ตอนที่ 184
ตู้ม !! ร่างของสตีฟพุ่งทะลุใต้ท้องทะเลขึ้นมาโผล่ขึ้นมาบนพื้นน้ำ
เฮือก !! ทันทีที่เขาโผล่ขึ้นมาเขาก็รีบสูดหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดทันที
“หนูแอนนาเป็นไงบ้าง !!” สตีฟรีบหันไปถามแอนนา
“แค่กๆ หนูไม่เป็นไรค่ะกลื่นน้ำไปนิดหน่อย” แอนนาพูดพลางสำลักน้ำออกมา
“พวกเธอล่ะไม่เป็นไรนะ” สตีฟถามสองแฝด
“หนูไม่เป็นไร” ไอวี่ตอบ
“หนะ หนะ หนูก็ไม่เป็นไรมั้งนะ” ไอรี่เองไม่แน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไรหรือเปล่าเพราะสองมือของเธอนั้นยังปล่อยมือของจากหอกไม่ได้เลย
“แล้วเจ้าหอกนี่เป็นไงบ้างเธอปล่อยมือได้หรือยัง” สตีฟถาม
“ดูเหมือนจะหยุดอาละวาดแล้วแต่หนูยังปล่อยมือไม่ได้เลยค่ะ” ไอรี่ตอบ
“อืม...ปล่อยมือไม่ได้เพราะอะไรก็ไม่รู้ล่ะนะแต่ดีนะที่เจ้าหอกนี่ไม่พาเราว่ายน้ำวนไปวนมาไม่งั้นมีหวังมีคนจมน้ำตายแน่ๆ” สตีฟพูดดีที่เจ้าหอกนี่มันพุ่งขึ้นด้านบนอย่างเดียวแถมความเร็วในการพุ่งขึ้นก็เร็วมากๆทำให้ใช้เวลาไปไม่ถึงนาทีจากความลึกหลายกิโลเมตรขึ้นมาบนผิวน้ำ
“ว่าแต่เราจะเอายังไงต่อคะ” แอนนาถาม
“พวกเธออยู่ที่นี่ก่อนแล้วกันส่วนหมวกดำน้ำนั่นเอามานี่” สตีฟถอดหมวกที่ใส่อยู่บนหัวไอวี่และไอรี่ออกมาแน่นอนสองคนนี้โวยวายนิดหน่อยแต่สตีฟก็ให้คำตอบไปว่า
“พวกเธอจะได้ไม่ไปซนอยู่ที่ไหนอีกไงเล่า เอ้านี่ขึ้นไปบนเรือก่อนไป ไปอาบน้ำอาบท่า กินข้าวและนอนซะ คงไม่ค่อยได้นอนเต็มอิ่มล่ะสิท่า” สตีฟพูดเพราะตาของสองแฝดดูโหลมากจากการนอนไม่ค่อยหลับ
“คร่า !!!x2” ทั้งสองคนตอบกลับมาก่อนจะค่อยๆปีดขึ้นไปบนเรืออย่างทุลักทีเลเพราะสองมือของไอรี่นั้นจับหอกเอาไว้อยู่
“คุณลุงจะลงไปใต้น้ำต่อเหรอคะ” แอนนาถามขณะที่กำลังปีนขึ้นเรือเป็นคนสุดท้าย
“อืม...ก็สัญญาเอาไว้แล้วนี่นาลุงฝากหนูดูแลพวกพี่สาวด้วยนะอาหารในครัวพอจะมีเหลืออยู่ในตู้เย็นเอาออกมาอุ่นกินเองได้ใช่มั้ย” สตีฟพูดพลางมองแอนนา
“ได้ค่ะ” แอนนาพยักหน้ารับปาก
“เด็กดี !!” สตีฟยิ้มให้แอนนาช่วงเวลาเกือบปีที่ไม่ได้เจอแอนนานั้นเธอดูมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากสามารถฝากฝังอะไรๆได้บ้างแล้วแต่คงต้องเอาไว้ปรับแก้นิสัยที่ชอบแอบตามเขามานี่อีกสักหน่อยเขาไม่ได้กลัวเธอเป็นอันตรายหรอกนะแต่กลัวคนอื่นๆจะเป็นห่วงเธอที่หายไปแบบนี้ต่างหากล่ะ ต้องสอนเธอว่าอย่าทำให้คนอื่นเป็นห่วงจะดีที่สุด
หลังจากฝากเรื่องสองแฝดให้แอนนาแล้วสตีฟก็สวมหมวกดำน้ำก่อนจะดำลงไปทันที
อีกด้าน
“ข้าไม่ยอมแพ้หรอก !!!!!!” โพไซดอนตะโกนออกมาเสียงดังก่อนจะยกมือขึ้นมา
