เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 เซียงอี๋

            โอกาสแบบนี้ หากเป็นปกติเยี่ยนฟางหวาต้องไปแน่ไฉนได้นางกลับป่วยจนสติพร่าเลือน ไข้ก็ไม่ลดลงสักที เหมือนวันที่เยี่ยนเจาเจาป่วยจากเหตุการณ์ตกน้ำไม่มีผิดหวังซื่อเลยจำต้องปฏิเสธเทียบเชิญของเล่ออันจวิ้นจู่ไป

            เมื่อเยี่ยนเจาเจาได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกว่ากรรมตามสนองแล้ว!

            นางยังกลับมาเกิดใหม่ได้ไม่ใช่ว่ากฎแห่งกรรมไม่เคยลำเอียงหรอกหรือ?

            เยี่ยนฟางหวาป่วย ส่วนเยี่ยนเจาเจากลับสงบสุขนางพูดคุยกับหนานหมิงเหอทุกวันโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายสักนิด

            นับตั้งแต่วันที่เยี่ยนเจาเจาพูดคุยมากมายกับองค์หญิงเยี่ยนเจาเจาก็ไม่ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับซ่งฝูจินอีก ราวกับว่าคนผู้นี้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ไม่รู้เหมือนกันว่าซ่งซื่อจากบ้านสามได้ยินอะไรมาถึงส่งกระเป๋าปิ๊กแป๊กสองใบมาให้เยี่ยนเจาเจา เป็นกระเป๋าฝังหยกประณีตงดงามบนผ้าปักลายต้นชานจาสีแดงสดละลานตางานฝีมือละเอียดลออยิ่งนัก และยังซื้อชุดเครื่องประดับผมน้ำดีมาถวายองค์หญิงอีกด้วย

            เยี่ยนเจาเจาครุ่นคิดแล้วก็คาดว่าน่าจะเป็นเพราะช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิดการต้องโทษของซ่งฝูจินคงทำทั้งจวนซ่งขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้าขอร้องฮองเฮาโต้งๆของก็ส่งเข้ามวลบุปผาหอมไม่ได้ เลยต้องส่งมาที่เยี่ยนเจาเจาผ่านทางซ่งซื่อแทน

            องค์หญิงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธต่อเรื่องนี้เยี่ยนเจาเจาจึงเข้าใจได้ว่าของขวัญมากน้อยไม่สำคัญ แต่นี่คือการยินดีรับน้ำใจจากจวนซ่งไว้ต่างหาก

            นอกจากนี้เยี่ยนเจาเจายังรู้สึกปลอดโปร่งและเป็นอิสระ

            ตอนนางกลับมาเกิดใหม่ช่วงแรกๆยังอยากแสร้งเป็นพี่น้องกับเยี่ยนฟางหวาเพื่อชื่อเสียงตนเอง ยามนี้คิดตกแล้วจึงไม่สนใจสิ่งเหล่านี้อีก...เมื่อไม่ชอบเยี่ยนฟางหวานางก็แสดงออกหราบนหน้าโดยไม่คิดปิดบังสักนิด

            วัสสานฤดูผันผ่านเชื่องช้าทว่าไม่นานก็ถึงวันที่ 4 เดือน 4 

            เหมือนว่าช่วงนี้ทางชายแดนจะเกิดเหตุบางอย่างขึ้นองค์หญิงเลยยุ่งอย่างชัดเจน พอได้ยินว่าเยี่ยนเจาเจาจะไปตามนัดของเล่ออันจวิ้นจู่ พระองค์จึงให้หนานหนิงเหอไปกับเยี่ยนเจาเจา

            วันที่ 4 เดือน 4 ไม่เพียงเป็นเทศกาลของหญิงสาวเท่านั้น ส่วนใหญ่เหล่าคุณหนูจะออกไปเที่ยวโดยมีพี่ชายไปส่ง...เมื่อถึงตอนนั้นพวกเด็กๆจะมีการละเล่นพื้นบ้านหรือท่องกวีต่อโคลงกลอนหลังเรือน ส่วนเหล่าคุณชายของตระกูลขุนนางจะเล่นสิงจิ่วลิ่ง[1] และปาลูกดอก[2] อยู่ด้านนอก

