“ ไฟร์บอล ! ” เอมอสร่ายเวทย์ใส่มอนส์เตอร์ชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างเหมือนต้นไม้หน้าตาน่าเกลียด มันมีทั้งดวงตา และปากขนาดใหญ่ตรงกลางลำต้น แถมฟันอักหลายร้อยซี่ยังยื่นยาวออกมาจนน่ากลัว
ตู้ม !
ทันทีที่ลูกไฟขนาดใหญ่โดนตัวมัน ร่างของมันก็กลายเป็เถ้าถ่านอย่างง่ายดาย
“ เอ่ออ เอมอสเรา้ารากของมัน ถ้านายเผามันแบบนี้แล้วเมื่อไหร่เราจะได้รากมันสักที ” ลอเรียลกล่าว บาโรลท์เองก็มีหน้าตาแหยๆ ปกติเขาจะพุ่งเข้าใส่มอนส์เตอร์อย่างไม่คิด แต่พอเห็นเอมอสเล่นร่ายเวทย์ใส่ไม่ยั้งเขาก็ได้แต่ทำตัวไม่ถูก
“ โทษทีมันส์มือไปหน่อย เธอเคยเห็นไฟร์บอลลูกใหญ่สุดประมาณไหน ” เอมอสหยุดมือ ก่อนจะะโขึ้นไปนั่งบนรถม้า ส่วนบาโรลท์ที่เห็นเอมอสไปพักแล้วเขาจึงพุ่งเข้าใส่มอนส์เตอร์ทันที
“ อืมม มากสุดที่เคยเห็นมันใหญ่พอๆกับรถม้าคันนี้ เขาเป็อาจารย์สอนในโรงเรียนอาณาจักรฉัน เขาแสดงให้เห็นว่าการอัพทักษะระดับต่ำอย่างไฟร์บอล เทียบไม่ได้เลยกับการอัพทักษะระดับที่สูงกว่าอย่างเช่น เมเทเออร์ สตอร์ม ทั้งความรุนแรง ขนาด และการสิ้นเปลืองพลังเวทย์และมานานั้นต่างกันลิบลับ แต่ผลที่ได้กลับมามันคนละเื่เลย ” ลอเรียลพยายามที่จะเปลี่ยนความคิดเอมอส จึงยกตัวอย่างให้เขาฟังเผื่อเขาจะเปลี่ยนใจ
“ ฉันชอบอาณาจักรเธอ ” เอมอสรู้ว่าลอเรียลกำลังโน้มน้าว เขาจึงรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ ทำไมนายถึงชอบอาณาจักรฉัน ” ลอเรียลไม่ได้รู้ตัวเองเลยว่าโดนเบี่ยงประเด็น
“ มีหลายอย่างที่อาณาจักรฉันพยายามปิดบังเเละบิดเบือน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยเธอเองก็น่าจะรู้ดี ” ลอเรียลพยักหน้าเธอเข้าใจดีว่าเอมอสหมายถึงอะไร
สิ่งแตกต่างกัันอย่างมากระหว่างอาณาจักรของเธอกับเอมอสคือ ข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่ยังมีอายุไม่ถึง 20 ปี ห้ามฝึกฝนทักษะด้านการต่อสู้และเวทมนต์ทุกชนิด นอกจากอ่านได้เพียงอย่างเดียว แตกต่างกับอาณาจักรเธอที่ไม่ได้มีกฎนี้มาบังคับ
“ ฉันรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน ทั้งเธอเเละบาโรลท์สามารถเอาชนะพวกนั้นได้ด้วยมือเปล่า แค่พวกเธอคนใดคนนึงก็ล้มพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย ต่างจากฉันที่พวกนั้นประมาทและอยู่ไกล้ฉันเกินไป ” เอมอสเอ่ย พลางมองบาโรลท์ที่กำลังไล่ฟันมอนส์เตอร์อย่างเมามัน
“ ถ้าวัดจากทักษะด้านการต่อสู้น่ะใช่ แต่ทุกคนที่กำเนิดจากเชื้อสายในอาณาจักรฉัน มีข้อด้อยคือพลังเวทย์และมานาน้อยมาก ถ้าเทียบกับคนในอาณาจักรของนาย ” ลอเรียลกล่าว เหมือนเธอจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามต่อว่า
