ตึง ตึง ตึง / ตึง ตึง ตึง
เสียงประตูไม้ที่ถูกทุบถี่รัวทำให้สามพี่น้องที่กำลังขะมักเขม้นกับการผลิตกระดาษอยู่กลางลานบ้านถึงกับต้องชะงักมือ
“น่าแปลก วันนี้ข้ามิได้นัดแนะกับผู้ใด” เฟิงเฉินทำท่าจะวางมือจากงานที่ติดพันเพื่อไปตามทิศทางของเสียง
“พี่ใหญ่ทำต่อไปเถิดเ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าไปดูเอง” เฟิงเออร์รีบวางกระดาษที่เพิ่งแกะออกจากตะแกรงลงบนโต๊ะไม้ ก่อนจะอาสารีบวิ่งไปยังหน้าประตูอย่างว่องไว
ตึง ตึง ตึง / ตึง ตึง ตึง
“พี่เฟิงเฉิน เฟิงเออร์ มีใครอยู่หรือไม่” เสียงร้องเรียกดังรอดผ่านบานประตูไม้เก่าๆ เข้ามาอีกครั้ง ก่อนที่มือเล็กจะเอื้อมไปดึงให้บานประตูแง้มออก
“พี่เสี่ยวซี” เฟิงเออร์เอ่ยทักทายก่อนจะเปิดประตูไม้ออกกว้าง
“แน่นอนย่อมต้องเป็ข้า บ้านเ้ายังจะมีผู้ใดมาเยือนอีกหรือ” เสี่ยวซีพูดหยอกเย้าพลางยกปลายแขนเสื้อขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่เริ่มผุดซึมขึ้นตามไรผม มือน้อยยกกระชับห่อผ้าให้แน่นขึ้น
“ตรงนี้ร้อนยิ่งขอข้าเข้าไปด้านในก่อนได้หรือไม่” ประโยคที่ดูคล้ายคำถามหากแต่ผู้ถามไม่ได้้าคำตอบ เสี่ยวซีสาวเท้าเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว เฟิงเออร์เห็นเช่นนั้นก็ทำหน้าที่ปิดบานประตูใหญ่ก่อนจะรีบก้าวตามหลังหญิงสาวเข้ามา
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร พวกท่านทำงานกันต่อเถิดอย่าได้เกรงใจ อย่างไรก็คนกันเองทั้งนั้น” เสี่ยวซีรีบเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเฟิงเฉินและมู่ตานกำลังทำท่าจะละออกจากหน้างานที่กำลังง่วน
เมื่อเห็นว่าทุกคนทำงานต่อนางก็เดินไปทิ้งตัวลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ร่มรื่นทันที
“เฟิงเออร์วันนี้ข้ามีอะไรมาฝากเ้า” ห่อผ้าในมือค่อยๆ ถูกคลายปมออก
“เซาปิ่ง!” เฟิงเออร์ร้องขึ้นอย่างดีใจ เมื่อได้เห็นเซาปิ่งหลายชิ้นวางซ้อนกันอยู่
“ข้าไม่ได้กินเซาปิ่งนานแล้วเ้าค่ะ ขอบคุณพี่เสี่ยวซี” เด็กน้อยผู้เห็นขนมเป็ดั่งทองคำรีบขยับเข้าใกล้ แต่ครั้นกำลังจะเอื้อมไปหยิบกินสักชิ้นสองชิ้นก็ได้ยินเสียงเฟิงเฉินร้องเตือนมาแต่ไกล
“รอกินข้าวเสียก่อนเถิดเฟิงเออร์”
ได้ยินดังนั้นมือน้อยก็หดกลับเข้าแขนเสื้อทันใด เสี่ยวซีที่เห็นสีหน้าแสนเสียดายในใจพลันเกิดความเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“น้องเ้าแค่ชิมนิดกินหน่อยจะเป็ไรไปเล่า” นางบ่นพึมพำพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน หากแต่มือไม้ก็เร่งผูกปมผ้าให้เรียบร้อยดังเดิม จากนั้นจึงหันไปพูดให้กำลังใจเฟิงเออร์ที่กำลังยืนมองตาละห้อย
