หวังเหมี่ยน"..."
‘อย่าคิดว่าฉันดูไม่ออกนะ นี่กำลังอวดกันอยู่ชัดๆ’
ตอนนั้นเองเลี่ยวข่ายที่เพิ่งสั่งการลูกน้องเสร็จก็เดินกลับมาพอดี“ประธานจี้ จัดการเรียบร้อยแล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงตอบรับในลำคอก่อนจะชี้ไปที่หวังเหมี่ยน “พอดีเลย ช่วยส่งเขาออกไปที”
“ครับ”
“เดี๋ยวก่อน!” หวังเหมี่ยนยกมือขึ้นห้ามพลางเบือนหน้าไปหาจี้เยี่ยนจื๋อ “ประธานจี้คุณจะไล่ผมกลับไปดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเรียบ“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ หรือจะอยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกัน?”
“มื้อเที่ยงน่ะไม่ต้องหรอก” หวังเหมี่ยนยิ้มเจ้าเล่ห์“คุณดูสิ เรื่องในวันนี้ถึงผมจะไม่มีความดีความชอบแต่อย่างน้อยก็ลงแรงไปไม่น้อยเลยนะ แล้วเรื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นน่ะจะเป็นไปได้ไหมถ้า...”
“อย่าแม้แต่จะคิด” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยขัดเพียงประโยคเดียวเพื่อดับฝันอีกฝ่ายทันที
หวังเหมี่ยนชะงักกึก“เดี๋ยวสิ ผมยังพูดไม่จบเลย คุณลองฟังแล้วพิจารณาดูก่อนไม่ได้หรือ”
จี้เยี่ยนจื๋อเลือกที่จะเมินเฉยต่อเขาแล้วหันไปสบตาเลี่ยวข่ายโดยตรง
เลี่ยวข่ายก้าวเข้าไปข้างหน้าคว้าหมับที่ต้นแขนของหวังเหมี่ยนแล้วออกแรงลากให้ลุกขึ้นทันที
“ผมขอแค่โหนดพาร์ทิชัน [1] สำหรับการคำนวณ GPU[2] แค่สองจุดเอง ขอใช้ไม่กี่วัน แค่ไม่กี่วันเท่านั้น!”
หวังเหมี่ยนถูกเลี่ยวข่ายรวบตัวกึ่งอุ้มกึ่งลากออกไปแล้วแต่เขายังไม่ยอมลดละ เมื่อเห็นอีกฝ่ายดื้อรั้นขนาดนั้นจี้เยี่ยนจื๋อจึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉันอนุญาตให้ทีมของนายใช้‘เซินหราน’ ของกลุ่มบริษัทได้หนึ่งเดือน”
“มันจะไปเหมือนกันได้ยังไงเล่า!ถึงจะเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วระดับหมื่นล้านล้านครั้งต่อวินาทีเหมือนกันแต่คุณเคยเห็นเครื่องขนาดมินิแบบนั้นที่ไหนล่ะ”
“ให้ผมศึกษาหน่อยเถอะ ผมจ่ายเงินให้ก็ได้นะ”
จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มรู้สึกนึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้วถ้ารู้แบบนี้เขาน่าจะเรียกวังปินมาแทนอย่างน้อยหมอนั่นก็คงไม่หน้าด้านหน้าทนเท่าหวังเหมี่ยน
ร่างของเขาถูกกึ่งลากกึ่งอุ้มมาจนถึงโถงด้านหน้าขณะที่จวนเจียนจะพ้นประตูออกไป เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ประตูลิฟต์ด้านหลังพวกเขาทั้งสามเปิดออกจากนั้นจี้ทิงเดินถือโทรศัพท์ก้าวออกมาจากข้างใน
“จี้เยี่ยนจื๋อ ของนั่นไม่ใช่ของคุณสักหน่อย คุณจะขี้งกไปทำไมกัน!”