“ เมื่อกี้นายใช้ทักษะเวทย์ไปตั้งหลายครั้ง รู้สึกยังไงบ้าง ”
“ ก็ไม่รู้สึกอะไรนะ ” เอมอสส่ายหัว
“ นายมันตัวประหลาด ปกตินักผจญภัยระดับเราใช้ทักษะเวทย์ไปขนาดนั้น อย่างน้อยต้องดื่มน้ำยาฟื้นฟูพลัง 1 ขวด ไม่ก็ไปนั่งพักเพื่อรอพลังเวทย์กับมานาฟื้นตัว แต่นายกลับไม่เป็อะไรเลยเนี่ยนะ ” แม้ว่าเธอจะรู้เื่ที่เขามีมานาและพลังเวทย์เหลือเฟือก็ตาม มันก็ยังยากที่จะทำความเข้าใจอยู่ดี
เอมอสที่ได้ยินดังนั้นก็เงียบไปเขาหวนนึกถึงคำพูดของพ่อตัวเองที่เคยพูดเอาไว้ว่า เขามีสิ่งที่คนอื่นไม่มี เื่นี้มันจะเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่เขาก็ไม่อาจทราบได้ ยิ่งนานวันเขายิ่งรู้สึกว่าพ่อของเขามีอะไรบางอย่างเก็บซ่อนเอาไว้
“ วันนี้เราพักกันที่นี่แหละ ตรงนี้ห่างไกลจากพวกมอนส์เตอร์มากที่สุด อีกเดี๋ยวตะวันก็จะตกดินละ ” เอมอสกล่าว เขาสำรวจพื้นที่ก่อนหน้านี้แล้ว ตรงนี้เป็จุดปลอดภัยมากที่สุดและยังไกล้กับป้าไม้รกทึบถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา พวกเขายังสามารถหลบหนีและใช้ประโยชน์จากต้นไม้ได้ด้วย ถ้าไปพักแรมตรงอื่นเเสงจากกองไฟพวกเขาจะเป็จุดเด่นมากเกินไป
“ เฮ้ ! บาโรลท์ ไปหาฟืนช่วยฉันหน่อย ” ลอเรียละโเรียกบาโรลท์ที่กำลังมันส์อยู่กับการไล่ฆ่ามอนส์เตอร์
“ วันนี้ขอเยอะๆเลยนะเอมอส ” พอได้ยินว่าจะหาฟืนบาโรลท์ก็ไม่รีรอที่จะไปช่วยลอเรียล เพราะถึงเวลาที่เขาจะได้กินอาหารชั้นเลิศจากเอมอสเเล้ว
“ วันนี้ฉันขอทานเนื้อสัตว์นะ ” ลอเรียลเอ่ยขอ ก่อนจะลากบาโรลท์หายเข้าไปในป่า เพื่อหาเชื้อฟืนมาก่อกองไฟ เหตุผลที่พวกเขาไม่นอนในรถม้าก็เพราะว่า ป้องกันการดักซุ่มโจมตีจากพวกโจรและกันไม่ให้มันถูกทำลายจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
หลังจากดื่มด่ำกับอาหารเลิศรส พวกเขาก็มานั่งล้อมรอบกองไฟเพื่อสนทนายามค่ำคืน โดยมีแสงจากดวงจันทร์และหิ้งห้อยขนาดใหญ่บินรายล้อม ทำให้ทัศนีย์ภาพไมได้มืดมิดมากนักแม้จะอยู่ใน่เวลากลางดึกก็ตาม
“ จริงสิ ตอนนั้นนายมีทักษะเวทย์สนับสนุนเพิ่มความเร็ว ทำไมไม่ใช้มันั้แ่แรก ” บาโรลท์เอ่ยถาม ถ้าตอนนั้นเอมอสใช้ั้แ่แรก การล้มหัวหน้าก็อบลินอาจจะง่ายกว่านี้
“ ฉันลืม ” เอมอสตอบสั้นๆ ทั้งบาโรลท์และลอเรียลได้แต่ทำหน้าเหลอหลา ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะพูดคำนี้ออกมา
“ ฉันไม่ได้ฉลาดและเก่งไปทุกเื่นะ ” เอมอสเอ่ย เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่
