จังฮูหยินก้มลงมองสีหน้าของบุตรสาวที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความสุขสมคงจริงอย่างที่มีคนกล่าวไว้....เมื่อรู้ทุกข์จึงจะรู้สุข....เมื่อวานนางคิดว่าตนเองต้องสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไปหัวใจราวถูกควักออกมาบีบจนแทบจะหายใจไม่ออกทว่าวันนี้ราวกับได้ของมีค่าที่สุดในโลกมนุษย์
ร่างกายของหลานเอ๋อร์นับั้แ่ตกลงไปในแม่น้ำยามฤดูหนาวปีที่นางอายุแปดขวบเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะเป็ต้นมาจากเด็กหญิงร่าเริงและซุกซนกลับไม่อาจออกจากห้องไปเที่ยวเล่นตามใจได้อีกนางได้แต่มองความหงอยเหงาของบุตรสาวด้วยดวงใจทุกข์ตรมเงินทองที่มีไม่มากนักถูกเอามาใช้เป็ค่ารักษาไปจนหมดสิ้นจังฮูหยินเ็ปใจที่ไม่อาจพาบุตรสาวมารักษากับหมอในเมืองหลวงได้ มีเพียงท่านหมอฉินในอำเภอเฉินที่แม้จะมิได้มีวิชาแพทย์สูงส่งแต่กลับมีเมตตายิ่งใหญ่คอยหยิบยื่นยาสมุนไพรเพื่อพยุงอาการให้มิได้ขาดทำให้หลานเอ๋อร์ยังคงมีชีวิตสืบต่อมาได้
ก่อนหน้านี้หลานเอ๋อร์เคยฝากตัวเป็ศิษย์ของอาจารย์เหยียนร่ำเรียนวิชาอยู่ในเรือนของนายอำเภอเฉินร่วมกับบุตรหลานผู้มีอันจะกินทว่าหลังจากอุบัติเหตุครานั้น หลานเอ๋อร์ก็จำต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนมิได้ย่างเท้าออกไปที่ใดอีกห้าปีของความเจ็บป่วย เด็กหญิงทำได้เพียงนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องนอนเพราะร่างกายนางอ่อนแอเกินจะโดนอากาศที่แปรปรวนภายนอกได้โดยไม่บอบช้ำอาศัยว่าจังฮูหยินเป็ผู้อ่านออกเขียนได้จึงสอนบุตรสาวจนนางเขียนอ่านได้คล่องเวลาส่วนใหญ่ของหลานเอ๋อร์จึงหมดไปกับการอ่านหนังสือที่อาจารย์เหยียนนำมาให้หยิบยืม
“หิวน้ำ...”เสียงแ่เบาแหบแห้งนั้นทำให้จังฮูหยินยิ้มกว้าง
“หลานเอ๋อร์เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” ฮูหยินลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่
“ข้าหิวน้ำ”
จังฮูหยินรีบรินน้ำชาใส่จอกเล็กๆจ่อที่ริมฝีปากของชิงหลานทันที สองวันแล้วที่บุตรสาวของนางดื่มได้เพียงน้ำกับน้ำข้าวไม่ว่าจะกินอาหารใดเข้าไปหลานเอ๋อร์ล้วนอาเจียนออกมาจนหมดยามนี้จังฮูหยินปล่อยให้เสี่ยวลิ่งไปกินข้าวอาบน้ำเสียก่อนแล้วค่อยมาผลัดเวรยามกันดูแลหลานเอ๋อร์
“ข้าอยากกินข้าวกับหมูผัด”หลังจากดื่มน้ำไปสามจอก หลานเอ๋อร์ก็เอ่ยออกมาจังฮูหยินได้ยินเช่นนั้นก็รีบละล่ำละลักรับปาก
“เ้ารอแม่สักครู่เดี๋ยวแม่ไปสั่งที่โรงเตี๊ยมข้างๆ ให้เ้า”
เมื่อสตรีผู้นั้นออกจากห้องที่พักคนป่วยไปเผยมู่ซีจึงมองไปรอบๆ นับั้แ่ ลืมตาขึ้นมานางก็เห็นใบหน้างดงามนั้นเฝ้ามองด้วยความห่วงใยครั้นยกมือสองข้างขึ้นดูมือของนางกลายเป็มือของเด็กหญิงที่อายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่น นางจึงลุกขึ้นนั่งมองซ้ายมองขวา ในห้องนี้ไม่มีกระจกให้นางส่องดูใบหน้าเผยมู่ซีจึงสะบัดผ้าห่มออกมองดูขาของตน
‘ข้ามีขาและเท้า....ไม่ใช่ดวงิญญาอีกต่อไปแล้ว’
เมื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้นางจะจำได้ว่าตนเองถูกแสงสีทองของผ้ายันต์ในมือเด็กหญิงดูดเข้าไป
...นี่นางเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงผู้นั้นเสียแล้ว....