            เยี่ยนเจาเจาได้ยินที่ท่านแม่บอกในคราแรกก็ขมวดคิ้วหนานหมิงเหอมีนิสัยรักสงบ ชาติก่อนเขาไปร่วมงานเช่นนี้น้อยมาก เลยไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่จึงให้หนานหมิงเหอไปเป็นเพื่อนตนเอง

            ทว่าพอถึงวันที่ 4 เดือน 4 เมื่อหนานหมิงเหอและตนเองนั่งรถม้าคันเดียวกันมาถึงหอถงเชวี่ยที่เล่ออันจวิ้นจู่รวบอำนาจแล้วได้เห็นรถม้าที่มีตราประจำตระกูลกู้อยู่ข้างรถม้าตนเอง เยี่ยนเจาเจาก็เข้าใจ

            บัณฑิตจอหงวนสกุลกู้เองก็มาส่งน้องสาวในวันนี้เช่นกันองค์หญิงน่าจะอยากให้หนานหมิงเหอออกไปข้างนอกเพื่อคบหากับเหล่าคุณชายบุตรหลานขุนนางคนอื่นๆบ้าง ต่อให้ไม่ได้เรียนรู้สิ่งใด อย่างน้อยก็ยังได้สร้างเส้นสาย

            เมื่อคิดเช่นนี้เยี่ยนเจาเจาพลันรู้สึกว่าต่อไปคงต้องพาพี่ชายรองออกมาสำรวจความนิยมบ้างแล้ว อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในสวนมวลบุปผาหอมที่ไม่ค่อยมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันเลย

            วันนี้มีสตรีชนชั้นสูงออกมาข้างนอกมากมายรถราจึงวิ่งขวักไขว่ไปมา กอปรกับฝนตกหนักปานฟ้ารั่ว บนท้องถนนย่อมติดขัดเล็กน้อยตอนที่รถม้าของเยี่ยนเจาเจามาถึงหน้าประตูหอถงเชวี่ยจึงชนเข้ากับรถม้าด้านข้างเข้า

            เมื่อรถม้าถูกกระแทก หัวของเยี่ยนเจาเจาจึงเกือบจะโขกเข้ากับแผ่นกั้นด้านข้างในรถม้าทว่าหนานหมิงเหอเอื้อมมือไปดึงนางกลับมาในอ้อมแขนตนเสียก่อน

            บนร่างหนานหมิงเหอมักมีกลิ่นใบไผ่เย็นสดชื่นปนเปกับกลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อนๆ ชวนผ่อนคลายและไม่ฉุนจมูก  

            เพียงแต่ความผ่อนคลายนี้อยู่ไม่ถึงครึ่งเค่อนางก็ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจมาจากนอกรถม้า

            “...เยี่ยนเจาเจาข้าไม่กลัวเจ้าหรอก! ไม่เจอกันครึ่งปี เจ้าก็ชนรถม้าของข้าแล้ว!”

            “หากเจ้าไม่กล้าพูดข้าจะขึ้นไปตีเจ้าเองนะ!”

            เป็นเสียงโหวกเหวกโวยวายที่เยี่ยนเจาเจาฟังแล้วปวดหัวนัก

            นางมารผู้นี้คือเฉินเซียงอี๋เป็นคนในครอบครัวบุตรคนโตของจวนติ้งกั๋วกงซึ่งถือเป็นหลานสาวท่านย่าของเยี่ยนเจาเจา พอถูไถนับญาติกันไปได้

            แม้จะเป็นความจริงที่เยี่ยนเจาเจามีฐานะสูงสุดในเมืองเซียงเฉิงทว่าก็มีสตรีชั้นสูงบางคนที่สถานะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ตระกูลกลับเก่าแก่นับร้อยปี ทั้งยังมีกำลังพรั่งพร้อมอยู่เบื้องหลังจึงไม่หวาดกลัวเยี่ยนเจาเจาเหมือนคนอื่น เช่นเฉินเซียงอี๋ผู้นี้

            เฉินเซียงอี๋ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจเช่นกันและมีนิสัยไม่กลัวเทวดาฟ้าดินยิ่งกว่าเยี่ยนเจาเจาเสียอีกทั้งสองผูกพยาบาทกันเพราะเรื่องขี้ปะติ๋วตั้งแต่ตอนเด็กชาติก่อนก็ทะเลาะเบาะแว้งกันวุ่นวายใหญ่โต เจอหน้าทีไรเป็นต้องหาเรื่อง ถือว่าตีกันจนรู้จักกันเลยทีเดียว