“ ฉันขอถามเื่นึงเอมอส ทำไมนายที่ดึงดันจะเป็หมอกลับไม่อัพทักษะ ฮีลลิ่งก่อนหละ ” ลอเรียลเอ่ยถามอย่างสงสัยถ้าคนที่มุ่งมั่นที่จะเป็หมอเเบบเขา แต่กลับเลือกที่จะใช้หินเวทมนต์ไปกับไฟร์บอลก่อน
“ เธอรู้จักหินเวทมนต์ เเซ็ฟไฟซ์ไหม ” เอมอสถามกลับ ลอเรียลส่ายหน้าเป็คำตอบ
“ นั่นแหละ ฉันต้องใช้หินนั้นในการอัพทักษะฮีลลิ่ง ฉันอ่านตำรามาหลายเล่มแต่ไม่มีเล่มไหนเลย ที่เอ่ยถึงหินเวทมนต์ชนิดนี้ ” เอมอสเอ่ยจบ ลอเรียลก็อยู่ในอาการตกตะลึง
“ ไม่มีทางเป็ไปได้ ! ทักษะฮีลลิ่งระดับต่ำใช้เเค่หินเวทมนต์ระดับต่ำในการอัพ ฉันไม่เคยได้ยินหินแบบที่นายพูดถึงเลย ” ลอเรียลเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ เเม้เธอจะรู้ว่าทักษะฮีลลิ่งของเอมอสนั้นดีกว่าฮีลลิ่งทั่วๆไป ในตอนแรกนั้นเธอคิดว่ามันอาจจะส่งผลมาจากพลังเวทย์และมานาที่มากมายของเขา แต่พอได้ยินเื่นี้เธอถึงกับไปไม่ถูก
“ มันเป็ไปแล้ว ต่อให้ใช้หินเวทย์มนต์ระดับสูงตัวตำราก็ไม่มีปฎิกิริยาอะไรเลย ” เอมอสกล่าวตามตรง ก่อนหน้านี้เขาได้ลองไปขอหินเวทมนต์ระดับสูงมาจากวาลัสมาก้อนนึง และลองเอาใส่เข้าไปในตำราฮีลลิ่งปรากฎว่ามันไม่มีการตอบสนองอะไรเลยแม้เเต่น้อย
“ ถ้ามันเป็แบบที่นายพูดมา แสดงว่าผลจากทักทักษะฮีลลิ่งที่มันดีกว่าปกติทั่วไป เกิดจากตัวตำราไม่ใช่เกิดจากพลังเวทย์และมานาของนาย ซึ่งมันหมายความว่าทักษะฮีลลิ่งของนายแตกต่างจากคนอื่น ” เอมอสและลอเรียลถึงกับแคะหู ไม่คิดว่าคำพูดที่ดูมีเหตุผลจะออกมาจากปากของบาโรลท์
“ นายใส่อะไรลงไปในกับข้าว เอมอส ” ลอเรียลถามเชิงหยอกล้อ เธอพยายามกลั้นขำเอาไว้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเอมอสที่พยายามกลั้นขำไม่ต่างจากเธอ ก็ะเิหัวเราะออกมาทันที
“ ฮ่าๆ ” เอมอสก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ได้เช่นกัน
“ ดูมีความสุขกันจังนะ ! ” ภายในป่าอันมืดมิดมีเสียงของชายฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นดังขึ้น
“ เบาเบาหน่อยสิโว้ย เดี๊ยวพวกมันก็รู้ตัวหมด ” ชายอีกคนห้ามปรามเพื่อนของตัวเองที่หลุดะโออกมา
“ ใจเย็นๆ คืนนี้พวกมันเสร็จเราแน่นอน ” เสียงที่ดูสุขมกว่าเอ่ย
“ ไม่คิดเลยว่าไอหมอมันจะมีทักษะเวทย์ ไฟร์บอลด้วย ” ชายคนแรกเอ่ย พยายามข่มกลั้นความโกรธเอาไว้อย่างเต็มที
“ ตอนนั้นพวกเราแค่ประมาท ถึงยังไงมันก็เป็แค่ทักษะระดับต่ำ ” ชายอีกคนกล่าว
“ ถ้าวาลัสไม่ยื่นมือเข้ามายุ่ง ป่านนี้พวกเราได้สุขสมกับนางนั่นแล้ว ” เป็เพราะวาลัสเข้าไปไกล่เกลี่ยกับทหารในอาณาจักร ทำให้พวกบาโรลท์และลอเรียลนั้นรอดพ้นจากการจับกุม
