อุทัยฝึกซ้อมอย่างหนัก กลางวันฝึกกระบวนมวยกับเมฆา กลางคืนฝึกบำเพ็ญจิตเดินลมปราณ บุพอสูรกับเมฆาก็ร่ำสุรากันอย่างละมุน สุราหลายสิบไหกลับไม่เพียงพอสำหรับพยาธิในลำไส้ของพวกมัน
จากการเคี่ยวกรำฝึกสอนจากเมฆา อุทัยเ็ปเนื้อตัวดังกระดูกแทบแตกสลาย เกิดรอยฟกช้ำตามร่างกายมากมายนับไม่ถ้วน แต่หลังจากการฝึกญาณสมาธิเดินลมปราณพอลืมตาตื่นมาก็พบร่างกายได้รับการซ่อมแซมสมบูรณ์ดังเดิม และยังแข็งแกร่งกว่าเดิมนับสิบเท่า
วันนี้เมฆาสอนเชิงมวยแก่อุทัยั้แ่เช้าตรู่ ทั้งเคลื่อนที่รุกถอย โจมตีตอบโต้ ตั้งรับหลบหลีก ป้องปัดเปิดปิด ทุ่มทับจับหัก ทักษะอ่านท่าร่างของคู่ต่อสู้ รวมทั้งสรีระจุดโจมตีบนร่างกายมนุษย์
เมฆาพึงพอใจเป็อย่างยิ่งเนื่องจากอุทัยเข้าใจอย่างปรุโปร่ง ทั้งสิบหกท่าร่างพื้นฐาน
.. อรุณโรจน์เปิดฟ้า จักราผ่าพสุธา ทัดมาลาก้มกราบ สะบัดดาบตัดขุนเขา
.. หอกฟ้าปรามมาร พิฆาตวงศ์ยักษา วายุผ่านเมฆา ภูผาตั้งประจัน
.. ประทับล้มคชสาร ปะาพยัคฆา พสุธาพลิกถล่ม ล้มมหานาวา
.. สะบัดเท้าอาชา ปีกปักษาป้อง ก้องเกราะั วานรเหินพิรุณ
ตกเย็นขณะอุทัยฝึกท่าร่างในดงกล้วย เมฆากล่าวถึงระดับพลังของผู้ฝึกยุทธ์ซึ่งได้แก่
ขอบเขตแรก .. 'กายยุทธ์' เป็การฝึกยุทธ์ หรือศิลปะการต่อสู้เบื้องต้น โดยใช้พละกำลังทางกายเป็พื้นฐาน ผ่านการเคลื่อนไหวเป็กระบวนท่าตามแบบบัญญัติต่างๆ ทั้งยังมีการใช้ศาสตราวุธประกอบร่วมด้วย .. ผู้ฝึกยุทธ์กว่าเก้าในสิบส่วนยังอยู่ในขอบเขตนี้
ขอบเขตที่สอง 'ปราณยุทธ์' คือขอบเขตที่สามารถชักนำพลังปราณ หรือกำลังจากภายในออกมาใช้ต่อสู้ แบ่งระดับขั้นเป็ 'ปฐมปราณ' ‘มัธยะปราณ' 'มหาปราณ' และ ‘อัคระปราณ' .. ผู้ฝึกยุทธ์ที่เหลืออีกหนึ่งในสิบส่วนอยู่ในขอบเขตนี้
“.. อุทัยเ้าก็อยู่ในระดับขั้น ปฐมปราณแล้ว" เมฆากล่าว
"..." อุทัย
อุทัยหารู้ตัวไม่ .. พอลืมตาตื่นขึ้นมา มันก็เข้าสู่ระดับ 'ปฐมปราณ' แล้ว .. ถึงเป็เพียงขั้นเริ่มแรกก็ยังสร้างความยินดีแก่มัน หากเปรียบเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์อื่น อาจใช้เวลาห้าถึงสิบปี บางคนทั้งชีวิตไม่สามารถเป็ปราณยุทธ์ได้
.. สำหรับอุทัยนับว่ารวดเร็วราวเนรมิต .. หากกล่าวอีกอย่าง มันได้รับสูตรโกงพลังยุทธ์แล้ว
เมฆากล่าว “ผู้ฝึกกายยุทธ์ และปฐมปราณ .. จะมีระดับพลังใกล้เคียงกัน .. แต่ปฐมปราณ่ปลายจะเหลื่อมล้ำกว่าเล็กน้อย ..”