“น้องหญิงข้าพอจะขยับได้บ้างแล้วไปช่วยลูกหญิงเอาไว้เร็วข้าจะจัดการเอง !!!” โพไซดอนพูด
“ท่านพี่ท่านกำลังทำอะไร!!” ราชีนีเงือกอุทานอย่างตกใจเธอนั้นไม่เข้าว่าทำไมสามีเธอถึงบอกให้เธอทิ้งเขาเอาไว้เพราะถ้าเธอหยุดป้องกันการโจมตีเขาจะไม่มีสามารถป้องกันตัวได้เลยน่ะสิ
“รีบไปเร็วเข้า !!!” โพไซดอนตะโกนบอกก่อนเขาจะค่อยๆว่ายน้ำลุกขึ้นมาทรงตัวได้
ราชีนีเงือกเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าเลิกป้องกันการโจมตีของซูสและว่ายน้ำไปช่วยบุตรสาวทั้งสองของเธอที่หมดสติอยู่ทันที
เมื่อโพไซดอนเห็นว่าราชีนีของตนไปช่วยบุตรสาวแล้วเขาก็มองไปที่ซูสก่อนจะกางมือออกทันที
วู่ม !! ทันทีที่โพไซดอนกางมือออกกระแสน้ำรอบๆตัวเขาก็ไหลแรงขึ้นทันที
“ทหารและประชาชนของข้าอดทนเอาไว้อีกนิดข้าจะช่วยพวกเจ้าเอง !!!!!!!!!” โพไซดอนตะโกนเสียงดังบอกกับคนในเผ่าของตน
“เจ้าคิดจะทำอะไร” ซูสเองก็พยายามว่ายน้ำทรงตัวรักษาตำแหน่งเอาไว้มันรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลยจึงหวังโจมตีใส่โพไซดอนเพื่อหยุดการกระทำ
เปรี้ยง !! มันยิงสายฟ้าออกมาใส่ร่างของโพไซดอนอีกครั้งแต่แทนที่มันจะถูกร่างของโพไซดอนดันมีกระแสน้ำสายหนึ่งโผล่ออกมารับการโจมตีเอาไว้เสียก่อน
“บ้าน่าสายฟ้าของข้านอกจากพวกพืชแล้วมันน่าจะผ่านไปได้ทุกสิ่งสิ !!” ซูสอุทานออกมาอย่างตกใจ
“หึ !! เจ้าประมาทข้าเกินไปจนอาจจะลืมสังเกตุไปว่านี่ไม่ใช่กระแสน้ำธรรมดา” โพไซดอนยิ้มออกมาอย่างดูถูกนี่คือท่าไม้ตายก้นหีบของเขา
ตอนนั้นเองหนึ่งในราชาเผ่าหนึ่งที่มาร่วมงาน ราชาตนนี้นั้นคือราชาฉลามมันได้พูดขึ้นมาว่า
“ข้าได้กลิ่นเลือด !!” ราชาฉลามพูด
“เจ้าพูดอะไรของเจ้ามันก็ต้องมีเลือดอยู่แล้วสิทั้งสองฝ่ายต่างสู้กันหนักขนาดนี้” ราชาจรเข้พูดออกมาอย่างไม่เข้าใจเพราะเห็นๆกันอยู่ว่ามีทั้งทหารฝ่ายเผ่าปลาดุกและทหารฝ่ายเผ่านางเงือกมากมายบาดเจ็บและล้มตาย
“ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นข้าได้กลิ่นเลือดของท่านโพไซดอน ข้าจำกลิ่นเลือดของเขาได้” ราชาฉลามพูดเพราะการต่อสู้เมื่อคราวก่อนของซูสและโพไซดอนเพื่อหาว่าใครแข็งแกร่งที่สุดคราวนั้นก็มีสักขีพยานมากมายอย่างในวันนี้ ตอนนั้นโพไซดอนบาดเจ็บสาหัสและพ่ายแพ้ให้กับซูสราชาเผ่าปลาดุกจนต้องมอบองค์หญิงทั้งสองให้เป็นภรรยาขององค์ชายมิคาเอลตามข้อตกลงการต่อสู้ครั้งนั้นทำให้ราชาฉลามจำกลิ่นเลือดของโพไซดอนได้
