”
เสียงของ องค์หญิงแคว้นฉู่ ดังกังวานไปทั่วลานประลอง
นางกัดฟันแน่น แววตาพราวไปด้วยเพลิงโทสะ แทบอดกลั้นอารมณ์กรุ่นที่เดือดดาลอยู่ภายในมิได้ ั้แ่ที่ราชครูของนางต้องพ่ายแพ้ให้กับแคว้นฉี นางก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ฉีตงหยาง หรือ หลี่เฟยเทียน นั้น หาใช่เพียงนักปราชญ์ผู้ใช้วาจาเป็อาวุธ แต่ยังเป็บุรุษที่สามารถปั่นหัวคนทั้งลานประลองให้ไขว้เขวได้เพียงไม่กี่ประโยค
หากมัวรอให้เขาพูดต่อ นางเกรงว่าสถานการณ์จะย่ำแย่ไปมากกว่านี้!
หู่ป๋ายกำด้ามขวานแน่น ขบฟันกรอด ใบหน้าถมึงทึงเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่แทบเผาผลาญร่างกายให้มอดไหม้
"ข้าจะฉีกเ้าเป็ชิ้น ๆ!"
เขาแผดเสียงลั่นพร้อมจะโถมเข้าหาแม่ทัพเหยา
แต่ทันใดนั้นเอง
"อึก..."
สีหน้าของหู่ป๋ายพลันเปลี่ยนไป ลมหายใจสะดุดกะทันหัน รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่พลุ่งพล่านอยู่ในช่องท้องอย่างไม่ปกติ ร่างกายที่แข็งแกร่งราวภูผากลับสั่นสะท้านเหมือนต้นไม้ที่ถูกพายุพัด
‘นี่มัน... อะไร?’
มือที่จับขวานเริ่มมีเหงื่อผุดซึมออกมา ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดังศิลากลับบิดเกร็งอย่างประหลาด
ไม่ นี่มัน... ไม่ใช่ความกลัว! แต่มันคือ
"อึก อึก!!"
แววตาของหู่ป๋ายเบิกโพลง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่เริ่มซีดเซียว ลำไส้ภายในปั่นป่วนดั่งพายุโหม ความรู้สึกกดดันพุ่งทะยานขึ้นจนแทบอยากจะปลดปล่อยบางสิ่งออกมาเสียเดี๋ยวนั้น
‘ไม่นะ... ตอนนี้ไม่ได้!’
เขายืนเกร็งร่าง ไม่กล้าขยับแม้แต่ปลายเท้า หากก้าวเพียงครึ่งก้าว เกรงว่าภัยพิบัติอันใหญ่หลวงอาจจะร่วงหล่นลงมาให้ทุกผู้คนในลานประลองได้จดจำไปชั่วชีวิต
ด้านล่างเวที หลี่เฟยเทียน จิบสุราเบา ๆ มองดูสภาพของหู่ป๋ายด้วยแววตาเรียบเฉย รอยยิ้มมุมปากของเขายิ่งลึกขึ้น
"หืม? ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?"
เขาพึมพำเบา ๆ แต่เสียงของเขาชัดเจนพอให้คนทั้งลานได้ยิน สองพี่น้องตะกูลเหยาเดินเลียงเคียงมายืนข้างๆ
บรรดาขุนนางและผู้ชมเริ่มซุบซิบกันเสียงเบา
"หู่ป๋ายเป็อะไรไป?"
"เหตุใดจึงไม่โจมตีเสียที?"
"หรือเขาจะกลัว?"
น้ำเสียงของผู้ชมที่พึมพำกันไปมาเหมือนดาบที่ทิ่มแทงศักดิ์ศรีของนักรบแคว้นฉู่โดยตรง
"หู่ป๋าย! ลงมือสิ!.."
เสียงขององค์หญิงดังขึ้นอีกครั้ง นางขมวดคิ้วแน่น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่เข้าใจ
"...หรือเ้าจะหวาดกลัวมัน?"
หู่ป๋ายกัดฟันแน่น ความโมโหทำให้เขาลืมความผิดปกติในร่างกายไปชั่วขณะ
"ข้าไม่กลัว!"
เขาตวาดลั่น ก่อนจะพยายามยกขาข้างหนึ่งขึ้นเพื่อก้าวไปข้างหน้า
แต่แล้ว
"อึก!!"
ทันทีที่ขยับเท้า ความรู้สึกอันเลวร้ายก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
เขาตัวแข็งทื่อ ท้องไส้เหมือนถูกบิดด้วยมือั์ ลำไส้หมุนวนราวกับพายุโหมกลางสมุทร
‘ไม่นะ... ไม่ได้นะ!’