ขอบเขตต่อไป ‘ปรมะปราณยุทธ์’ คือขอบเขตปราณขั้นสูง .. สามารถชักนำพลังแห่งธาตุธรรมชาติมาเป็กำลังยุทธ์ของตน ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือภายในยุทธจักร บ้างเป็เ้าสำนักยุทธ์ บ้างเป็ถึงปรมาจารย์ยุทธ์
แบ่งระดับขั้นคือ ‘ปรมะปราณ’ ‘คุรุปราณ’ ‘ราชันปราณ’ และ ‘เทวะปราณ’
“ในขอบเขตถัดไป บุคคลที่บรรลุมีแทบนับนิ้วได้ ล้วนเป็ผู้ที่ถูกบรรจุในทำเนียบยอดยุทธ์แห่งยุคทั้งสิ้น" เมฆากล่าว
ขอบเขต 'จิตต์ยุทธ์’ คือขอบเขตที่ผสานพลังยุทธ์กับจิตญาณ เป็ความลึกล้ำของวิชายุทธ์ ก้าวข้ามการใช้พลังปราณผ่านทางกายหยาบไปสู่พลังแห่งจิต แบ่งระดับขั้นเป็ 'จิตต์พิสุทธิ์’ 'จิตต์ญาณคุรุ’ ‘จิตต์ญาณเทวะ’ และ ‘จิตต์ญาณนิรันดร์’
และขอบเขตยุทธ์ในตำนาน .. ‘เทวะะยุทธ์’ .. ยังประกอบด้วยสี่ระดับย่อยอีก .. กล่าวกันว่าผู้ที่บรรลุพลังระดับนี้จะกลายเป็ะไม่มีวันตาย ทั้งยังมีพลังดุจเทพเ้าองค์หนึ่ง
อุทัยเกาหัวแกรกๆ ยกนิ้วขึ้นมานับ .. “ผู้ใดเป็ต้นคิด .. แบ่งระดับเสียมายมายปานนี้ ..”
เมฆากล่าว “คงใช้ระดับพลังเป็เกณฑ์ .. โดยปกติแต่ละระดับ จะมีพลังยุทธ์แตกต่างกันสิบเท่า”
“สิบเท่า !!!” อุทัยอุทาน .. “เช่นนั้นความแตกต่างของผู้ฝึกยุทธ์ที่ห่างกันสองระดับ .. คือ .. ร้อยเท่า !!!”
เมฆายิ้มกล่าวว่า “ถูกต้อง !!! .. หรืออาจจะมากกว่าร้อยเท่าอีก .. เช่นตอนนี้เ้าอยู่ระดับปฐมปราณขั้นต้น สมมติอนุมานพลังเป็ตัวเลขคือ ‘๑’ .. หากเจอกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับมัธยะปราณ่ปลาย ซึ่งมีพลังมากเป็สิบเท่า นั่นคืออาจพลังสูงสุดที่ ’๙๙’ .. พลังของผู้ฝึกยุทธ์นั้น อาจจะแข็งแกร่งกว่าเ้ามากสุด .. ถึง ๙๙ เท่า ..”
อุทัยแลบลิ้น “และหากเป็ระดับมหาปราณ่ปลาย นั่นคือสามารถมีพลังสูงสุดที่ตัวเลข ’๙๙๙’ ..”
เมฆากล่าว “.. ก็เป็เช่นนั้น .. ๙๙๙ เท่า”
อุทัยครุ่นคิด .. ผู้ที่แข็งแกร่งต่างกันนับร้อยเท่าจะต่อสู้กันเช่นไร
เมฆากล่าว “แต่ .. ใช่ว่าระดับที่ต่างกัน .. จะสู้กันไม่ได้ ..”