“หือท่านโพไซดอนไม่ได้มีแผลนี่นาที่ท่านซูสโจมตีไปคราวแรกก็เพื่อให้ขยับตัวไม่ได้เท่านั้น” ราชาจรเข้แปลกใจพลางมองไปที่โพไซดอนก่อนจะเห็นของเหลวสีแดงๆไหลออกมาจากฝ่ามือของโพไซดอน
“ท่านโพไซดอนบาดเจ็บ ???” ราชาจรเข้สงสัย
“ไม่ใช่ดูเหมือนท่านจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บ” ราชาอีกคนที่อยู่ข้างๆมีสายตาดีกว่าเขาคือราชาม้าน้ำ
“ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ !!!” เสียงเหล่าราชาทั้งหลายอุทานอย่างตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของราชาม้าน้ำเพราะพวกเขานั้นไม่เข้าใจว่าทำไมราชาเงือกต้องทำให้ตัวเองบาดเจ็บด้วย
“เจ้าทำอะไรกับกระแสน้ำ” ซูสพูดขึ้นอย่างไม่เข้าใจเพราะที่ผ่านมากระแสน้ำนั้นไม่เคยป้องการกันโจมตีจากสายฟ้าของเขาได้มาก่อน
“ทำไมข้าต้องบอกเจ้า” โพไซดอนพูดก่อนจะหันไปมองเหล่าราชาทั้งหลายที่ยืนอยู่ไกลๆ
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าหนีไปซะก่อนที่จะไม่มีโอกาส” โพไซดอนตะโกนบอกเขาไม่รอคำตอบเขาวาดมือขึ้นมาก่อนจะวนมันเป็นวงกลม
วู่ม !! วู่ม !! วู่ม !! กระแสน้ำค่อยๆไหลแรงขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มกลายเป็นน้ำวนขนาดใหญ่โดยมีจุดศูนย์กลางคือตัวของราชาเงือกนั่นเอง เหล่าทหารและประชากรชาวเงือกพยายามต่อสู้สุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด
วู่ม !! โพไซดอนสะบัดมือแรงๆอีกทีจนกระแสน้ำแรงขึ้นจนกลายเป็นน้ำวนขนาดใหญ่มันขยายออกไปเรื่อยๆโดยมีจุดศูนย์กลางคือเขา
“มิคาเอลถอยออกมา !!” ซูสเมื่อเห็นว่ากระแสน้ำเริ่มแรงมากจนเขาแทบจะต้านไม่อยู่ก็ตะโกนบอกบุตรชายเขาพยายามยิงสายฟ้าใส่กระแสน้ำวนที่โพไซดอนสร้างขึ้นหลายครั้งแต่ไม่ว่าจะยิงไปกี่ครั้งๆกระแสน้ำนี่ก็กันสายฟ้าเขาได้ตลอด
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ” มิคาเอลเองก็เห็นว่ากระแสน้ำนี่มันดูอันตรายแปลกๆจึงยอมถอยแต่โดยดี
แฮ่กๆๆ !! จัสมินทีรับมือกับมิคาเอลอยู่นานสองนานหอบหายใจอย่างอ่อนล้าแขนเธอข้างหนึ่งดำจนกลายเป็นตอตะโกจากสายฟ้าของมิคาเอลนี่ถ้าเธอไม่แข็งแกร่งเป็นอันดับที่สามของเผ่าล่ะก็เธออาจจะตายไปแล้ว
จัสมินหันกลับมามองที่ด้านหลังก่อนจะเห็นราชีนีเงือกกำลังช่วยองค์หญิงทั้งสองอยู่ตอนนั้นเองสายน้ำวนที่กำลังขยายตัวออกมาก็มาถึงร่างของราชีนีและองค์หญิงของเธอ
“ท่านราชีนีระว..........” เธอกำลังจะส่งเสียงเตือนราชีนีของเธอแต่ช้าเกินไปกระแสน้ำนั่นกลื่นกินร่างของราชีนีและองค์หญิงไปเสียแล้วแต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็เห็นว่ากระแสน้ำวนนั่นไม่ได้ทำอันตรายองค์หญิงและราชีนีของเธอเลยสักนิด