นักรบร่างั์ร่ำร้องกับตนเอง
"อึก!..."
ร่างกายแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าเริ่มเหยเกเหมือนต้องกลืนยาพิษ
เขารู้แล้ว
นี่ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่มันคือ "พิษ"
เขาถูกเล่นงานเข้าให้แล้ว!
"เป็อะไรไปหรือท่านหู่ป๋าย? ..."
หลี่เฟยเทียนยกยิ้มพลางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"...หรือท่านจะขอถอนตัวจากการประลอง?"
บรรยากาศในลานเงียบกริบ
แม้แต่แม่ทัพเหยาเองยังแอบเหลือบมององค์ชายเก้าด้วยความประหลาดใจ
องค์หญิงแคว้นฉู่กำมือแน่น แววตาเริ่มเต็มไปด้วยความสงสัย
"...นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ภายใต้แสงแดดเจิดจ้ากลางลานประลอง เสียงฮือฮาของผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับนักรบผู้เกรียงไกรอย่าง หู่ป๋าย
เขาพยายามข่มกลั้นทุกสิ่งในร่างกายด้วยพลังใจทั้งหมดที่มี แต่ความรู้สึกปั่นป่วนในท้องกลับทวีความรุนแรงขึ้นราวกับพายุที่ไม่มีวันสงบ
"อ๊ะ... เห็นหรือไม่?"
"ดูนั่น! บั้นท้ายของหู่ป๋าย!"
ก่อนที่นักรบใหญ่แห่งแคว้นฉู่จะทันตั้งตัว เสียงร้องอุทานของเหล่าผู้ชมก็ดังกระหึ่มไปทั่วพื้นที่
"โอ๊ย! กลิ่นนี่มัน—!!"
ทันใดนั้นเอง—
พรูดดด!!
"อ๊ากกก!!"
บางสิ่งทะลักออกมาจากร่างของหู่ป๋ายอย่างไม่อาจยับยั้งได้ กางเกงสีเข้มของเขาเปียกชุ่มเป็วงกว้าง ของเหลวสีน้ำตาลเข้มไหลพุ่งออกมาทางปลายขากางเกง ร่วงลงสู่ลานประลองอย่างไร้ความปรานี
กลิ่นเหม็นอันรุนแรงราวกับซากศพที่เน่าเปื่อยลอยฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ เหล่าขุนนางที่อยู่ใกล้รีบยกแขนขึ้นปิดจมูกด้วยสีหน้าขยะแขยง หลายคนถึงกับหันหน้าหนี บางคนทนไม่ไหวอาเจียนออกมาต่อหน้าต่อตา
"ตะ... ตายแล้ว!"
"เขาขี้แตกจริง ๆ! หู่ป๋ายกลัวจนขี้แตก อุจจาระราดแล้ว"
"ขี้แตก!!"
"หู่ป๋ายกลัวจนขี้ราด!"
"นักรบแคว้นฉู่ถึงกับอุจจาระราดกลางเวที!!"
เสียงหัวเราะปนเสียงอุทานดังระงมไปทั่วสนามประลอง บ้างตะลึงงัน บ้างร้องออกมาอย่างเหลือเชื่อ
ความอับอายที่ไม่อาจลบเลือนได้ถูกประทับลงบนประวัติศาสตร์ของเวทีประลองนี้เรียบร้อยแล้ว!
แม่ทัพเหยาหลี่จวินที่ยืนประจันหน้าอยู่ยังต้องถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาเคยเห็นศัตรูถูกแทงตายในสนามรบ เคยเห็นนักรบสูญเสียแขนขา แต่ไม่เคยเห็นใครขี้แตกคาสนามต่อสู้มาก่อน!
"หู่ป๋าย... ท่าน..."
เขาอ้าปากจะพูด แต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ ได้แต่กลั้นลมหายใจ
ขณะที่กลางเวที นักรบแคว้นฉู่ที่ขึ้นชื่อเื่พละกำลังอันมหาศาล บัดนี้กลับยืนตัวสั่นเทิ้ม ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับถูกตราหน้าว่าเป็สุนัขขี้เรื้อน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความอับอาย ร่างกายแข็งค้าง แม้แต่ขวานเล่มใหญ่ในมือยังเผลอปล่อยร่วงลงสู่พื้นโดยไม่รู้ตัว
องค์หญิง ฉู่ซิ่วอิง ที่นั่งชมอยู่แทบลุกขึ้นยืนอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
"บ้าจริง!"