เสียงตะโกนของหวังเหมี่ยนทำให้จี้ทิงเงยหน้าขึ้นมองในตอนนั้นจี้เยี่ยนจื๋อยังไม่รู้ว่าเจ้าตัวกลับมาถึงแล้ว เขาจึงยักคิ้วพลางเอ่ยว่า“จี้ทิงเป็นน้องชายฉันเรื่องของเขาฉันเป็นคนตัดสินใจให้มาตลอดอยู่แล้ว”
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย[จี้เยี่ยนจื๋อกล้าดียังไงกัน ถึงคิดจะมาตัดสินใจแทนฉัน?]
ประโยคนี้เปรียบเสมือนน้ำแข็งถังใหญ่ที่ราดรดลงบนหัวของจี้เยี่ยนจื๋อจนเย็นไปถึงขั้วหัวใจร่างของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบหันกลับไปมองทันที
เห็นเพียงจี้ทิงยืนอยู่ไม่ไกลนักกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าสงสัย
“นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
จี้ทิงชี้ไปที่ลิฟต์“เมื่อกี้”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะอ้าปากถามว่าได้ยินอะไรไปบ้างทันใดนั้นหวังเหมี่ยนก็โพล่งขึ้นด้วยความตื่นเต้น “จี้ทิงอื้อ...”
เลี่ยวข่ายตาไวรีบตะปบปิดปากเขาไว้ได้ทันท่วงทีจี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าไปสั่งเสียงเย็น “ยังไม่รีบพาส่งขึ้นรถไปกินยาอีก”
หวังเหมี่ยนถูกอุ้มออกไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่อาจขัดขืนในลำคอยังคงส่งเสียงอู้อี้ดังไม่หยุด ส่วนดวงตาก็จับจ้องไปที่จี้ทิงอย่างไม่ลดละ
ในความทรงจำของจี้ทิงเขาไม่รู้จักคนคนนี้เลยสักนิด เขาเดินเข้าไปหาจี้เยี่ยนจื๋อพลางถามว่า“คนคนนั้นเป็นอะไรไปเหรอครับ?”
“โรคประจำตัวกำเริบน่ะ ไม่มีอะไรหรอก กินยาก็หายแล้ว”
จี้ทิงขยับหัวคิ้วเล็กน้อยสายตามองตรงไปยังประตูทางออก “เมื่อกี้...ดูเหมือนเขาจะมีอะไรอยากจะพูดกับผมนะ?”
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบเขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายรุกก่อน “เช้านี้นายไม่ยอมอยู่บ้านทบทวนบทเรียนออกไปทำอะไรข้างนอก?”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆก่อนจะจ้องมองเขาเขม็ง “พี่จงใจเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากตอบคำถามของผมใช่ไหม?”
ใบหูของจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มร้อนผ่าวใบหน้าพลันบึ้งตึงเคร่งขรึมทันที “พูดมากจริงนะนายเนี่ยกลับห้องไปซะ”
พูดจบเขาก็รีบสาวเท้าก้าวหนีไปอย่างรวดเร็วไม่ยอมเปิดโอกาสให้จี้ทิงได้ซักไซ้อีก
แม้จี้ทิงจะคุ้นชินกับพฤติกรรมเช่นนี้ดีอยู่แล้วแต่เขารู้สึกว่าวันนี้ดูจะต่างออกไปเล็กน้อยจี้เยี่ยนจื๋อดูท่าทางไม่เหมือนคนรำคาญ แต่เหมือนกำลัง‘วิ่งหนี’ มากกว่า
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อเดินออกมานอกตึกหลักเลี่ยวข่ายก็จับคนยัดขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว
หวังเหมี่ยนยังไม่ยอมแพ้พยายามเกาะขอบหน้าต่างรถเอาไว้ “จี้ทิงกลับมาแล้วให้ผมคุยกับเขาซักสองสามคำไม่ได้เหรอ?”
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อนึกถึงเรื่องเมื่อครู่เขาก็อยากจะเอื้อมมือไปกดหัวที่ขวางหูขวางตานี่เข้าไปในรถเสียให้เข็ด“คุยอะไรคุยเรื่องที่งบวิจัยในไตรมาสหน้าของคุณจะถูกแบ่งให้วังปินไปครึ่งหนึ่งน่ะเหรอ?”