ฉัวะ !! อ๊าก !! ต่างจากคนอื่นๆที่ไม่ใช่เผ่าเงือกพอพวกนั้นโดนกระแสน้ำวนเข้าไปร่างของพวกมันก็ขาดออกจากกันทันที
“กระแสน้ำนี่ฝีมือท่านโพไซดอน !!” เธอมองไปทางราชาเงือกที่กำลังควบคุมกระแสน้ำอยู่เธอรู้แล้วว่ากระแสน้ำนี่ไม่ได้ทำร้ายพวกเธอไม่รอช้าเธอค่อยๆใช้ร่างกายอันบาดเจ็บว่ายน้ำเข้าไปในกระแสน้ำนั่นทันที
ฟุ่บ !! ตุ่บ !! ทันทีที่เธอผ่านกระแสน้ำเข้ามาร่างเธอก็ร่วงลงกับพื้นทันทีเพราะภายในใจกลางกระแสน้ำวนนั้นไม่มีน้ำอยู่เลยมันมีแต่พื้นดินแฉะๆและอากาศเท่านั้น
เหล่าทหารและประชาชนชาวเงือกหลายคนนอนดิ้นอยู่บนพื้นพวกเขาพยายามใช้ครีบหางดีดกับพื้นเพื่อส่งร่างตัวเองขยับเพื่อเข้าไปหาโพไซดอนให้ได้มากที่สุด
“อย่างนี้นี่เองพวกเราสามารถหายใจบนบกได้ด้วยเหมือนเผ่าจรเข้และพวกเผ่าเต่าทะเล ท่านโพไซดอนจึงควบคุมน้ำและสร้างกระแสน้ำวนขึ้นมาสินะ” จัสมินพยักหน้าเข้าใจแต่ก็ยังทึ่งอยู่ดีเธอนั้นคิดไม่ออกเลยว่าท่านโพไซดอนทำได้อย่างไร
“ท่านพี่ท่านกำลังจะทำอะไร ท่านใช้เลือดควบคุมกระแสน้ำอย่างนั้นหรือพอได้แล้วท่านพี่ถ้าท่านยังฝืนอยู่แบบนี้เลือดท่านจะไหลออกมาจนหมดตัวนะ !!” เสียงราชีนีที่นอนอยู่ไม่ไกลตะโกนบอกโพไซดอนอย่างเป็นห่วงตอนนั้นเองจัสมินก็เห็นสายน้ำไม่สิสายเลือดสีแดงเส้นเล็กๆมันเล็กจนมีขนาดพอๆกับเส้นผม มันกำลังลอยอยู่รอบๆกระแสน้ำวน
“ข้าหยุดไม่ได้น้องหญิงข้าต้องทำเพื่อปกป้องพวกเจ้าและประชาชนของข้าอย่าพึ่งพูดกันเลยข้าต้องใช้สมาธิเพราะถ้าข้าพลาดเลือดของข้าจะสังหารคนของพวกเรา !!” โพไซดอนพูดพลางวาดมือไปในอากาศไม่หยุดหน้าของโพไซดอนเริ่มซีดเนื่องจากเสียเลือดมากเกินไป
เขาใช้โอกาสตอนที่ยังขยับตัวไม่ได้จากอาการตัวชาเขาพยายามฝืนขยับแขนจนทำสำเร็จเขาสร้างบาดแผลเอาไว้ที่มือและแอบควบคุมเลือดของตัวเองอยู่เงียบๆระหว่างที่ราชีนีของเขากำลังป้องกันการโจมตีจากซูสอยู่และเมื่อเขาสามารถขยับตัวได้แล้วเขาก็ใช้เลือดของเขานั้นสร้างกระแสน้ำวนขนาดยักษ์เพื่อทำให้พวกเผ่าปลาดุกถอยออกไปใช่แล้วน้ำวนที่สังหารตัดร่างของทหารเผ่าปลาดุกนั้นคือเลือดของโพไซดอนนั่นเอง ส่วนพวกเงือกที่รอดมาได้นั่นก็เพราะโพไซดอนบังคับเลือดให้หลบร่างของเหล่าเงือกอีกทีซึ่งมันเป็นการควบคุมที่ละเอียดอ่อนมาก
“ไม่นะท่านพี่ !!” ราชีนีเงือกเริ่มร้องไห้ออกมาเพราะเหมือนเธอจะรู้แล้วว่าสามีของเธอตั้งใจจะสละชีวิตและกำลังจะทำให้น้ำทะเลที่อยู่ในเมืองบาดาลแห่งนี้ถูกขับออกไปด้านนอก
