บทที่ 3
คำสรรเสริญ
จิ้งเส้าหวงแค่นเสียงหัวเราะ แววตายามมองนางมีความเหยียดหยามโดยไม่ปิดบัง สะบัดหน้าไปอีกทางดังไม่้ามองให้เสียสายตา
“ออกไป”
“เช่นนั้นซิ่งหลิงไม่กล้าอยู่รบกวน ขอคุณชายเดินทางโดยปลอดภัยเ้าค่ะ” ซิ่งหลิงยอบกายลงอีกครา เดินออกไปทางประตูโดยมีผู่เอ๋อร์ประคองอย่างใกล้ชิด
มีหรือจะชมชอบยามเห็นผู้อื่นแสดงความละโมบออกมาอย่างชัดเจน นางจงใจให้เขาเห็นต่างหาก คนเช่นเขามองดูก็รู้แล้วว่าร่ำรวย ทั้งยังเป็คนต่างถิ่นที่นานๆ ครั้งจะแวะเวียนมาแถวนี้
สำหรับซิ่งหลิงแล้วบุรุษที่นางหลอกล่อใช้มารยาด้วยต้องมิใช่ผู้ที่เทียวไปเทียวมา เป็สุภาพบุรุษหรือมีท่าทีสูงส่งราวเทพเซียน แต่ต้องเป็บุรุษเสเพลเ้าสำราญ เชี่ยวชาญเลื่องลือในหมู่อิสตรี ต้องเป็ที่รู้จักในกลุ่มคนที่หาความสำราญกับเหล่าคณิกาจึงจะเข้าตา
ชื่อเสียงนั้นสำคัญ หากอยากให้ตนเองเป็ที่รู้จัก สิ่งที่แพร่ออกไปได้รวดเร็วและไกลที่สุดคือลมปากของคน โดยเฉพาะบุรุษปากมากหลงตนเอง ชอบโอ้อวดว่าเมื่อคืนนอนกับคณิกานางใด ลีลาและชั้นเชิงของนางดีอย่างไรและฝีมือของตนเองร้ายกาจเท่าใด
นี่จึงจะเป็เป้าหมายที่ซิ่งหลิง้า บุรุษมักมีความมั่นใจในตนเอง มีความอยากรู้อยากเห็นไม่ต่างจากสตรี หากชื่อของนางถูกนำออกไปพูดต่อสักสองสามครั้งถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะที่ซิ่งหลิงเดินออกไปพร้อมกับผู่เอ๋อร์ ชายสองคนพลันสวนผ่านพวกนางเข้าไปด้านใน
ชุนจี้และเซี่ยจี้ผู้ติดตามของจิ้งเส้าหวงรีบเดินเข้าไปในเรือน ประสานหมัดค้อมเอวลงกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดแฝงด้วยความกังวลใจ
“คุณชายเมื่อคืนฝนตกหนักทำให้น้ำขึ้นสูง เส้นทางสายหลักหน้าเมืองถูกกระแสน้ำตัดขาด ไม่อาจใช้เส้นทางเดิมได้แล้วขอรับ” ชุนจี้ลอบมองสีหน้าของผู้เป็นายอย่างระมัดระวัง
จิ้งเส้าหวงรู้ดีว่าเมื่อคืนฝนตกหนักดุจฟ้าพิโรธ ทั้งลมทั้งฝนโหมกระหน่ำจนเขาเองก็ยังเกรงว่าลมพายุจะพัดหลังคาเรือนให้ปลิว คนในเรือนพักไหนเลยจะข่มตานอนหลับอย่างสบายใจ แม้แต่ตนเองก็ยังนอนไม่หลับ ในเรือนพักแห่งนี้คงมีแต่สตรีที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับเขาเท่านั้นที่หลับได้อย่างสบายใจไร้กังวล
ฝนตกหนักของที่นำมาจากเมืองหลวงส่วนใหญ่ล้วนเป็ธัญพืชตากแห้งและของแห้งต่างๆ โดนความเปียกชื้นย่อมต้องเสียหาย ทั้งมีข้าวที่เพิ่งเก็บจากที่นารอการจดบันทึกเก็บในคลังตระกูลจิ้ง จิ้งเส้าหวงยิ่งคิดก็ยิ่งเวียนหัวใบหน้าดำคล้ำเคร่งเครียด