ห่ะ .. อุทัยอุทาน “.. มีเื่เช่นนั้น”
เมฆากล่าวต่อ “.. ขึ้นอยู่กับความพิสดารของวิชายุทธ์ .. ผู้ที่มีระดับพลังต่ำกว่า แต่มีวิชายุทธ์อันล้ำเลิศ ประกอบกับกลยุทธ์ที่ใช้ออก .. ก็สามารถเป็ฝ่ายมีชัยได้”
ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. เสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้น .. “กล่าวได้ดีสหายข้า” เสียงบุพอสูรก้องกังวาน บรรยากาศพลันเย็นเยียบอย่างฉับพลัน
"ขอบเขตระดับยุทธ์อันใด สำหรับข้าเป็เพียงลมที่ผายออกเท่านั้น .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ก่อเกิดเส้นสายสีดำนับร้อยกระหวัดรัดรึงรั้งรวมเป็กายาของบุคคลผู้หนึ่ง บุพอสูรปรากฏกายมันหย่อนก้นนั่งบนแคร่หน้าลานฝึกคู่กับเมฆา
อุทัยละการฝึกซ้อมจากดงกล้วยข้างเรือนซึ่งมองดูแล้วไม่เหมือนดงกล้วยอีกต่อไป กลับกลายเป็พื้นที่โล่งพร้อมกองต้นกล้วยล้มระเนระนาดอยู่มากมาย มันเดินมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของทั้งสอง สังเกตบุพอสูรเงียบขรึมจริงจัง
"ผู้บุตรคารวะบิดาอสูร .." อุทัยกล่าวพร้อมก้มกราบ
บุพอสูรยิ้มบางรับการคารวะไว้ เมฆาจึงกล่าวกับศิษย์ผู้เดียวของมันว่า
"ศิษย์แห่งข้า .. ข้าได้ถ่ายทอดพื้นฐานวิชาที่สมควรให้แก่เ้าจนหมดสิ้น นับว่าเ้าสำเร็จในขั้นปฐมของวิชาอรุณโรจน์แล้ว"
"แต่ยังนับว่าเป็เพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ที่สำคัญกว่าคือประสบการณ์ในการต่อสู้จริง การเลือกใช้ท่าร่างแลปรับเปลี่ยนตามไหวพริบโดยฉับพลัน ซึ่งเป็สิ่งที่อาจารย์สอนให้แก่เ้าไม่ได้"
"เ้าจงนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ แลอย่าได้ยึดติดกับสิ่งที่สอนเพียงเท่านั้น จงพัฒนาตามแนวทางของเ้าเอง อีกหนึ่งปีให้หลังเ้าจงมารออาจารย์ที่เรือนน้อยแห่งนี้ ข้าจักสอนเคล็ดวิชาในขั้นสูงต่อไป"
เมฆารู้ดีว่าด้วยศักยภาพของอุทัยสามารถเรียนเคล็ดวิชาขั้นสูงของมันได้ทันที แต่ที่มันให้อุทัยไปหาวิถีของการต่อสู้อีกหนึ่งปีนั้นก็เพื่อให้มันเข้าใจในเคล็ดวิชาพื้นฐานและให้ตกผลึกถึงแก่นแท้ นั้นคือความตั้งใจบ่มเพาะให้ศิษย์ผู้นี้เป็ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งเช่นมันนั่นเอง
อุทัยขยับกายเข้ามากราบแทบเท้าผู้เป็อาจารย์
"ขอรับ .. อาจารย์ .."
เมฆาวางมือบนศีรษะของอุทัยและกล่าวว่า
"เ้าจงยึดมั่นในความดี และจิตใจที่บริสุทธิ์หนา .. ศิษย์ข้า .."
"ศิษย์ผู้โง่เขลาขอยึดมั่นในคำสอนสั่งของอาจารย์ผู้มีพระคุณ .. ขอรับ" อุทัยกล่าวตอบรับ สำนึกบุญคุณอย่างเต็มล้น
ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. เสียงหัวเราะของบุพอสูรกังวานลั่น ".. ความดี ความบริสุทธิ์อันใด .. ไม่ได้ความ .. เ้าต้องแข็งแกร่ง แลเหี้ยมหาญเช่นบิดานี้"
เมฆาหันมายิ้มกับบุพอสูร มันรู้จักนิสัยโผงผางไม่กลัวผู้ใดของอสูรผู้นี้เป็อย่างดี และมันก็เป็ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นจริงๆ
“.. บุตรข้า .. จงอย่ากลัวผู้ใด .. มีมือตีนเท่ากัน ต่อสู้ต่อยตีให้เต็มที่ .. แต่หากสู้ไม่ได้ก็หลบหนี .. ลูกผู้ชาย ยืดได้ หดได้ โว่ยยยย ..”