“น้าหญิงข้าทำเองกับมือเชียวนะ รออีกประเดี๋ยวเถิด พอกินข้าวเสร็จแล้วค่อยลองชิมดู ข้ารับรองว่าเ้าจะต้องชอบมากแน่”
ั้แ่เข้ามาในลานบ้านเสี่ยวซี่ก็สอดส่องสายตาไปทั่วอย่างตื่นเต้น ไม่ใช่นางไม่เคยมาบ้านฟางหลังเก่าหลังนี้ หากแต่ยามนั้นยังไม่มีแผงตะแกรงมากมายที่ฝั่งขวา ต้นไผ่อีกกองพะเนินที่ฝั่งซ้าย แล้วไหนจะอ่างสำหรับร่อนเยื่อกระดาษที่นางไม่เคยเห็นนั่นอีก
“พวกเ้าทำกระดาษกันที่นี่เลยอย่างงั้นหรือ นับว่าวันนี้ข้าไม่เสียเหงื่อไปเปล่า” นางพูดพลางเดินไปดูจนทั่วอย่างถือวิสาสะ
“วุ่นวายยิ่ง เ้าเป็สตรีควรรู้จักคำว่าสำรวม” เฟิงเฉินกล่าวอย่างจนใจ หากแต่หญิงสาวกลับไม่ได้นำพาคำพูดของเขาแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับเดินไปหยิบกระดาษที่เพิ่งทำเสร็จขึ้นส่องกับแสงแดดราวกับกำลังสำรวจคุณภาพอย่างไรอย่างนั้น
“วันนี้น้าเขยให้ข้าเอาขนมมาฝาก พลางให้ลองถามดูว่ามีกระดาษพอจะนำกลับไปขายที่ร้านได้ก่อนอีกหรือไม่”
เมื่อเฟิงเฉินได้ยินหัวคิ้วก็พลันขมวดขึ้นเป็ปม
“แต่เมื่อวันก่อนข้าเพิ่งเอาไปส่ง หรือกระดาษรอบนี้จะมีปัญหา” เฟิงเฉินถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ไม่ใช่เช่นนั้น” เสี่ยวซีหันกลับไปตอบคนช่างสงสัย
“จวนฉินอ๋องมารับทั้งหมดไปั้แ่วันที่เ้าไปส่งแล้ว” ตอบคำถามจบเสี่ยวซีก็เดินเข้าไปใกล้อ่างมองดูมู่ตานที่กำลังร่อนเยื่อไผ่บนตะแกรงอย่างชำนาญ
“ที่แท้เ้าก็เสือหมอบัซ่อน* วันนั้นที่ร้านข้าเสียมารยาทแล้วต้องขออภัย” เสี่ยวซีทำท่าค้อมตัวลงเล็กน้อยให้มู่ตานเป็เชิงหยอกล้อ เสียงหัวเราะดังแ่แว่วมาจากสองพี่น้องด้านหลัง
“เพราะได้พี่เสี่ยวซีแนะนำ พวกข้าจึงมีโอกาสเช่นทุกวันนี้” มู่ตานยิ้มแย้มตอบอย่างมีไมตรี มือไม้ยังคงทำงานต่อไปอย่างคล่องแคล่วดูเป็ธรรมชาติยิ่ง
“พูดได้ดี พูดได้ดี” เสี่ยวซียิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บรรยายกาศการทำงานวันนี้เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความชื่นมื่นรื่นรมย์ยิ่ง
เวลาล่วงเลยจนเข้ายามอู่เฟิงเฉินเงยหน้ามองแสงแดดอันร้อนแรงก่อนจะหันไปมองหญิงสาวผู้มาเยือนด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายใจ
“เ้าไม่รีบกลับไปเฝ้าร้านให้เถ้าแก่เวิ่นหรือ”
“น้าเขยให้ข้ามาหาพวกเ้าย่อมต้องรู้ว่าข้าควรกลับเวลาใด” นางเอ่ยยิ้มๆ อย่างมีเลศนัย
“หากเ้าไม่รีบเช่นนั้นก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนเถิด” เฟิงเฉินเอ่ยชวนในขณะที่มือยังคงคนขยับเยื่อไผ่ในถังที่เพิ่งยกลงจากเตาอย่างทะมัดทะแมง