            แต่ชาติก่อนเฉินเซียงอี๋กลับเป็นคุณหนูเพียงคนเดียวที่เกลี้ยกล่อมนางว่าอย่าไปสนใจคนธรรมดาอย่างเหลียงอิน

            ความขัดแย้งช่วงวัยเด็กกลายเป็นความสัมพันธ์ล้ำค่าที่คอยช่วยเหลือกันยามยากในท้ายที่สุด

            เยี่ยนเจาเจาจำได้ว่าคราวนั้นเมืองเซียงเฉิงสับสนอลหม่านไปหมดสกุลเฉินจึงรีบหมั้นหมายเฉินเซียงอี๋กับญาติผู้พี่คนหนึ่งจากต้นตระกูลเดียวกันเพื่อปกป้องนาง

            ขณะที่เฉินเซียงอี๋ปักชุดแต่งงานอยู่ในห้องหอก็ได้ยินคนบอกว่าเยี่ยนเจาเจารีบวิ่งแจ้นไปหาเหลียงอินทั้งที่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์

            เฉินเซียงอี๋ถือแส้มาที่จวนเยี่ยนจับเยี่ยนเจาเจาที่รีบออกจากเรือนได้คาหนังคาเขา ดวงตานางเบิกกว้างราวกับจะถลนออกมาจากเบ้า

            “เยี่ยนเจาเจานั่นเป็นแค่อนุนะ! เจ้าสู้กับข้ามาหลายปีเหมือนคนหัวแข็ง แต่กลับไปตกหลุมรักคนที่เป็นกระทั่งของเล่นยังไม่ได้ด้วยซ้ำถึงเจ้าจะไม่รังเกียจที่เสียหน้า แต่ข้ารังเกียจที่เจ้าทำข้าเสียหน้าข้าจะตีเจ้าให้ตายกันไปข้างเลย!”

            “...เปลืองน้ำลายข้าเสียจริงหากเจ้ายืนกรานจะไป ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะเสียใจในสักวัน!”

            สุดท้ายเฉินเซียงอี๋ก็ไม่อาจขวางเยี่ยนเจาเจาผู้คลั่งรักได้นางขว้างแส้ที่ถือมาด้วยความห่วงใยลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะหยิบเทียบเชิญว่างเปล่าของจวนติ้งกั๋วกงออกมาสามสี่ใบจากในอกเสื้อตนแล้วยัดใส่อ้อมแขนเยี่ยนเจาเจาทั้งหมด

            “...หากวันใดคนต้อยต่ำนั่นเลี้ยงเจ้าไม่ไหวจงกลับมาหาข้า อย่างน้อยข้าก็มีข้าวให้เจ้ากิน!”

            ภาพสาวน้อยสดใสร่าเริงที่ปรากฏขึ้นในความทรงจำกลายเป็นเสียงทอดถอนใจจากริมฝีปากเยี่ยนเจาเจายามนี้

            ม่านของรถม้าพลันอ้าออก แล้วใบหน้าโกรธเกรี้ยวของเฉินเซียงอี๋ก็โผล่มาตรงหน้านางอย่างกะทันหัน

            เฉินเซียงอี๋ผู้นี้เกิดมานุ่มนวลน่ารักมีชาดสีแดงสดตรงกลางหว่างคิ้ว ดูสูงค่าราวกับรูปสลัก

            แม้ว่าแม่นางน้อยกำลังทำหน้าแยกเขี้ยวขู่จะดึงเยี่ยนเจาเจาออกมาก็เป็นเหมือนเพียงลูกแมวดุร้ายในสายตาเจาเจาเท่านั้น

            เยี่ยนเจาเจาลุกขึ้นเอื้อมมือไปหยิกแก้มของเฉินเซียงอี๋อย่างรวดเร็วพลางเอ่ยว่า “ถึงเจ้าจะตี ข้าก็แค่ไม่สู้กลับ”

            สีหน้าเฉินเซียงอี๋ดูงุนงงนางไม่เคยเห็นเยี่ยนเจาเจายอมถอยเยี่ยงนี้มาก่อน เลยน้ำท่วมปากไปครู่หนึ่งไม่รู้ควรพูดอะไรต่อ

            เมื่อเยี่ยนเจาเจาได้มาเห็นสาวน้อยผู้กระตือรือร้นคึกคะนองในตอนที่ยังใสซื่อไร้เดียงสาที่สุดก็ทำให้นางรู้สึกดีทีเดียว

            นางเห็นท่าทางเช่นนี้ของเฉินเซียงอี๋ใจก็อ่อนยวบยาบจนทนไม่ไหว เลยบีบคลึงพวงแก้มนุ่มนิ่มภายใต้ฝ่ามือทั้งสองข้างด้วยรอยยิ้มระรื่น“อาอี๋ ไม่เจอกันครึ่งปีเจ้าคิดถึงข้าไหม?”