ผ่านไปไม่รู้กี่นาทีกระแสน้ำวนยังขยายใหญ่ออกไปเรื่อยๆประชาชนเผ่าอื่นๆต่างรีบอพยพออกจากเมืองบาดาลจะมีก็แต่เผ่าเต่าทะเลที่ยังปักหลักอยู่ไม่ไปไหนในที่สุดเมืองบาดาลอันแสนกว้างใหญ่แห่งนี้ก็ร้างผู้คนเพราะในเมืองนั้นถูกกระแสน้ำวนของโพไซดอนขับไล่คนออกไปจนหมด
ตุ่บ !! ร่างของโพไซดอนค่อยๆล้มลง
“ท่านพี่ !!” ราชีนีเงือกร้องไห้ออกมาพลางพยายามตะเกียกตะกายไปหาโพไซดอนสามีของเธอตอนนั้นเองก็มีเสียงของใครบางคนดังมาจากบนเพดานแน่นอนมันเป็นเสียงที่เล็กมากเพราะเพดานของเมืองนั้นอยู่สูงมากๆแต่เนื่องจากในเวลานี้ทุกอย่างเงียบสงบไปหมดเผ่าเงือกทุกคนจึงได้ยินเสียงนั้น
“เหวอน้ำทะเลมันหายไปไหนฟระ !!!!!!!!!!!” มันเป็นเสียงของสตีฟที่ตะโกนออกมาอย่างตกใจเขากำลังตกมาจากเพดานที่สูงจากพื้นดินหลายกิโลเมตรแถมตอนนี้รองเท้าเขาก็ยังใช้บินไม่ได้เพราะโอเวอร์ฮีท
“โอ้วมายก็อตนี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย !!!!!!” สตีฟอุทานออกมาเขากำลังร่วงลงไปยังเบื้องล่าง สตีฟว่ายน้ำลงมาและกลับลงมาทางเก่าที่เจ้าหอกนั่นทำเอาไว้แต่ทว่าทันทีที่มุดลงมาเขาก็ร่วงลงมาทันที
ฟิ้ว !! ตู้ม !! ร่างของสตีฟร่วงลงมาอย่างรวดเร็วเสมือนกับอุกาบาตก่อนจะตกลงที่ใจกลางซากปรักหักพังที่เคยเป็นวังของเผ่าเงือก
โคร่ม !! สตีฟที่ตกลงไปในซากปรักหักพังค่อยๆลุกขึ้นมาพลางโยนเศษปะการังที่เคยเป็นวังออกเขามองดูรอบๆก่อนจะเห็นว่ามีแต่พวกเผ่าเงือกเท่านั้นที่ยังอยู่ในบริเวณนี้เขาพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ส่วนพวกเผ่าเงือกนั้นยังงงๆอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นจู่ๆก็มีตัวอะไรก็ไม่รู้ตกลงมาจากเพดาน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเผ่าอื่นๆหายไปไหนหมดล่ะ” สตีฟเอ่ยก่อนจะกวาดสายตาไปเห็นร่างขององค์หญิงเงือกทั้งสองที่โดนไฟฟ้าช็อตไหม้ไปทั้งตัว
ฟุ่บ !! สตีฟพุ่งตัวมาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างของทั้งสองทันที
“เฮ่ยังไม่ตายนะ !!” สตีฟนั่งลงก่อนจะเขย่าร่างของทั้งสองตอนนั้นเองราชีนีเงือกก็ได้สติ
“ถอยออกไปนะอย่ายุ่งกับบุตรสาวเรา เจ้าเป็นตัวอะไร !!” ราชีนีเงือกพูดพลางใช้แขนตะเกี่ยกตะกายมาบังร่างของบุตรสาวเอาไว้
“อ๊ะใจ้เย็นๆก่อนครับผมไม่ได้มาร้ายผมเป็นมนุษย์ ผมรู้จักกับไอรีนและไอวีน่า !!” สตีฟรีบลุกขึ้นพลางยกมือพยายามจะบอกว่าตัวเขาไม่ได้มาร้าย
“เจ้ารู้จักบุตรสาวเรา เจ้าเป็นมนุษย์ ????” เธอไม่เคยได้ยินหรือรู้จักเผ่าพันธ์ที่ชื่อมนุษย์มาก่อน
“ใช่ครับผมเป็นมนุษย์ !!” สตีฟพยักหน้า
จบ...