เผยมู่ซีคิดถึงนิยายที่นางเคยฝากบ่าวรับใช้ซื้อมาจากตรอกคนโฉดคุณชายท้ายตรอกเคยเขียนเื่หนึ่งที่เกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดนางอ่านแล้วนึกสงสัยว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่? บัดนี้นางตายไปแล้วจริงๆแต่ิญญากลับมิได้ไปเกิดใหม่อย่างที่คุณชายท้ายตรอกกล่าวไว้แต่กลับมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงผู้หนึ่ง...มิรู้ว่าเช่นนี้เรียกเกิดใหม่หรือไม่?แต่หากจะนับจริงๆ นี่ก็คือชาติที่สองของนาง
ร่างกายของหลานเอ๋อร์ผู้นี้ผอมบางนักเรี่ยวแรงที่นางอยากจะใช้ให้ได้ดั่งใจก็ไม่มีเห็นทีนางคงต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกพักใหญ่สตรีที่เรียกตนเองว่าแม่ผู้นั้นดูแล้วใจดีมีเมตตาเผยมู่ซีคิดว่าคงจะอยู่กับท่านแม่ใหม่ผู้นี้ได้อย่างมีความสุข
“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเ้าคะ?์ช่างเมตตาเสียจริง!”หญิงรับใช้ที่นางเห็นบนรถม้ากรากมาจับแขนอยู่ข้างเตียง
เผยมู่ซีได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบกลับไป นางยังไม่รู้สาวใช้ผู้นี้มีชื่อใด?ได้แต่รอให้พวกเขาเรียกชื่อกันและกันก่อน บทบาทคนป่วยก็เล่นมิได้ยากสักเท่าใด?ตอนที่นางอยู่จวนสกุลเผยก็เสแสร้งอยู่บ่อยๆ นางจึงทำท่าอ่อนแรงยกมือขึ้นเกาะแขนสาวใช้เอาไว้
“คุณหนูเหนื่อยหรือเ้าคะ?นอนลงพักผ่อนก่อนเถิด ท่านไม่ได้กินอาหารตั้งสองวันก็คงจะไร้เรี่ยวแรง”เสี่ยวลิ่งประคองคุณหนูผู้บอบบางแทบจะเห็นกระดูกลงนอนสายตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความรักและเวทนาจนเผยมู่ซีรู้สึกได้
‘ร่างเดิมของข้าแหลกเหลวไปแล้วเห็นทีคงต้องอาศัยร่างนี้อยู่อีกนานเลยเทียวหรือไม่ก็อาจจะกลายเป็เด็กคนนี้ไปเลย’
ครั้นนอนลงเผยมู่ซีก็หลับตาลองพิจารณาดูว่าในร่างกายนี้มีิญญาอื่นอยู่อีกหรือไม่?ิญญาของหลานเอ๋อร์หายไปที่ใด? หรือว่าจะหายไปเหมือนหยวนจุนที่นางไม่มีโอกาสได้ทักทาย?เมื่อนางนอนนิ่งๆ ความทรงจำของหลานเอ๋อร์ก็ค่อยๆ หลั่งไหลให้นางได้รับรู้
.....ความสุข ความทุกข์ ความรักความชัง ความปรารถนาและความห่วงใย เผยมู่ซีไม่รู้ตัวว่าน้ำตาของตนไหลออกมาเป็สายนางเคยคิดว่าชีวิตตนเองในตระกูลเผยน่าสงสารนัก...แท้จริงยังมีชีวิตของหลานเอ๋อร์ที่น่าสงสารยิ่งกว่า!
พลันเผยมู่ซีรู้สึกว่าตนเองนึกอยากจะใช้ชีวิตในร่างของหลานเอ๋อร์ผู้นี้ให้ดีและทำให้ชีวิตของจังฮูหยินและเสี่ยวลิ่งสาวใช้ผู้แสนดีสุขสบายยิ่งกว่าเดิม
“หลานเอ๋อร์หลับไปแล้วหรือ?”จังฮูหยินหิ้วเอาปิ่นโตไม้เข้ามาในห้อง
เสี่ยวลิ่งที่ซับน้ำตาให้คุณหนูด้วยความเป็ห่วงหันไปมองผู้เป็นายแล้วพลางส่ายหน้าจังฮูหยินถลาเข้าไปวางปิ่นโตไม้ลงกับพื้น
“หลานเอ๋อร์เ้าเจ็บที่ใด? บอกแม่เร็วเข้า!”