เมื่อได้ยินดังนั้นเสี่ยวซีก็ยิ้มกรุ้มกริ่มเอ่ยตอบรับอย่างเต็มใจยิ่ง
“กองทัพยังต้องเดินด้วยท้อง ถึงข้าจะเป็คนขยันแค่ไหนเห็นทีมื้อนี้คงต้องฝากท้องไว้ที่ครัวบ้านพี่เฟิงเฉินแล้ว” พูดจบนางเปลี่ยนเป้าหมายเดินดุ่มเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นชิน
เฟิงเฉินที่เห็นหญิงสาวไม่ได้สงวนท่าทีอย่างที่สตรีทั่วไปควรมีก็ได้แต่ยิ้มจนใจ และแน่นอนว่าการสนทนาระหว่างเขาและเสี่ยวซีเมื่อครู่ย่อมต้องอยู่ในสายตาใครบางคนอย่างไม่ต้องสงสัย
.
หลังกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย เฟิงเฉินก็ออกไปทำหน้าที่จัดแจงกระดาษที่เพิ่งทำเสร็จลงห่อผ้าจนเรียบร้อย ก่อนจะยกเข้ามาวางบนโต๊ะกินข้าว ที่ยามนี้กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“กระดาษที่ร้านของน้าเขยกำลังเป็ที่้า มีหัวหน้าพ่อบ้านจากจวนใหญ่ๆ มาถามหามากมาย แต่กระดาษเ่าั้น้าเขยเก็บไว้ให้จวนฉินอ๋องโดยเฉพาะ จึงไม่มีเหลือขายให้กับที่อื่นได้อีก วันนี้น้าเขยเลยสั่งความกับข้าให้แจ้งกับพวกเ้าว่าให้ลองคิดหาวิธีขยับขยายดูเถิด หากขาดเหลือสิ่งใดก็แจ้งกับน้าเขยได้” เสี่ยวซีพูดทิ้งท้ายเมื่อเห็นเฟิงเฉินเอากระดาษมาวางให้พร้อมแล้ว
“ฝากขอบคุณในน้ำใจของเถ้าแก่เวิ่นยิ่งนัก” เฟิงเฉินที่เข้ามาได้ยินการสนทนาพอดีเอ่ยขึ้น
“แน่นอนๆ ถือว่ามื้อนี้ข้าเจริญอาหารยิ่ง ขอบคุณน้ำใจพวกเ้าแล้ว” พูดจบเสี่ยวซีก็พลันอุ้มห่อผ้าไว้กับอกอย่างระมัดระวัง ด้วยรู้ว่าเป็สินค้าที่น้าเขยให้ความสำคัญยิ่ง
“หนักนักเ้าค่ะ” เฟิงเออร์ดูจากท่าทางของเสี่ยวซีตอนนี้พลางเอ่ยปาก “พี่ใหญ่เดินไปส่งพี่เสี่ยวซีเสียหน่อยเถิดนะเ้าคะ ถือโอกาสแสดงน้ำใจกับเถ้าแก่เวิ่นที่มีเมตตากับพวกเราพี่น้องนัก อีกอย่างห่อผ้าใหญ่ขนาดนี้ พี่สาวตัวนิดเดียว หากเกิดไปหมดแรงกลางทางจะทำอย่างไรเล่า” เฟิงเออร์พูดจ้อ ในขณะที่ปากก็กำลังยัดเซาปิ่งที่เสี่ยวซีนำมาให้อย่างเอร็ดอร่อย
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ข้ากับเฟิงเออร์ย่อมดูแลงานทางนี้ได้” มู่ตานเอ่ยสำทับขึ้น เฟิงเฉินมองด้วยสายตาพิจารณาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบรับ
“ได้ งั้นข้าจะรีบไปรีบกลับก็แล้วกัน”
ทันทีที่สองหนุ่มสาวเดินหันหลังเคียงคู่กันออกไป มู่ตานก็หันกลับมามองเด็กน้อยที่แม้ในปากจะเต็มไปด้วยเซาปิ่งหากแต่รอยยิ้มมุมปากเล็กๆ นั่นกลับปกปิดไม่มิดชิดเอาเสียเลย
“ที่แท้ก็เป็แผนของเ้า” มู่ตานเอ่ยพลางลูบหัวเด็กน้อยที่ส่งยิ้มกลับมาให้อย่างเอ็นดู
.