“ อย่าแม้แต่จะคิดไปยุ่งกับคนระดับนั้น แค่พวกเราคิดจะมาเอาคืนลูกชายของเพื่อนเขาก็เสี่ยงมากพอแล้ว ”
“ รอพวกนั้นเข้านอนก่อนเราค่อยจัดการตามแผน อย่าให้พวกมันรอดกลับไปได้แม้แต่คนเดียว ” ชายฉกรรจ์ที่ดูเป็ผู้นำมากที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“ ฉันขอตัวไปยิงกระต่ายแปป ” เอมอสกล่าวจบ ก็ลุกเดินไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งแต่เขาไม่ได้ลุกขึ้นมาเพื่อปลดทุกข์แต่อย่างใด
“ พวกมันไม่เลิกราวีจริงๆสินะ ” เอมอสเพ่งสายตาไปยังป่าหนาทึบที่มืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด ก่อนเขาจะเดินกลับมาที่ยังที่พัก
“ ฉันง่วงแล้ว นอนกันดีกว่า ” เอมอสจงใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ จนบาโรลท์และลอเรียลงงว่าทำไมเอมอสต้องะโออกมาทั้งที่อยู่ไม่ไกลกัน หลังจากนั้นเอมอสก็ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนอะไรบางอย่างบนพื้น เมื่อเห็นว่าทั้งคู่รู้เหตุผลของเขาเเล้วเอมอสจึงใช้น้ำดับกองไฟทันที
“ พวกมันน่าจะเป็มือใหม่จริงๆ ดับไฟทั้งที่อยู่ในพื้นที่แบบนี้โง่หาที่ใดเปรียบจริงๆ ” หนึ่งในชายฉกรรจ์เอ่ยอย่างดูถูก
“ หึหึ แบบนี้ค่อยง่ายหน่อย จับนังนั่นเป็ตัวประกันก่อน หลังจากนั้นค่อยเผาเต๊นที่ไอั์กับไอหมอมันนอนด้วยกัน ถ้าพวกมันรอดเราค่อยใช้นังนั่นข่มขู่ ” ชายอีกคนเอ่ยสั่งการ
“ อย่าลืมเด็ดขาด อย่ารีบฆ่าเธอเดี๋ยวมันจะหมดสนุก ” ชายอีกคนเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย
หลังจากนั้นชายฉกรรจ์ทั้ง 3 คน ก็เฝ้ารอเวลาอย่างใจเย็น จนผ่านไปได้เกือบ 3 ชั่วโมง พวกมันก็ได้ยินเสียงกรนอันดังสนั่นของบาโรลท์ พวกเขาจึงเริ่มทำตามแผน พวกมันค่อยๆเดินออกจากป่าไปยังเต๊นของกลุ่มเอมอสอย่างเงียบเชียบ หนึ่งในสามของคนกลุ่มนี้เเยกออกไปเพื่อจะไปจับตัวลอเรียลเป็ตัวประกัน ทันทีที่พวกมันเห็นว่าเพื่อนตัวเองเข้าไปในเต๊นของลอเรียลได้สำเร็จ พวกมันต่างใช้ทักษะเวทย์กระหน่ำโจมตีไม่ยั้ง และราดน้ำมันไปบนเต๊นเพื่อเร่งความร้อนเเรงของเปลวเพลิง
“ ฮ่าๆ นึกว่าจะแน่ ! ” ชายคนที่ถือเชื้อเพลิง ถ่มน้ำลายไปบนเต๊นอย่างสะใจ
“ เอาผู้หญิงออกมาได้แล้ว ขอฉันคนแรกนะโว้ย ” มันพูดด้วยน้ำเสียงหื่นกระหายจนปิดเอาไว้ไม่อยู่
“ เห้ย ! อย่าบอกนะว่านายจัดการเธอไปแล้ว ฮ่าๆ ” มันเอ่ยอย่างไม่ถือสา ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับใดใด
แต่แล้วทันใดนั้นลูกธนูก็ปักเข้าไปที่หัวเข่าของมันเข้าอย่างจัง
ฉึก !