“.. ข้าจะมอบบางสิ่งแก่เ้า .. เป็เคล็ดวิชาท่าร่างของข้าเอง เอาไว้ใช้ใช้รักษาชีวิตน้อยๆ ของเ้า .. มันเป็สิ่งแรกที่บิดาได้คิดค้นขึ้นั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมา ในจักรพิภพนี้ยังไม่มีผู้ใดฝึกฝนได้ .. ข้าจะถ่ายทอดให้แก่เ้า"
"ไม่สิ .. ไม่ถูกต้อง !!! .. มันอยู่ในจิติญญาเ้าแล้ว .. บิดาจะปลดกุญแจให้ .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
บุพอสูรหลับตาเพ่งไปยังดวงจิตของอุทัย พร้อมปากยังกล่าววาจา
"ท่าร่างที่รวดเร็วต่างๆ อาจมาจากการฝึกฝนธาตุธรรมชาติ วารี วายุ แล วิชชุ .. ซึ่งนับว่าอ่อนด้อยมาก ทว่าท่าร่างของบิดากลับเป็การผสานดึงพลังของ รัศมี มิติ แล กาล .. เข้ามาร่วมกัน !!!"
.. เ้าจงมีความเร็วดุจแสง ทะลุทะลวงว่างเปล่าราวมิมีตัวตน .. และไร้ข้อจำกัดของวันเวลา
แกร็กกกก !!! ในห้วงจิติญญาของอุทัยแว่วเสียงดังลูกกุญแจถูกไขออก ภายในหัวอื้ออึง เคล็ดวิชาและท่าร่างมากมายปรากฏขึ้นจากดวงิญญาส่งผ่านสู่ภายในห้วงจิต
"ฮ่า ฮ่า .. ค่อยๆ ฝึกฝนเถิด .. ทุกสิ่งต้องมีการเรียนรู้" เสียงบุพอสูรดังกังวาน
ระหว่างนั้นอุทัยกลับนิ่งเงียบ มันกำลังพิจารณาเคล็ดวิชาที่ได้สำนึก ช่างเป็สิ่งที่ยากทำความเข้าใจยิ่งนัก
ด้วยปฏิภาณอุทัยมันลองทดสอบโคจรพลังผ่านเส้นลมปราณ 'อสูรา' ภายในกาย ห้วงคำนึงนึกถึงเคล็ดวิชาบทแรกซึ่งว่าด้วยการเดินทางของแสง ละอองทองระยิบที่วิ่งวุ่นภายในเส้นลมปราณสีดำใสสนิทะเิพลังขึ้น
เหตุอัศจรรย์พลันอุบัติ !!!
ภาพอุทัยตรงหน้าไหวกระตุก ปรากฏอุทัยอีกผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าห่างไปด้านหลังสิบก้าว ภาพติดตาเบื้องหน้าจึงค่อยสลายไป
ภาพของอุทัยไหวกระตุกอีกครั้ง ปรากฏอุทัยผู้เดิมกลับมานั่งคุกเข่าเบื้องหน้าตรงจุดเดิม เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วกว่ากะพริบตาครั้งหนึ่งเสียอีก
"..." เมฆา
"ฮ่า ฮ่า เป็บุตรที่ยอดเยี่ยม" บุพอสูรกล่าวชื่นชม
"สุดยอด !!! สุดยอดแทร่ !!! " เมฆาอุทานเสียงดัง มันมิเคยพบเจอท่าร่างที่รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน
อุทัยหน้าตาฉงนมันเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ลูบคลำแขนขาร่างกายของตนเองราวกับกลัวว่าอวัยวะของมันยังเดินทางตามมาไม่ครบ
"ขอบพระคุณ .. บิดาอสูร .." อุทัยกล่าวโพล่งด้วยความดีใจ แต่กลับหอบหายใจถี่หนักและรู้สึกอ่อนล้า เนื่องจากท่าร่างที่ใช้ออกเมื่อครู่ ต้องสิ้นเปลืองพลังจิตเป็อย่างมาก
"ยังอ่อนด้อยนัก หมั่นฝึกฝนเถิด .. ฮ่า ฮ่า" บุพอสูรกล่าว วาจากล่าวเช่นนั้นแต่ภายในกลับชื่นชมถึงพร์ของอุทัย
“ท่าร่างนี้ มีชื่อเรียกหรือไม่" เมฆากล่าวถาม
"มิมี .. ข้ามิเคยเรียกชื่อมัน !!!" บุพอสูรตอบหน้าตาย
"ได้อย่างไร .. เช่นนั้นให้เรียกว่า .. ท่าร่าง 'มายาอสูร' ดีหรือไม่" เมฆานำเสนอ