.
.
พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงแล้ว หากแต่แสงสีส้มเข้มกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นงดงามยิ่งกว่าเดิม อากาศยามนี้ช่างชวนให้รู้สึกสบายอกสบายใจยิ่ง
“พี่มู่ตานท่านคิดเช่นข้าหรือไม่” เด็กน้อยเอ่ยถามเบาๆ
“เ้าจะให้ข้าคิดอะไรเช่นเ้า” มู่ตานเอ่ยถามกลับพลางยิ้มน้อยๆ
“ข้ารู้ว่าท่านรู้” เด็กน้อยเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด
“แล้วเ้าว่าข้ารู้สิ่งใด”
“ก็… ก็…เื่ พี่เฟิงเฉินกับพี่เสี่ยวซีอย่างไรเล่า” เด็กน้อยรีบเฉลยอย่างหมดความอดทน
“อ่อ… ข้าก็นึกว่าเื่อันใด” มู่ตานเอ่ยรับเบาๆ ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย
“เฟิงเออร์ หากพวกเขามีชะตาต้องกันจริงย่อมต้องได้ครองคู่กันแน่ เื่เช่นนี้ก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเฒ่าจันทราเถิด”
“แล้วหากเฒ่าจันทรางานยุ่งเล่า เมื่อก่อนข้าเฝ้าวอนขอต่อ์ไปมากมาย ไม่เห็นจะมีท่านเทพองค์ใดประทานพรมาให้ ครั้งนี้หากข้ารอเฒ่าจันทราอาจจะช้าเกินไปนะเ้าคะ" เด็กน้อยทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “ไม่ได้ๆ ข้าจะปล่อยให้พี่ใหญ่ต้องรอนานเช่นนั้นไม่ได้ หากเฒ่าจันทรามิยอมทำงาน ข้าจักหาวิธีช่วยพี่ใหญ่เอง”
“เ้าถามความเห็นของพี่ใหญ่แล้วหรือ ว่าเขาจะยินยอมให้เ้าจับคู่หรือไม่” นางยิ้มน้อยๆ
“ไยต้องถามเ้าคะ พี่มู่ตานรอดูฝีมือข้าเถอะเ้าค่ะ”
มู่ตานได้แต่หัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดเ้าเล่ห์แสนกลเกินตัว
ชีวิตที่ไม่พึ่งพาโชคตะตาเช่นนั้นหรือ?
ชีวิตที่เป็คนกำหนดเองอย่างนั้นหรือ?
ดี ดียิ่ง!