            “คิดถึงเจ้าหรือ? คงพิลึกไปแล้วแน่ๆข้าคิดถึงหมูโง่สองตัวที่บ้านคนขายเนื้อทางประตูทิศบูรพายังดีกว่าคิดถึงเจ้าเสียอีก”

            เฉินเซียงอี๋กลอกตา แม้ปากจะอ้าไม่หุบแต่กลับมีรอยยิ้มอยู่ในแววตาคู่นั้น

            นางกวาดสายตาไปรอบๆ รถม้าก่อนจะหยุดลงที่หนานหมิงเหอ

            เขาสวมชุดสีเขียวอ่อนนั่งอยู่ในรถม้าอย่างเงียบๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แม้เฉินเซียงอี๋มองมาเขาก็ไม่ขยับ เพียงหลุบนัยน์ตาลงเล็กน้อย

            “ท่านนี้คือ...?”

            นี่อาจถือว่าเป็นการแสดงตัวต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกของหนานหมิงเหออีกทั้งเฉินเซียงอี๋ยังเป็นสหายสนิทของเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนเจาเจาจึงรีบเอ่ยว่า“นี่คือพี่ชายรองของข้า”

            คนของจวนติ้งกั๋วกงย่อมทราบดีถึงฐานะของคนผู้นี้เพียงแค่ไม่เคยพบหน้าเลยไม่อาจเชื่อมโยงคนบุคลิกสูงส่งเย็นชาเบื้องหน้ากับหนานหมิงเหอในความทรงจำคนนั้นได้ในทันที

            จะว่าไปคนของจวนติ้งกั๋วกงก็ไม่ชอบหนานหมิงเหอนักสมัยนั้นท่านย่าของเยี่ยนเจาเจาคลอดยากมีภาวะตกเลือด ก็เป็นเพราะโซ่วหม่าที่เยี่ยนนั่วชุบเลี้ยงไว้ข้างนอกกำลังตั้งครรภ์เยี่ยนชิวผู้เป็นมารดาของหนานหมิงเหอนั่นเอง

            เฉินเซียงอี๋ก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วดวงตานางกลิ้งกลอกไปมา แต่เมื่อเห็นเยี่ยนเจาเจามีท่าทีรักและเชื่อใจเขามากเลยไม่รังเกียจเขานางจึงพยักหน้ากล่าวว่า “คุณชายหมิงเหอ”

            หนานหมิงเหอประสานมือคารวะตอบ

            เยี่ยนเจาเจาเตรียมตัวลงจากรถม้านางกับเฉินเซียงอี๋พูดคุยกับเยี่ยงนี้ อาจทำให้รถม้ากินที่กินทางจนขวางถนนข้างหลังได้และยังมีสายตาอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อยมองฝ่าม่านสายฝนมาด้วย

            เมื่อเยี่ยนเจาเจาหันหลับมาก็เห็นรถม้าของจวนฝูอ๋องอยู่ไม่ไกล...ตรองดูแล้วคนในรถม้าน่าจะเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนฝูอ๋องนามว่าเหลียงเยว่ และน้องสาวคนละแม่อย่างเหลียงอี้

            สองคนนี้ก็ยากจะรับมือได้ยินว่าสมัยที่ท่านป้ายังเยาว์วัย เบื้องหลังการขึ้นครองราชย์สำเร็จของท่านป้าก็ได้รับการสนับสนุนจากฝูอ๋องผู้นี้ไม่น้อยดังนั้นคุณหนูจวนฝูอ๋องเลยไม่ด้อยไปกว่าเยี่ยนเจาเจาเช่นกัน

            ทว่าชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาไม่คุ้นเคยกับคนของจวนอ๋องฝูนักพอนางยอบตัวแสดงความขอโทษที่รถม้าขวางทางเสร็จก็จูงมือเฉินเซียงอี๋เดินไปสบายๆ โดยมีหนานหมิงเหอตามอยู่ข้างกายราวกับไม่อยากห่างจากนางแม้สักก้าว

            หลังพวกเขาสามคนเดินจากไปแล้วในรถม้าของจวนฝูอ๋องค่อยแว่วเสียงไพเราะทว่าไม่จริงจังออกมาเหมือนเสียงเด็กผู้ชายอายุสิบห้าสิบหกเพิ่งแตกหนุ่ม

            “คนนั้นคือใครกัน?”