เผยมู่ซีลืมตาขึ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยความเห็นใจความทรงจำของ หลานเอ๋อร์ในตัวนางทำให้เผยมู่ซีรู้จักคนรอบตัวหลานเอ๋อร์ไปโดยปริยายจังฮูหยินกับบุตรสาวถูกขับไล่ให้ออกมาอยู่เรือนเดิมของสกุลชิงที่อำเภอเฉินเรือนแห่งนั้นเก่าแก่และทรุดโทรมยิ่ง เสื้อผ้าอาหารและเครื่องนอนล้วนไม่สมบูรณ์อย่างที่ควร อาศัยปักชุนซ่อมแซมของเก่าใช้งานกระทั่งเถ้าแก่เนี้ยสกุลจางให้ความช่วยเหลือว่าจ้างจังฮูหยินปักผ้าสลับสีที่นางเคยได้รับการถ่ายทอดจากตระกูลจังจึงทำให้ความเป็อยู่ของทั้งสามคนดีขึ้น
เดิมทีจวนเก่าสกุลชิงมีผู้ดูแลสามคนแต่หลังจากให้สามคนแม่ลูกมาอยู่ที่นี่ก็เหลือผู้ดูแลไว้เพียงคนเดียวยังดีที่บ่าวผู้นั้นมีใจเมตตาคอยช่วยเหลือตัดฟืนทำถ่านมาให้ใช้เสี่ยวลิ่งจึงไม่ลำบากมากนัก
“ข้าไม่เจ็บหรอก...ท่าน...แม่...”เผยมู่ซีเรียกออกมาอย่างยากเย็น จู่ๆนางก็ต้องมาเรียกหญิงแปลกนางด้วยสรรพนามเช่นนี้ก็อดจะกระดากมิได้
...แต่ยังดีกว่าตอนเป็เผยมู่ซีที่ได้เคารพเพียงป้ายิญญาของมารดา...
จังฮูหยินรีบหยิบเอาชามข้าวและชามหมูผัดออกมาจากปิ่นโตไม้
“แม่เอาข้าวกับหมูผัดมาให้เ้าแล้ว!”
ั้แ่เมื่อวานเผยมู่ซีเองข้าวสักเม็ดก็ไม่ตกถึงท้องครั้นได้กลิ่นข้าวหอมกรุ่นมีไอร้อนลอยวนพร้อมทั้งกลิ่นหมูผัดอันเย้ายวนก็อดจะกลืนน้ำลายดังเอื๊อกมิได้!
“หอมจริง! ข้าจะกินให้หมดเลยเ้าค่ะ” จังฮูหยินกำลังจะตักป้อนนางแต่บุตรสาวกลับลุกขึ้นนั่ง“ท่านแม่ข้าอยากกินเอง”
“เ้าไหวหรือ?หลานเอ๋อร์”
“ให้เสี่ยวลิ่งช่วยถือชามหมูผัดให้ข้าก็พอเ้าค่ะ”เมื่อเห็นว่าร่างกายนี้ไม่อาจขยับลงจากเตียงได้อย่างที่คิด เผยมู่ซีจึงเปลี่ยนวิธี
เสี่ยวลิ่งรีบกุลีกุจอเข้ามานั่งใกล้ฉวยเอาชามหมูผัดจากจังฮูหยินไปถือไว้เสียเอง“ฮูหยินไปพักเถิดเ้าค่ะ ให้ข้าถือช่วยคุณหนูดีกว่าท่านยังไม่ได้พักผ่อนั้แ่เมื่อคืนคงจะเพลียแย่”
จังฮูหยินพยักหน้าแล้วฝากให้เสี่ยวลิ่งดูแลส่วนนางก็ออกไปยังห้องพักในโรงเตี๊ยมที่เปิดเอาไว้เป็นอนพักผ่อนและอาบน้ำ
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงข้ามีเสี่ยวลิ่งคอยดูแลก็พอแล้วหากท่านแม่ยังไม่ยอมกินยอมนอนอีกล่ะก็พวกเราอาจจะต้องอยู่เฝ้าท่านล้มป่วยที่นี่ต่อนะเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นจังฮูหยินก็ยิ้มน้อยๆ“เ้าอาการดีแล้วจริงๆ จึงได้กล้าเย้าแม่ เช่นนั้นแม่ขอไปอาบน้ำนอนพักสักหน่อย”
เสี่ยวลิ่งได้แต่มองคุณหนูของตนกินอย่างเอร็ดอร่อยจนตาค้างข้าวถ้วยแรกหมดแล้วคุณหนูก็ยังอยากจะขออีกถ้วย สาวใช้จึงออกไปสั่งข้าวมาเพิ่มให้
“เห็นคุณหนูกินได้เยอะเช่นนี้อีกไม่นานก็คงจะได้ออกไปวิ่งเล่นนอกเรือนแล้วเ้าค่ะ”
***************************