ครืด... ประตูไม้ถูกเปิดแง้มออกช้าๆ เรียกสายตาของผู้ที่กำลังสนทนาให้หันไปมอง
“พูดถึงพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็มานู่นแล้ว อายุยืนยิ่ง” มู่ตานเอ่ยพลางรินน้ำเซียงหลันลงในจอกก่อนจะยกขึ้นจิบช้าๆ
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว เหนื่อยหรือไม่เ้าคะ” เฟิงเออร์รีบวิ่งไปรับพร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงแคร่ไม้ มู่ตานรินน้ำลงจอกอีกใบส่งให้เฟิงเฉิน
“เชิญพี่ใหญ่นั่งลงทางนี้ก่อนเถิดเ้าค่ะ ลมกำลังพัดเย็นสบาย”
เฟิงเฉินนั่งลงด้านข้างพลางยกน้ำเซียงหลันขึ้นจิบ สายตาทอดมองออกไปอย่างครุ่นคิดพิจารณา
.
ชั่วเวลาจิบชาครึ่งถ้วยเฟิงเฉินก็เอ่ยทำลายความสงบลง
“ข้าได้พบกับเถ้าแก่เวิ่น เถ้าแก่้ากระดาษเพิ่มอีกอย่างน้อยห้าเท่าจากที่เราส่งให้ตอนนี้”
มู่ตานรับฟังหากแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางเพียงมองน้ำในจอกที่กระเพื่อมไหวจากแรงหมุนเบาๆ เท่านั้น
“อีกห้าเท่าเลยหรือเ้าคะ” เฟิงเออร์ถามย้ำ พลันทำหน้าหนักใจ
“ถูกต้อง เป็อย่างน้อย” เฟิงเฉินย้ำคำ
“แล้วพี่ใหญ่ตอบเถ้าแก่เวิ่นไปว่าอย่างไรเ้าคะ” เฟิงเออร์ถามต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ข้ายังมิกล้ารับปาก” เฟิงเฉินหันไปสังเกตสีหน้าของหญิงสาวข้างกายที่ยามนี้ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด
ชาที่จิบไม่ได้ช่วยดับความร้อนที่สุมในใจนับั้แ่ก้าวออกจากร้านพู่กันเซียน ทำให้เฟิงเฉินไม่รั้งรอที่จะสอบถามถึงความเป็ไปได้
“แล้วเ้าคิดเห็นเช่นไร”
มู่ตานวางจอกในมือลง เอียงกายไปยังทิศทางของสองพี่น้องตระกูลเฟิง
“หาก้า ข้าสามารถทำได้มากกว่าห้าเท่า จะเป็สิบเท่าหรือสักร้อยเท่าก็ย่อมได้” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยหากแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เฟิงเออร์ทำตาโต “ร้อยเท่า! พี่มู่ตานเราจะทำเยอะขนาดนั้นได้อย่างไรเ้าคะ”
“เราต้องสร้างโรงกระดาษ” นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตากลมใส
“โรงกระดาษ" เฟิงเฉินเอ่ยย้ำเบาๆ "เช่นนั้นเ้ามีแผนการในใจหรือไม่"
“ด้วยฐานะของเรายามนี้จะสร้างโรงกระดาษนั้นคงไม่ง่ายดาย แต่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้” มู่ตานเอ่ยอธิบาย
.
แรกเริ่มนางไม่เคยคิดที่จะทำแค่พอหาเลี้ยงตนอยู่แล้ว กระดาษที่นางทำจะต้องได้รับการยอมรับและสามารถส่งไปขายทั่วแคว้นเยี่ย ก่อนหน้านี้นางจึงเริ่มศึกษากฏหมายการค้าของแคว้น รวมทั้งเก็บเงินสำรองที่ได้จากการขายกระดาษไว้ส่วนหนึ่ง ผิดก็แต่สิ่งที่นางคาดเดาไว้นั้นกลับมาถึงเร็วเกินไป
“เช่นนั้นพี่ใหญ่ลองหาที่เหมาะๆ สำหรับสร้างโรงกระดาษเถิด”
“แล้วเ้าคิดว่าจะต้องใช้พื้นที่สักเท่าใด”
“อย่างน้อยต้องมีขนาดสิบหมู่” นางเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ได้ ข้าจะลองดู” เฟิงเฉินเข้าใจความหมายของนาง เพราะหาก้าผลิตกระดาษให้ได้จำนวนมากขนาดนั้นอย่าว่าแต่สิบหมู่ เผลอๆ อาจต้องใช้กว้างถึงยี่สิบหมู่ด้วยซ้ำไป
“พี่ใหญ่ลองสอบถามและดูราคาให้เหมาะสมเถิด หากได้ที่ทางมาแล้วเราค่อยจัดการวางแผนขั้นต่อไป” เฟิงเฉินพยักหน้ารับคำ
.
