58 1-2
ตอนที่ 95 คนของตระกูลสายหลักมาถึง (1)
โม่เฉินหยวนสะบัดพัดคลี่ในมือโบกรับลมไปพลาง ย่างเท้าตรงไปหยุดเคียงข้างเหลิงหยุนเจียว กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสบายไร้กังวลว่า
“ก็แค่ขอบเขตปราณปฐพี”
“....”
เหลิงหยุนเจียวยืนชะงักแข็งทื่อ หน้าถอดสีซีดเซียวในบัดดล และเสี้ยวอึดใจต่อมา นางถึงกับรีบหมุนตัวกลับ ชักขาเดินเข้าเรือนแทนไม่ทัน ปากก็เอ่ยอ้างออกไปว่า
“เกือบลืมเสียสนิท! ข้าต้องขอตัวไปเลี้ยงลูกก่อน!”
โดยไม่มีลังเลแม้สักนิด นางรีบสาวเท้าฉับก้าวข้ามธรณีประตูเพื่อตรงดิ่งหนีเข้าเรือนโดยไว แต่จู่ๆ ก็มีพละกำลังมหาศาลของใครบางคนได้รวบจับเอาคอเสื้อของนางไว้
และด้วยขุมพลังสุดแข็งแกร่งนี้ ทำให้นางไม่มีปัญญาแม้แต่จะต้านทาน และถูกลากกลับออกมา
“จะไปไหนรึ? ทางไปโถงหลักอยู่ทางนี้”
เหลิงหยุนเจียวถึงกับร้องลั่นก่นด่าบรรพชนโคตรเหง้าของโม่เฉินหยวนอยู่ในใจไม่หยุดหย่อน บัดซบ! เห็นๆอยู่ว่าข้ากำลังจะหนีกลับเรือน! ยังจะมาพูดจาปั่นประสาทยั่วโมโหเช่นนี้อีก!
อีกฝ่ายมีระดับพลังตั้งขอบเขตปราณปฐพี! ให้บิดาเจ้าไปสู้กับพวกมันเองเถิด!
“แหม่ พี่ชาย! ช่วยแหกตาดูสภาพของข้ายามนี้ด้วย! เมื่อครู่ยังห้ามมิให้ข้าทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณถ่องแท้อยู่เลย ไฉนยามนี้กลับจะบังคับให้ข้าไปเผชิญหน้ากับคนระดับขอบเขตปราณปฐพีเล่า? นี่ไม่ต่างอะไรกับการผลักข้าเข้ากองไฟเลยกระมัง?”
พลังลมปราณของนางเป็นรองอีกฝ่ายอยู่ตั้งหนึ่งขอบเขตใหญ่!
“เมื่อครั้งที่เจ้ายังเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไร้ซึ่งลมปราณ เจ้ายังหาญกล้าเข้าเผชิญหน้ากับเหลิงเจียวเจียวที่อยู่ขอบเขตปราณจิตขั้นกลางได้เลย แล้วไฉนยามนี้ที่พลังลมปราณสูงถึงขอบเขตปราณจิตขั้นสุดแล้ว กับเพียงแค่ยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐพีเท่านั้น ยังต้องหวาดกลัวอันใดเล่า?”
เมื่อได้ยินคำว่า‘กับเพียงแค่’จากปากของอีกฝ่าย เหลิงหยุนเจียวถึงกับหน้าเสียหม่นลงยิ่งกว่าเดิม
พลังของระดับขอบเขตปราณจิตและขอบเขตปราณถ่องแท้ สามารถดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินเพื่อใช้สำหรับการบำเพ็ญตบะและบำรุงร่างกายได้ แน่นอนว่าผู้ฝึกปรือในระดับชั้นนี้ย่อมมีสมรรถภาพแข็งแกร่งและทนทานกว่าคนทั่วไปมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งหนทางต่อกรด้วยเลยเสียทีเดียว
แต่สำหรับพลังขอบเขตปราณปฐพีนั้น คนจำพวกนี้สามารถควบรวมคุณสมบัติธาตุกับพลังวิญญาณฟ้าดินรอบตัว เพื่อใช้ในการโจมตีได้โดยตรง กระทั่งนำมาประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆตามความถนัด อย่างเช่น บางคนใช้พลังวิญญาณควบแน่นเป็นกระบี่ลมปราณ ฉาบเคลือบด้วยคุณสมบัติตามที่อัตลักษณ์วิญญาณในตัวมีอยู่ หรือไม่ก็ควบรวมเป็นเกราะปราการเพื่อใช้เพิ่มพลังป้องกันเป็นต้น ฉะนั้น ความอันตรายของยอดฝีมือระดับชั้นนี้จึงมีสูงมากหากต้องสัประยุทธ์ต่อสู้กัน
“....”