“รอน้ำลดแล้วค่อยเดินทางดีหรือไม่ขอรับคุณชาย” เซี่ยจี้เสนอขึ้น เส้นทางสายหลักเดินทางเป็เส้นตรงรวดเร็วและง่ายดายที่สุด แต่เมื่อเส้นถนนถูกกระแสน้ำตัดขาดมีสองทางคือการอ้อมไปหรือรอกระแสน้ำลด ซึ่งการเดินทางอ้อมูเาไปก็ใช้เวลาเดินทางนานพอๆ กับการรอให้น้ำลด
“ไม่” จิ้งเส้าหวงส่ายหัว มองไปนอกหน้าต่างยังคงเห็นเม็ดฝนโปรยปราย สมองครุ่นคิดถึงผลดีและผลเสียอย่างรวดเร็ว ถามพลางเคาะปลายนิ้วลงบนพนักวางแขน
“ของในเกวียนที่นำติดมาเสียหายไปเท่าใด”
“สี่ส่วนขอรับคุณชาย”
จิ้งเส้าหวงถอนหายใจยาว จวบจนไตร่ตรองดีแล้วจึงสั่งการออกไป
“ทิ้งของไว้ที่นี่ พวกเราจะเดินทางไปแดนเหนือก่อน น้ำลดเมื่อใดค่อยให้คนนำของตามไป”
ชุนจี้และเซี่ยจี้ได้ยินแล้วก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขันเห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จิ้งเส้าหวงคิดอีกครู่หนึ่งจึงรีบสั่งการอีกครา
“พวกเ้าสองคนรีบเก็บของสำคัญ แจ้งพ่อบ้านให้รักษาของในเกวียนให้ดี ข้าชำระกายเสร็จเมื่อใดออกเดินทางทันที”
“ขอรับ!”
แม้เวลาล่วงเลยผ่านไปแต่สายฝนก็ยังไม่หยุด โปรยปรายต่อเนื่องเป็ละอองฝอยเล็กๆ ซิ่งหลิงยังคงอยู่หน้าเรือนพัก ชะเง้อคอมองอาเตาที่กำลังวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามา
“แม่นางซิ่งหลิงได้อีกคันแล้วขอรับ!”
“มานี่เร็ว!” ซิ่งหลิงเรียกเสียงดัง กวักมือเรียกอาเตาให้ขยับเข้าใกล้
อาเตาเป็บ่าวชายที่ติดตามนาง เขาอายุราวสิบสี่สิบห้า ในชาติก่อนอายุเท่านี้ถือว่าเป็เด็กชายคนหนึ่ง แต่ในยุคนี้ไม่ว่าหญิงหรือชายล้วนถูกบีบให้เติบโต อาเตาจึงนับว่าเป็ชายหนุ่มคนหนึ่งแล้ว แม้คนรอบข้างพูดเช่นนั้นแต่ในสายตานางอาเตาก็โตกว่าน้องชายนางไม่กี่ปี
เขาเข้ามาใกล้ซิ่งหลิงก็ถอยไปอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับผู่เอ๋อร์ ส่งร่มกระดาษเคลือบน้ำมันในมือตนเองให้อาเตา ชิงพูดขึ้นก่อนที่เขาจะได้พูด
“ข้ารู้ว่าเ้าคิดอะไรอยู่ ไม่ว่าเปียกมากหรือน้อยก็เปียกเหมือนกัน แต่ในระหว่างรอรถม้าเปียกน้อยย่อมดีกว่าเปียกมากไม่ใช่หรือ”
อาเตาเห็นท่าทางขึงขังของซิ่งหลิงก็ก้มหน้างุด รับร่มกางออกอย่างเหนียมอายถอยไปยืนอยู่ด้านหลังนางเงียบๆ เหลือบตามองสตรีร่างบางด้วยแววตาเลื่อมใสและเคารพสุดหัวใจ
ไม่นานนักรถม้าคันเล็กคันหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนมาใกล้จนหยุดลงตรงหน้าซิ่งหลิง
“แม่นางท่าน้าไปที่ใด”
“ข้าจะไปเมืองว่านใกล้ๆ นี่เอง”
สารถีได้ยินแล้วก็เผยสีหน้าปั้นยาก ตอบนางด้วยความลำบากใจ “ไม่รู้ว่าแม่นางทราบเื่หรือไม่ เมื่อคืนฝนตกหนักจนทำให้น้ำล้นตลิ่งตัดขาดถนนเส้นหน้าหมู่บ้าน หากแม่นางจะไปเมืองว่านข้าคิดว่ารอให้น้ำลดคงดีกว่าการอ้อมูเา...”