            “คนไหน?”

            “คนที่สวมชุดสีเขียวอ่อนกับเด็กสาวข้างกายเขาคือใคร?”

            “อ๋า คนผู้นั้นคือเด็กใบ้ในเรือนองค์หญิงฉงหยางและเด็กสาวดวงตาเมล็ดซิ่งก็คือเยี่ยนเจาเจา ธิดาเพียงหนึ่งเดียวขององค์หญิงส่วนเด็กสาวใบหน้ากลมมนคือเฉินเอ้อร์[3] ของจวนติ้งกั๋วกง ทำไม ซื่อจื่อสนใจหรือ?”

            สังคมพี่น้องหญิงของเยี่ยนเจาเจาในชาติก่อนไม่ใหญ่นักนับไปนับมาเหมือนจะมีแค่เฉินเซียงอี๋ข้างกายคนเดียว เดิมที่ออกมาวันนี้เพียงเพราะอยากดูว่าวันที่ 4 เดือน 4 ที่ตนไม่เคยเห็นชาติก่อนจะมีลักษณะอย่างไรเท่านั้น ทว่ามาถึงกลับรู้สึกเบื่อหน่ายเสียได้

            หอถงเชวี่ยเป็นหนึ่งในเหลาที่มีอาหารล้ำเลิศที่สุดของเมืองเซียงเฉิงปกติปลูกดอกสาลี่มากมายไว้ตรงลานเรือน แต่ยามนี้มิใช่ช่วงดอกไม้บาน จึงไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเล่ออันจวิ้นจู่ถึงจัดงานเลี้ยงวันที่ 4 เดือน 4 ที่นี่

            แต่สถานที่ของหอถงเชวี่ยค่อนข้างกว้างขวางทั้งยังมีเรือนเล็กเก้าชั้นชื่อว่า “หอเก็บดารา” อีกหลังที่ได้ยินว่ายามค่ำคืนสามารถขึ้นไปดูดวงดาวข้างบนได้

            แม้นยามนี้จะเป็นกลางวัน ทว่าเฉินเซียงอี๋กลับลากเยี่ยนเจาเจามาหาความสงบที่หอเก็บดารา

            ส่วนหนานหมิงเหอก็ไม่สนใจที่จะแยกออกไปเดินคนเดียวเช่นกันเยี่ยนเจาเจานึกถึงสถานการณ์ของเขาก็รู้สึกว่าหากเขามากับตนเองคงดีกว่าจริงๆ

            พวกลูกผู้ดีชนชั้นสูงในเมืองเซียงเฉิงมักจะทำงานไม่ได้เรื่องได้ราวสักนิดแต่กลับถนัดเรื่องการทะเลาะวิวาทก่อเหตุเสียเหลือเกินเยี่ยนเจาเจาย่อมปล่อยพี่ชายรองที่ร่างกายอ่อนแอไปไม่ลงหรอก

             

            เชิงอรรถ

            [1] สิงจิ่วลิ่ง หมายถึงการละเล่นท้าเอาแพ้ชนะกัน ใครแพ้จะถูกปรับให้ดื่มสุรา 

            [2] ปาลูกดอก หมายถึง การละเล่นที่คล้ายกับการโยนห่วงในสมัยปัจจุบันแต่เปลี่ยนเป็นโยนธนูลงหม้อแทน โดยผู้ที่โยนเข้าได้จำนวนมากสุดจะเป็นผู้ชนะ ส่วนผู้ที่โยนเข้าน้อยสุดจะถูกลงโทษด้วยการดื่มสุราถือเป็นเกมสนุกๆ ที่ทั้งเหล่านางใน ขุนนาง และฮ่องเต้ต่างนิยมเล่นกัน 

            [3] เอ้อร์ หมายถึง สองในนิยายเรียกเฉินเอ้อร์ หมายความว่า บุตรสาวสกุลเฉินคนที่สอง 

    นิยายแนะนำ

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498