"มายาอสูร .. ชื่อดี !!! .. ข้าชื่นชอบนัก !!! .. ฮ่า ฮ่า" บุพอสูรกล่าวชมไม่ขาดปาก มันชอบชื่อนี้ยิ่งนัก
พูดคุยถึงตอนนี้บรรยากาศรอบข้างเริ่มมืดสลัวเลือนรางแล้ว โดยมิทันตั้งตัวบุพอสูรลุกขึ้นเดินไปกลางลานโล่ง เมฆาและอุทัยเห็นดังนั้นจึงเดินติดตามมา
ร่างกายใหญ่โตเหี้ยมหาญสูงกว่าห้าศอกพร้อมเขาบนศีรษะตั้งตระหง่าน เปล่งประกายรัศมีมงคลศักดิ์สิทธิ์ดังที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน มันยิ้มบางและกล่าวว่า
"ข้าต้องไปแล้ว !!! สหายข้า .. บุตรแห่งข้า .. จงรักษาตัวเถิด"
เมฆารับรู้อยู่แล้วว่ามันต้องไป เสี้ยวิญญาของบุพอสูรดวงนี้กำลังเดินทางสู่ 'สุญญตา' กลับคืนสู่ดวงิญญาหลัก และจะไปในที่ที่มันไม่รู้จัก
"บิดาอสูร !!!" อุทัยร้องเรียกด้วยความอาลัย มันคุกเข่าคารวะอีกครั้ง
"บุตรแห่งข้า .. นี่คือการจากลาที่น่ายินดี ไม่ต้องเศร้าเสียใจอันใด ข้าจะบรรจุจิตอสูรของข้าเข้าสู่ผลึกก้อนนั้น"
ร่างบุพอสูรแผ่พลังเยียบเย็นสุดไพศาลห่อหุ้มจนโลกล้ามืดมิด กลางหน้าผากเกิดรอยแยกสีแดงเข้มสดสว่างเรืองสุกใส นั้นคือดวงตาที่สามของบุพอสูรกำลังเปิดลืมขึ้น
ในโลกหล้าที่มืดมิดมีเพียงแสงสีแดงขยายตัวออก ภายในปรากฏลูกั์ตาสีแดงเข้มล้ำลึก ก่อเกิดลำแสงสีดำพุ่งออกมา มันวิ่งเข้าสู่ 'ผลึกวัตวสะมาร' ที่อุทัยห้อยคออยู่
ผลึกส่องประกายเจิดจ้า ละอองฝุ่นสีทองภายในวิ่งวนพลุ่งพล่าน ผ่านไปชั่วครู่ตาที่สามจึงถูกปิดลง ทุกอย่างจึงกลับคืนมาดังเดิมอีกครั้ง
'จิตอสูร' คือการจำลองดวงจิตของบุพอสูรและได้ผนึกไว้ใน 'ผลึกวัตวสะมาร' ภายในบรรจุภูมิความรู้อันไพศาลดุจห้วงจักรวาลของบุพอสูรไว้
บุพอสูรจ้องมองอุทัยอย่างลึกล้ำ
"จงทระนงในสายเืแห่งข้า 'วัตวสะมาร' มหาจักรพรรดิอสูร"
อุทัยสบตาส่งพลังจิตอันแรงกล้าพยักหน้าตอบรับอย่างเงียบงัน บุพอสูรจึงหันมากล่าวกับเมฆาว่า
"อย่าลืมเลือนหนาสหายข้า .. จงค้นหา 'สุญญตา' .. ข้ารออยู่ที่นั่น"
เมฆายิ้มตอบพร้อมย่างเข้ามาประสานมือกับบุพอสูร สำหรับมันแล้วหนทางที่บุพอสูรกล่าวถึงช่างเป็สิ่งที่ห่างไกลอย่างยิ่ง .. ห่างไกลจนไม่เห็นหนทางไป
"ข้าจักจดจำไว้ .. ท่านพี่ .." เมฆากล่าวจบจึงสืบเท้าถอยกลับมา
บุพอสูร 'วัตวสะมาร' ยืนหลับตานิ่งเงียบสุขุม ผ่านไปราวสิบลมหายใจร่างกายเปล่งประกายระยิบระยับ ดังมีพลังปะทุจากภายในแผ่รัศมีรอบๆ กาย ลำแสงสีแดงเข้มใสส่องเป็ท่อพุ่งไปสู่ท้องฟ้า ผ่านทะลุชั้นเมฆ พาดออกไปสู่ห้วงจักรวาล
.. วิ๊งงงงงงงงงง .. วิ๊งงงงงงงงงง
มุมปากบุพอสูรยกยิ้ม ภายในดวงิญญาก่อเกิดปีติอย่างที่สุด ทันใดทั่วพื้นดินเกิดพลังปะทุออกโดยรอบ ร่างกายของมันพุ่งทะลวงขึ้นโดยไร้เสียง ไปตามลำแสงสีแดงเข้ม ด้วยระดับความเร็วที่รวดเร็วยิ่งกว่าการเดินทางของแสงอีก
.. บุพอสูรจากไปแล้ว !!!