“พี่ชาย ถนนเส้นนี้ข้าคุ้นเคยชำนาญเส้นทาง ไม่ต้องรออ้อมูเาไปถึงเมืองชุ่นสีแล้วค่อยวกกลับขึ้นมายังเมืองว่าน แต่บนเขามีเส้นทางหนึ่งที่...”
“แม่นางเื่เส้นทางนี้เป็เหล่าสารถีที่คุ้นเคย หากข้าบอกว่าซ้ายท่านจะไปขวาได้อย่างไร เกิดหลงขึ้นมาก็เป็เรือนรถม้าของพวกเราที่ต้องแบกรับความเสียหายและชื่อเสียงที่เสื่อมเสีย”
สารถีส่ายหัวไม่ยินยอม มองสตรีหน้าตางดงามด้วยแววตาคลางแคลงไม่เชื่อถือ สตรีจะมารู้เื่ทิศทางได้อย่างไร!
“พี่ชาย หากไปตามที่ข้าบอก เดินทางด้วยความเร็วสูงสุดข้ารับรองเพียงครึ่งวันก็ถึงแล้ว ทั้งยังส่งข้าที่หน้าเมืองว่านได้พอดิบพอดี”
“แม่นางเ้านี่อย่างไรกัน ไยถึงไม่เชื่อข้าที่เป็คนขับเล่า! หากไม่ใช่เส้นทางที่อ้อมูเาข้าก็ไม่ไป!”
ซิ่งหลิงได้ยินเช่นนี้หัวคิ้วขมวดแน่น สะบัดหน้าไปอีกทางการนิ่งเงียบของนางคือการปฏิเสธอย่างเด่นชัด สารถีเห็นเช่นนี้ก็แค่นเสียงออกจากในลำคอ สะบัดบังเหียนเคลื่อนตัวออกไป ไม่รู้ว่าใช่จงใจหรือไม่ยามที่ล้อรถม้าหมุนเคลื่อนทำให้น้ำสกปรกบนถนนสาดกระเซ็นโดนกระโปรงตัวยาวของนาง
“เ้าคนถ่อย! เ้าเป็สารถีหรือเป็คนสารเลวกันแน่!”
ซิ่งหลิงที่อดทนอดกลั้น ฝืนเก็บความอึดอัดใจผิดหวังมาหลายรอบทนไม่ไหวอีกต่อไป ะโด่าทันที จริงอยู่ว่าออกจากบ้านตอนฝนตกชายกระโปรงย่อมต้องเปียกเป็ธรรมดา แต่ระหว่างอุบัติเหตุโดยไม่ตั้งใจกับการจงใจหาเื่นี้ต่างกัน!
“แม่นางซิ่งหลิงใจเย็นๆ เถิดเ้าค่ะ”
“แม่นางซิ่งหลิงช่างเขาเถอะขอรับ ข้าจะไปเรียกรถม้าให้ท่านอีก”
อาเตาได้ยินซิ่งหลิงก่นด่าออกมาพลันโล่งใจ เมื่อครู่เห็นนางอดทนอดกลั้นจนหน้าเขียว แม่นางของพวกเราเป็เช่นนี้ล้วนถูกต้องดีแล้ว นางใช่คนที่ได้รับความอยุติธรรมแล้วจะเก็บเงียบกล้ำกลืนไว้กับตัวเองเสียเมื่อไหร่...