หวังเหมี่ยนเบิกตากว้าง“คุณ...”
“ออกรถซะ”
...
ที่ชั้นบนเมื่อจี้ทิงกลับมาถึงห้องเขาก็เห็นข้อความจากนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ส่งข้อมูลบ้านหลังใหม่มาให้อีกสองชุด
แม้บ้านบนถนนซั่งเหวินหลังนั้นจะมีรูปแบบและการตกแต่งที่ค่อนข้างดีแต่กลับตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนเก่า ความเร็วของอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ [3]นั้นช้าจนเกินไป
ระหว่างทางกลับบ้านจี้ทิงมัวแต่ครุ่นคิดว่า หรือเขาควรจะย้ายออกไปก่อนแล้วค่อยๆ หาที่ใหม่ไปเรื่อยๆอย่างมากเขาก็แค่ใช้วิธีของตนเองในการยกระดับความเร็วอินเทอร์เน็ตเอา
เดิมทีเขาตั้งใจว่าพอถึงบ้านจะไปที่ห้องเล่นเกมทันทีเพราะมีอุปกรณ์มากมายที่ต้องเคลื่อนย้าย เขาจึงต้องรีบทำเวลา
[แต่จี้เยี่ยนจื๋ออยู่บ้านแบบนี้ คงย้ายไม่สำเร็จแน่ไว้รอดูตอนบ่ายอีกทีแล้วกัน]
จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังก้าวขึ้นบันไดหยุดชะงักเขาเงยหน้าขึ้นมองด้านบนด้วยสายตาครุ่นคิด
บนโต๊ะอาหารมื้อเที่ยง เนื่องจากนานๆ ทีจี้เยี่ยนจื๋อจะอยู่บ้านในวันทำงานเมนูอาหารจึงมีความหลากหลายเป็นพิเศษ
จี้ทิงเพิ่งจะจับตะเกียบขึ้นมาจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ช่วงบ่ายสวีเหรินจะมาติวหนังสือให้นาย”
การเรียกสวีเหรินกลับมาก็เพื่อให้มาช่วยกันย้ายอุปกรณ์จี้ทิงจะได้ไม่ต้องออกแรงมากนัก
จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง“ไม่ใช่ว่าเขาอยู่กับลู่เหยียนชูหรอกเหรอ?”
“เจ้าหน้าที่เทคนิคหลี่ก็อยู่ที่นั่น อีกอย่างคนที่จ่ายเงินเดือนให้สวีเหรินคือฉัน มีสิทธิ์อะไรต้องไปรับใช้ลู่เหยียนชูทุกวัน”
จี้ทิงไม่เข้าใจว่าทำไมจี้เยี่ยนจื๋อถึงได้หงุดหงิดขึ้นมาอีก“พี่กับลู่เหยียน...”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่อยากได้ยินชื่อนั้นจึงเอ่ยตัดบททันที “หรือว่านายไม่อยากได้สวีเหรินแล้วอยากจะเปลี่ยนครูสอนพิเศษคนใหม่?”