ทั้งสองสบตามองหน้ากัน แววตาคู่งามของเหลิงหยุนเจียวอัดแน่นไปด้วยความโกรธที่ดูเหมือนใกล้จะระเบิดขึ้นทุกที แต่นั่นกลับทำให้สีหน้าท่าทางของโม่เฉินหยวนสงบลง
โม่เฉินหยวนเอียงศีรษะจ้องมองคราหนึ่ง แววแห่งความเจ้าเล่ห์มากด้วยเหลี่ยมคมฉายผ่านดวงตาสีดำขลับคู่นั้น
“ได้ฟังเจ้ากล่าวมาเช่นนี้ ทำให้ข้านึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อใดที่เกิดทัณฑ์ฟ้าระหว่างการทดสอบขึ้นมา เจ้าจะตกเป็นเป้าโจมตีของทุกคนที่ต้องการทันที”
“นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจ้าไม่ควรเลื่อนระดับขั้นในเวลานี้ หรือหากยังจะฝืนก็ย่อมได้ ข้ากับเจียวเหนียงจะได้หาที่หลบภัยกันเสียก่อน เพราะเจ้าคงจะต้องรับศึกหนักเป็นแน่”
เหลิงหยุนเจียวชะงักนิ่ง “….” เช่นนั้นแล้วจะให้ข้าทำเยี่ยงไร?
“คุณหนูหก”
น้ำเสียงติดประหม่าของสาวใช้นางหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอกประตูเรือน
นางเดินวกวนอยู่หน้าประตูเรือนพิรุณจรัสครู่ใหญ่แล้ว สีหน้าท่าทางกล้าๆกลัวๆคล้ายหวาดระแวงอะไรสักอย่าง นางเริ่มเรียบเรียงคำพูดและกล่าวต่ออย่างระมัดระวัง
“ท่านประมุขจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่ผู้อาวุโสเฉาเดินทางไกลมาหา งานเลี้ยงจัดขึ้นที่โถงใหญ่ของเรือนหลักเจ้าค่ะ หากคุณหนูหกไม่ติดธุระอันใด ก็ขอเรียนเชิญไปร่วมงานเจ้าค่ะ บ่าวขอตัวก่อน”
สิ้นเสียงรายงานเท่านั้น สาวใช้คนดังกล่าวก็รีบสับเท้าเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าดูร้อนรนกระวนกระวายประหนึ่งมีภูตผีกำลังไล่ล่าตามติดนางอยู่ด้านหลัง
โม่เฉินหยวนถอนสายตาอย่างไม่แยแสใดๆ ส่งเสียงฮัมเพลงเป็นทำนองอย่างแผ่วเบาดูอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย มุมปากยังคงกระตุกยิ้มอย่างสนุกสนาน
“อีกฝ่ายอุตส่าห์มาเชื้อเชิญเจ้าถึงที่ หากไม่ไปเกรงว่าคงจะเสียมารยาทแล้ว”
เหลิงหยุนเจียวยิ่งพูดไม่ออกเข้าไปใหญ่ “....”
ความเห็นของนางยามนี้สามารถมองได้สองมุม ประการแรก เจ้าหมอนี่มีเจตนาจะผลักไสนางเข้ากองเพลิงให้ตายกันไปข้าง หรือในทางกลับกัน เขาก็กำลังไล่ต้อนศัตรูให้มาหานางถึงประตู เพื่อบีบให้นางแสดงด้านที่อ่อนแอออกมา?
แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมมองใด ก็ดูเหมือนจะแย่ทั้งนั้นเลยมิใช่รึ!?
“ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการให้ไป เจ้าก็ควรไปมิใช่รึ?”
สายตาของโม่เฉินหยวนที่จับจ้องมองมาดูเปลี่ยนไป ดวงตาเปลี่ยนเป็นหรี่แคบดุจคมมีดฉาบไอเย็นยะเยือกในบัดดล ประกายแสงทองสีจางอ่อนในดวงตาสว่างวาบโฉบวูบให้เห็น
เขารวบพัดตบเก็บเสียงดัง‘ปับ’ ทันใดนั้นอุณหภูมิรอบตัวพลันลดฮวบต่ำลงแทบจับแข็ง แววตาเฉี่ยวคมภายใต้หน้ากากคู่นั้น บ่งบอกถึงอันตรายที่เพิ่มทวียิ่งขึ้นจากเดิม
“....” เหงื่อเย็นรินไหลฉาบชโลมทั่วแผ่นหลังของเหลิงหยุนเจียว
นางไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า โม่เฉินหยวนกำลังคิดที่จะทำสิ่งใดกันแน่?
แต่ที่คาดเดาได้แน่ก็คือ หากเหลิงหยุนเจียวตัดสินใจประมือกับเขาในยามนี้ นางไม่มีโอกาสชนะอย่างแน่นอน สู้ลุยออกไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐพีผู้นั้น น่าจะยังมีโอกาสรอดเสียมากกว่า
“เข้าใจแล้ว! เข้าใจแล้ว! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ!”
นางสูดหายใจเข้าลึกสุดขั้วปอด เดินหน้าตั้งหลังตรงก้าวข้ามธรณีประตูออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ข้าเหลิงหยุนเจียว...เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายแล้ว!
แต่เพิ่งจะก้าวเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆเหลิงหยุนเจียวก็หยุดชะงักฉับพลัน แล้วรีบหันขวับกลับไปจับจ้องมองผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
โม่เฉินหยวนคลี่พัดกวักรับลมดังเดิม และเมื่อสบปะทะเข้ากับสายตาของนาง เขาก็แอบปั้นหน้าฉงนใจเล็กน้อย
“มีอะไรอย่างนั้นรึ?”
เหลิงหยุนเจียวรีบสาวเท้ากลับมาหาโดยไว ตรงเข้ากอดแขนของโม่เฉินหยวนลากเขาให้ออกไปด้วยกัน
“ขืนให้ข้าบุกเดี่ยวไปตามลำพังเช่นนั้น มีหวังต้องถูกพวกมันรุมกระทืบเป็นแน่แท้!”