มันพุ่งทะยานสู่ห้วงจักรวาล ที่ทิ้งไว้คือรัศมีมงคลแห่ง 'สุญญตา' ส่องประกายหลากหลายสีสันละลานตา รัศมีเ่าั้กลับรวมรั้งพุ่งเข้าสู่เมฆาและอุทัย ทั้งสองรับรู้ถึงสิ่งอันเป็มงคลทำการเปิดจิติญญารับเอาไว้
ผ่านไปครู่หนึ่งบรรยากาศรอบเรือนน้อยกลับมาปกติดังเดิม ตอนนี้เป็ยามต้นของค่ำคืนดวงดาวบนท้องฟ้าเริ่มฉายแสงระยับ
เมฆากล่าวกับอุทัย "ข้าเองก็ต้องไปแล้ว .. อีกหนึ่งปี จงมารอข้าที่นี้"
เมฆาหงายฝ่ามือปรากฏบัญญัติมนต์สีทองเข้มกระจ่างเท่าฟองไข่ไก่ลอยขึ้น แสงสีทองอาบย้อมพื้นที่บริเวณลานหน้าเรือนน้อยสว่างสดใส
"แลเ้าจงเก็บสิ่งนี้ไว้ .. มันคือบัญญัติมนต์บรรจุเคล็ดวิชาอรุณโรจน์ขั้นพื้นฐานฉบับเต็ม อาจมีบางส่วนที่อาจารย์ตกหล่นมิได้ถ่ายทอดให้แก่เ้า แลยังมีภูมิความรู้ของอาจารย์บันทึกอยู่ ลองทบทวนศึกษาดูเถิด ..."
อุทัยคุกเข่ารับบัญญัติมนต์เก็บเข้าดวงจิตไว้
เมฆาละสายตาจากอุทัยหันไปด้านข้างพลันขยับมือคราหนึ่ง ดังภาพมายาระนาบมิติตรงหน้ากระเพื่อมไหวดังระลอกคลื่นบนฝืนน้ำ ก่อเกิดช่องมิติเปิดออกโดยไร้เสียง เป็อุโมงค์ลึกดำมีแสงส่องวับวาวอยู่ทั่ว ตัวอุโมงค์ทอดยาวราวห้าวาและกว้างเพียงพอให้บุคคลผู้หนึ่งเดินผ่าน
เมฆาก้าวย่างอย่างช้าๆ เข้าสู่อุโมงค์มิติ .. อุทัยใช้สายตามองส่งผู้เป็อาจารย์ผู้มีพระคุณของมัน
"อาจารย์รักษาตัวด้วยขอรับ อีกหนึ่งปีข้าจะมารอที่นี่ ..” อุทัยะโลั่นผ่านอุโมงค์มิติ พร้อมโบกมือล่ำลา
เมฆาเดินไปถึงสุดปลายฝั่งตรงข้ามที่ปลายทางอุโมงค์กลับเป็อีกสถานที่หนึ่ง มันหันมามองและยิ้มให้อุทัย ประตูมิติหดเล็กลงจนเชื่อมประสานไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้
.. เป็การเดินทางจากไปอย่างเรียบง่ายนัก
ทั้งบิดาบุพอสูรและอาจารย์เมฆาได้จากไปแล้ว คงเหลืออุทัยยืนอยู่เพียงผู้เดียว .. อย่างไรเสียมันยังเป็เด็กเยาว์วัยผู้หนึ่ง อดมีความอาลัยกับการจากลาของทั้งสองมิได้
แต่ภายในดวงจิตของมันมิได้อ้างว้างดังเดิมอีกต่อไป นอกจากบิดามารดาผู้ให้กำเนิดแล้วยังบรรจุด้วยบิดาอสูรา และอาจารย์ผู้มีพระคุณ มันแหงนมองท้องฟ้าด้วยสายตามุ่งมั่นพร้อมหัวใจระอุอุ่น .. ตั้งปณิธานฝึกฝนตนเองให้เป็ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งให้จงได้