จี้ทิงตอบโดยไม่ต้องคิด“ไม่เปลี่ยนครับ สวีเหรินดีมากอยู่แล้ว”
“ไม่เปลี่ยนก็หุบปากแล้วกินข้าวไป”
ภายในห้องอาหารกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้งจี้เยี่ยนจื๋อใช้หางตาเหลือบมองจี้ทิงที่กำลังคีบเนื้อวัวในขณะที่ใจกลับนึกถึงเรื่องอื่น
ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มปะติดปะต่อกันได้เสียที
ทำไมวันก่อนสวีเหรินถึงยังคลำหาทิศทางของร่างงานวิจัยไม่เจอแต่พอรุ่งขึ้นมาติวให้จี้ทิง พอกลับเข้าห้องแล็บไปก็ค้นพบวัสดุตัวใหม่ทันที
ทำไมตอนที่พวกเขาเข้าไปที่สถานีตำรวจคนผู้นั้นถึงได้รีบไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเองทันทีแถมยังรู้อีกว่าควรส่งหลักฐานมาให้ที่มือของเขาถึงจะเหมาะสมที่สุด
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าที่สวีเหรินทำแบบนั้นกับจี้ทิงเพราะความหลงใหลที่ฉาบฉวยแต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะเป็นความเลื่อมใสศรัทธาเสียมากกว่า ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกไม่ว่าใครถ้าได้เจอกับจี้ทิง ก็คงจะรู้สึกเลื่อมใสจนไม่อาจหาคำบรรยายได้เหมือนกัน
แม้จะเริ่มเข้าใจเรื่องราวในอดีตขึ้นมาบ้างแล้วแต่ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อกลับมีความเคลือบแคลงสงสัยใหม่เกิดขึ้น
การที่จี้ทิงสามารถให้คำแนะนำแก่สวีเหรินได้แสดงว่าอย่างน้อยเขาก็ต้องเชี่ยวชาญด้านทัศนศาสตร์เป็นพิเศษแถมยังสามารถสร้างแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งขึ้นมาได้ตามใจชอบแสดงว่าความรู้ด้านเครื่องกลของเขาก็ต้องอยู่ในระดับแนวหน้าและตอนนี้ในห้องเล่นเกมยังมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่จี้ทิงประกอบขึ้นด้วยตัวเองตั้งอยู่อีก
ต่อให้เขาจะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากแค่ไหนแต่การที่สามารถครอบคลุมเทคโนโลยีการวิจัยได้หลากหลายแขนงขนาดนี้มันออกจะดูเหนือจริงเกินไปหน่อย
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังครุ่นคิดว่าตนเองเป็นกบในกะลาอยู่หรือเปล่าแต่แล้วจู่ๆ เขาก็ต้องสบเข้ากับดวงตาของจี้ทิงที่มองตรงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พี่มีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า?”
“เปล่า”
จี้ทิงไม่เข้าใจ“แล้วทำไมพี่ถึงเอาแต่จ้องผมล่ะ?”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกประหม่าราวกับถูกจับไต๋ได้จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ถ้านายไม่มองฉันแล้วนายจะรู้ได้ยังไงว่าฉันมองนายอยู่”
จี้ทิงวางตะเกียบในมือลงก่อนจะเริ่มอธิบายตามหลักการอย่างจริงจัง “ดวงตาของมนุษย์มีฟังก์ชันที่เรียกว่าวิสัยทัศน์รอบข้าง หรือก็สามารถจับภาพที่อยู่นอกเหนือจุดรวมสายตาได้มากกว่า 30องศา ซึ่งภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า ‘หางตา’ไงล่ะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับพูดไม่ออกเขาเกือบลืมไปเลยว่า จี้ทิงน่ะเปรียบเสมือนสารานุกรมเดินได้ดีๆ นี่เอง
เชิงอรรถ
[1]โหนดพาร์ทิชัน (Partition Node/Partitioned Node) ในบริบทของฐานข้อมูลแบบกระจาย หมายถึง เครื่องเซิร์ฟเวอร์หรือหน่วยประมวลผล (Node) ที่ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลทั้งหมด
[2]GPU (Graphics Processing Unit) หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกคือชิปคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อคำนวณและประมวลผลข้อมูลภาพ กราฟิก วิดีโอ และ 3Dโดยเฉพาะ มีจุดเด่นคือการประมวลผลแบบขนาน (ParallelProcessing) ที่รวดเร็วมาก
[3]เน็ตไฟเบอร์ (Fiber Optic Internet) คืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ใช้สายเคเบิลใยแก้วนำแสงในการรับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสงทำให้มีความเร็วสูงถึง 10 Gbps เสถียรภาพสูง และความหน่วงต่ำเหมาะสำหรับบ้านหรือธุรกิจที่ต้องใช้งานหนัก เช่น สตรีมมิ่ง 4K เล่นเกมออนไลน์ และวิดีโอแชต