นางกัดฟันกรอด ใบหน้าซีดเผือด นางอาจเตรียมรับมือกับความพ่ายแพ้ แต่ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเป็ความพ่ายแพ้ที่ เลวร้าย ถึงเพียงนี้!
นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ดวงตาสั่นระริกด้วยอารมณ์ที่สับสนระหว่าง โกรธ อับอาย และหมดหวัง
"นี่มัน... เป็ไปได้อย่างไร?"
"หู่ป๋าย! เ้าทำอะไรของเ้า!?"
นางะโออกไปสุดเสียง
แต่หู่ป๋ายไม่สามารถตอบอะไรกลับไปได้...
เขารู้ดีว่านี่คือความอัปยศที่ไม่อาจลบล้างไปตลอดชีวิต!
หลี่เฟยเทียน หรือ ฉีตงหยาง มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตาของเขาฉายแววขบขันปะปนไปกับความเย้ยหยัน
เขายกไหสุราขึ้นจิบอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะเปรยเสียงเรียบแต่คมกริบ
"โอ้... หู่ป๋าย ข้าก็นึกว่าเ้าเป็เสือดุในสนามรบเสียอีก ที่แท้... เป็เพียงแมวขี้ขลาดตัวหนึ่งเท่านั้นเอง อา... ข้าช่างรู้สึกสงสารเหลือเกิน"
เขายืนกอดอก จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
"ไม่คิดเลยว่า... นักรบผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉู่จะเกรงกลัวต่อบารมีของแม่ทัพเฒ่าเหยาหลี่จวินจนถึงขั้นนี้"
เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทุกคำพูดของเขากลับเหมือนดาบแหลมที่ทิ่มแทงศักดิ์ศรีของแคว้นฉู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"พ่ายแพ้ยังไม่น่าอับอายเท่าไร.."
เขากล่าวต่อ
"...แต่ข้ากลับไม่เคยได้ยินเื่ราวของนักรบผู้ใดที่แพ้แล้วถึงกับถ่ายหนักกลางสนามประลองมาก่อนเลย"
ผู้ชมที่ได้ยินถึงกับหลุดเสียงหัวเราะ บ้างพยายามกลั้นไว้แต่สุดท้ายก็ปล่อยเสียงขบขันออกมา
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
เสียงหัวเราะดังระงม บางคนหัวเราะจนน้ำตาไหล บ้างทุบโต๊ะไปพลางสะอึกสะอื้นไปพลาง
แม้แต่แม่ทัพเหยาเองยังต้องใช้มือปิดปากไว้ แต่ไหล่ของเขากลับสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด
เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็ระลอก องค์หญิงฉู่กำหมัดแน่นยิ่งขึ้น จ้องมององค์ชายเก้าด้วยความโกรธแค้น
"เ้าวางแผนใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรกันแน่ ฉีตงหยาง!!"
ขาหันมามองนางแว่บหนึ่ง รอยยิ้มของเขาลึกขึ้น ก่อนจะพูดช้า ๆ
"ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย…"
เขาเว้น่เล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
"...แต่บางที เ้าน่าจะไปถามพ่อครัวของแคว้นฉู่ที่รับผิดชอบอาหารของหู่ป๋ายดูนะ โอ…ช่างน่าสงสารจริง เห็นทีพ่อครัวกองทัพแคว้นฉู่จะสิ้นแน่แล้ว"
ฉู่ซิ่วอิงเบิกตากว้าง นางพยายามควบคุมอารมณ์ตนเอง แต่เมื่อหันไปมองสภาพของนักรบคนสำคัญของแคว้นฉู่ ที่นั่งทรุดตัวอยู่กับพื้น ส่งกลิ่นน่าเวทนาไปทั่วลาน ความสิ้นหวังได้กลืนกินความคิดของนางทั้งหมด
"พอได้แล้ว!"
เสียงขององค์หญิงฉู่ซิ่วอิงแผดดังขึ้น นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
"การประลองบู๊ครั้งนี้... แคว้นฉีย่อมเป็ฝ่ายชนะ"
นางกล่าวออกมาอย่างข่มกลั้น ความโกรธและความอับอายปะปนอยู่ในน้ำเสียง
ฉีตงหยางแสร้งทำเป็ยิ้มเจื่อน ๆ
"ขออภัยด้วยที่ทำให้พวกท่านลำบากใจ"
"...!"
ศึกประลองบู๊ที่ทุกคนรอคอย จบลงโดยที่ยังไม่มีการฟาดฟันกันแม้แต่กระบวนท่าเดียว
และแคว้นฉู่—
พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง!
โปรดติดตามตอนต่อไป