“ โอ้ยย ใครวะ ! ” ชายอีกคนนึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ มันเริ่มหันซ้ายหันขวาอย่างหวาดระแวง
ฉึก ! ฉึก !
ลูกธนูอีกสองดอกปักเข้าไปที่หัวเข่าทั้งสองข้างของคนที่กำลังคุ้มกันเพื่อนตัวเองอยู่อย่างแม่นยำ
“ อยากจะสนุกกับฉันมากไม่ใช่หรอ " ลอเรียลเอ่ยพร้อมกับปรากฎตัวที่ด้านหลังต้นไม้ ส่วนเต๊นที่เธอนอนอยู่นั้นก็ปรากฎร่างของบาโรลท์ที่หิ้วร่างอันไร้สติของฉกรรจ์ ก่อนจะจับโยนไปรวมกับพรรคพวกของมันที่ได้รับาเ็อยู่
“ พวกนายรู้ตัวได้ยังไงกัน ” หนึ่งในชายฉกรรจ์เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ ฉันรู้ตัวั้แ่อยู่ในอาณาจักร หมออย่างฉันไม่ได้โง่อย่างที่นายคิด ” เอมอสกล่าว เขารู้ตัวั้แ่ตอนกำลังซื้อวัตถุดิบ ว่าพวกนี้ถูกวาลัสช่วยเหลือแต่พวกมันยังโกรธแค้นเขาอยู่ จึงออกติดตามเขามาตั้งต้นและเขาจงใจที่จะเดินทางช้าลง เพื่อให้พวกนี้ติดตามเขามาได้จนสำเร็จ
“ นายเป็คนวางแผนั้แ่ต้นสินะ ” ชายฉกรรจ์กัดฟันพูด
ที่พวกเขาตามมาจนทันนั้นเป็เพราะเอมอสตั้งใจ และการดับไฟเพื่อจะใช้ความมืดเป็ตัวช่วยในการสลับตำแหน่งของการนอนภายในเต๊น ก็เพื่อที่จะให้บาโรลท์เข้าไปอยู่ในเต๊นของลอเรียลแทน ซึ่งเอมอสกับลอเรียลนั้นไปซุ่มหลบอยู่หลังต้นไม้เพื่อรอจัดการกับคนกลุ่มนี้
“ เอายังไงกับมันดี พวกมันคิดจะฆ่าเราเลยนะ ” บาโรลท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอำมหิต ถ้าไม่ใช่เพราะเอมอสรู้ตัวก่อน เขาและลอเรียลอาจจะเกิดอันตรายไม่มากก็น้อย และที่สำคัญคนกลุ่มนี้คิดจะสังหารพวกเขาและปู้ยี้ปู้ยำลอเรียลจริงๆ
“ มันมีวิธีที่ดีกว่ามือเราจะเปื้อนเื บาโรลท์ ” เอมอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเื จนคนที่ได้ยินรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ จับมัดพวกมันให้หมด ” เอมอสเอ่ย ในตอนนี้ชายฉกรรจ์ที่มีสตีอยู่อีก 2 คนไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน เพราะลอเรียลนั้นประทับลูกธนูเล็งรอพวกเขาอย่างจดจ่อ
“ ทีนี้ก็รอเวลานักล่าออกหาเหยื่อ ” เอมอสพูดลอยๆ เมื่อเห็นว่าบาโรลท์จับชายทั้ง 3 คนผูกติดกับต้นไม้อย่างแ่า ไม่มีทางที่พวกเขาจะหนีออกไปได้เลย
“ ปล่อยพวกเราไปเถอะ ! ขอร้องหละฉันยังไม่อยากตาย " หนึ่งในชายฉกรรจ์เอ่ยอ้อนวอนร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าเวทนา
“ ถ้าพวกเราเป็ฝ่ายขอร้องบ้าง พวกนายจะปล่อยเราไปไหม ” เอมอสเอ่ยโดยไม่รู้สึกสารแม้เพียงนิด ถ้ากลับกันเป็เขา บาโรลท์และลอเรียที่ถูกกระทำแทน พวกมันก็คงไม่มีทางใยดี
“ ไปกันเถอะ ” เอมอสเรียกรถม้าออกมา ก่อนจะออกเดินทางต่อทันทีโดยไม่แยแสเหล่าชายฉกรรจ์พวกนี้เลยสักนิดเดียว