.
.
ท่ามกลางความเงียบสงบ แสงจันทร์งดงามสาดส่องเผยให้เห็นร่างของบุรุษองอาจบนศาลากลางน้ำ ใบหน้าเรียบเฉยเงยขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังเฝ้ามองแสงจันทรา ดึกดื่นสายลมพัดเอื่อยส่งให้กระดาษที่ถูกเขียนทิ้งไว้ขยับไหว น้ำชาในจอกเย็นชืด แม้แต่กระดานหมากล้อมที่ดูคล้ายจะยังไม่รู้แพ้รู้ชนะก็ถูกทอดทิ้งให้หงอยเหงา
เฉียนคุนเดินเข้ามาใกล้เฝ้ามองผู้เป็นายอยู่ชั่วเวลาหนึ่งก่อนจะเอ่ยทำลายความสงบลง
“ชาซุนอีเฉ่า**ขอรับท่านอ๋อง” ชาร้อนถูกรินใหม่ส่งกลิ่นหอมชวนให้สดชื่น
ผู้ถูกเรียกขานไม่กล่าววาจาใดหากแต่เพียงหันกลับมามองกระดาษบนโต๊ะก่อนเอ่ยคำสั่งสั้นกระชับตามความเคยชิน
"นำไปไว้ที่ห้องข้า” จากนั้นจึงค่อยย่างกรายออกจากศาลากลางน้ำไป
เฉียนคุนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งว่าเป็กระดาษบนโต๊ะหรือน้ำชากันแน่ที่ฉินอ๋อง้า ในใจพร่ำบ่นว่าเหตุใดเ้านายตนจึงได้เป็คนประหยัดถ้อยคำเสมอต้นเสมอปลายเช่นนี้ เมื่อเกิดความไม่แน่ใจ เฉียนคุนจึงตัดสินใจจะนำไปทั้งสองอย่าง
ตัวอักษรงดงามหนักแน่นเรียกได้ว่าเป็หนึ่งไม่มีสอง เฉียนคุนอดจะหยิบขึ้นมาเชยชมไม่ได้ ฉินอ๋องของตนช่างเป็ผู้แตกฉานในลิ่วอี้*** โดยแท้
แต่อยู่ๆ ดวงตาที่เล็กเรียวก็กลับเบิกโพลงขึ้นอย่างใ
“ความรักนับเป็เื่พิสดาร บันดาลให้คนฉลาดกลายเป็โง่เขลาเบาปัญญา”
เขาอ่านทวนประโยคที่ฉินอ๋องเขียนทิ้งไว้ซ้ำไปซ้ำมา พลันสลับพลิกไปดูเนื้อหาในกระดาษแผ่นอื่น
“นี่ นี่ ท่านอ๋อง” เขายกกระดาษขึ้นอ่านทีละแผ่น ใบหน้าพลันเปลี่ยนสีทีละน้อย เฉียนคุนผู้เคยสุขุมรวบกระดาษไว้ในอกเสื้ออย่างร้อนรน จากนั้นจึงรีบยกชาเดินจากศาลากลางน้ำอันงดงามแห่งนี้ไป
___________________________________________________________
*เสือหมอบัซ่อน : ผู้ที่มีความสามารถที่ซ่อนคมเอาไว้
**ชาซุนอีเฉ่า : ชาดอกลาเวนเดอร์ ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและหลับสบาย
***ลิ่วอี้ ได้แก่ รีต ดนตรี การยิงธนู ขับรถม้า คัดลายมือ และการคำนวณ