Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 46 ผ่านไปครึ่งปี

    บทที่ 46

    แสงแดดสีส้มอ่อนค่อยๆย้อมมหานครเอกแห่งจักรวรรดิโนว่าอย่างลูมินัสให้กลายเป็นยามทิวา ผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มลุกจากที่นอนเพื่อดำเนินกิจวัตรประจำวันเฉกเช่นปกติแต่ในยามเช้าที่ดูปกติก็มักจะมีใครบางคนที่ตื่นเร็วกว่าคนอื่นๆ

    ตึกๆๆ

    ณ บริเวณถนนใกล้กับเขตกำแพงเมืองที่ถูกขั้นด้วยคลองสายหนึ่งได้ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทราวกับท้องฟ้ายามราตรี ดวงตาสีทับทิมไม่ได้จับจ้องสิ่งใดเป็นพิเศษอย่างเช่นเคยสวมใส่ด้วยเสื้อแขนกุดกางเกงขาสั้นรัดรูปเผยให้เห็นร่างกายที่สมส่วนไม่มากหรือน้อยเกินไปเขากำลังสับเท้าวิ่งไปบนถนนเลียบคลองโดยมีทหารจักรวรรดิที่ประจำการอยู่แถวนั้นเหม่อมองด้วยแววตาเรียบเฉยเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันเห็นเด็กหนุ่ม

    ถนนเลียบคลองนั้นลากยาวไปรอบเมือง เด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาสีทับทิมหรือก็คือเอเลนมักจะใช้ถนนเส้นนี้ในการวิ่งออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อขัดเกลาร่างกายให้พร้อมต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ที่จริงแล้วนอกจากเขาก็มีนายทหารคนอื่นๆที่ยังไม่ถึงเวลาทำงานเองก็มักจะออกกำลังกายในลักษณะเดียวกันต่างกันตรงที่นายทหารเหล่านั้นมักจะสวมใส่สิ่งที่เรียกว่ากำไลแห่งผืนดินซึ่งเป็นอุปกรณ์ฝึกตนชนิดหนึ่งที่จะเพิ่มน้ำหนักให้ผู้สวมใส่เล็กน้อย

    แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับทักษะรำพันเดียวดายที่จะบีบบังคับให้ร่างกายของผู้ครอบครองอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงที่มากกว่าปกติ แม้จะผ่านเหตุการณ์ป่าเบรูอินมาแล้วครึ่งปีเอเลนก็ยังไม่สามารถเลื่อนมันเป็นระดับ 2 ได้แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนมากไปนัก

    ทุกๆก้าวที่เขาวิ่งมักจะทิ้งรอยยุบจางๆไว้บนพื้นที่ถูกอัดจนแน่น นายทหารหรือประชาชนที่มาออกกำลังกายที่เห็นแบบนั้นก็ต่างพากันกลืนน้ำลาย คงจะมีแต่เอเลนเท่านั้นที่ไม่ทราบว่าวัสดุที่ใช้สร้างเมืองนั้นล้วนเป็นสิ่งของที่มีความทนทานสูงมากลำพังแค่วิ่งผ่านไม่มีทางทำให้เกิดได้แม้แต่รอยขีดข่วนแต่เจ้าเด็กที่ไม่แม้แต่สวมใส่อุปกรณ์ฝึกตนอย่างกำไลแห่งผืนดินกลับทิ้งรอยเท้าเล็กๆไว้เสมอ

    หลังจากวิ่งรอบเมืองได้ครบห้ารอบเอเลนก็หยุดเท้าลงที่บริเวณใกล้กับเขตอุตสาหกรรม เด็กหนุ่มหอบหายใจเพราะแม้จะวิ่งเพียงห้ารอบแต่ก็เป็นห้ารอบที่ใช้เวลาถึงสองชั่วโมง ลูมินัสนั้นมีอาณาเขตกว้างมากๆถนนที่เขามักใช้วิ่งออกกำลังมีระยะทางมากถึงสิบกิโลเมตร

    เอเลนยกมือหยาบหนาปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า ดวงตาสีทับทิมเลื่อนไปมองยังแสงอาทิตย์ที่เริ่มลอยสูงก่อนจะเลื่อนมือไปหยิบนาฬิกาพกคู่ใจใบหน้าของเทพธิดาบนนาฬิกายังคงส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เขาเหมือนเคย นิ้วมือหยาบกดลงที่กลไกทำให้ฝาพับเปิดออก

    “แปดโมงเองเหรอเนี่ย แวะซื้ออาหารเช้าให้ลุงก่อนค่อยกลับร้านก็แล้วกัน”

    เอเลนพึมพำเบาๆก่อนจะนึกถึงใบหน้าของคนแคระชราอย่างเรกิลที่หลังจากเหตุการณ์หมู่บ้านเบรูอินได้จบลง เมื่อพวกเขาส่งมอบข้อมูลทุกอย่างให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จักรวรรดิตัดสินแล้วว่าหมู่บ้านไม่ปลอดภัยอีกต่อไปและได้ทำการจัดสรรพื้นที่ในลูมินัสเพื่อรองรับผู้อพยพ

    ตอนนั้นเองที่เอเลนได้ชักชวนเรกิลให้มาทำงานที่ร้านค้อนเพลิง หลังจากขบคิดมาซักพักแล้วพบว่าการดูแลร้านด้วยตัวคนเดียวนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างหนักหนาอีกอย่างในฐานะเจ้าของร้านเขาจึงได้ร่างสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการและได้มีการมอบเงินเดือนให้อย่างเป็นระบบ

    เรกิลไม่ใช่พนักงานคนเดียวที่เอเลนได้จ้างมา ถึงจะเก่งกาจยังไงเขากับเรกิลก็เป็นเพียงนายช่างไม่ใช่พ่อค้าเขาจึงได้ตรงไปยังสมาคมค้าขายเพื่อว่าจ้างพนักงานเพิ่มอีกหนึ่งคน หลังจากตระเตรียมร้านและสอนงานกันในที่สุดร้านค้อนเพลิงก็เปิดขายของอย่างเป็นทางการโดยกลุ่มลูกค้าก็คือคนคุ้นหน้าจากสมาคมนักผจญภัยทั้งหลายนอกจากอาวุธที่ขายดีสุดๆแล้วก็มีแหวนคลังศาสตราเป็นสินค้าหลักประจำร้าน

    เอเลนยังคงคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพลางสาวเท้าออกจากร้านขนมปังเจ้าประจำพร้อมขนมปังหลากหลายชนิดที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆจนมีกลิ่นหอมฉุย เอเลนหอบถุงกระดาษเดินไปตามถนนอย่างสบายอารมณ์แต่ก่อนที่จะทันได้เดินผ่านหัวมุมก่อนถึงร้านค้อนเพลิงเสียงๆหนึ่งก็ได้ดังขึ้น

    “พ่อหนูเอเลนนี่นา เพิ่งออกกำลังกายเสร็จเหรอจ๊ะ”

    เด็กหนุ่มหยุดชะงักก่อนจะเหลือบหันไปมองตามเสียงเรียก ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่มีรั้วเตี้ยๆล้อมบ้านเอาไว้มีหญิงชรานางหนึ่งในชุดกระโปรงยาวที่หาได้ทั่วไป ที่ไหล่ของนางคลุมด้วยผ้าคลุมผืนหนึ่งเนื่องจากอากาศที่ค่อนข้างเย็นสองมือถือเข็มกับด้ายและผ้าผืนหน่งที่มีรอยปะชุนเอาไว้หนยาบๆไม่สวยงามเท่าใดนัก

    “สวัสดีครับคุณยายแครอล อากาศข้างนอกตอนนี้ค่อนข้างเย็นคุณควรอยู่ในบ้านแล้วทำตัวให้อุ่นๆดีกว่านะครับ”

    เอเลนทักตอบพลางกล่าวเตือนด้วยความห่วงใยแต่หญิงชราที่มีผมสีขาวและดวงตาสีน้ำตาลกลับหัวเราะอย่างมีชีวิตชีวา เขารู้จักกับแครอลมานานตั้งแต่จำความได้เพราะในตอนที่ช่วงชีวิตของเขากำลังลำบากสุดๆก็มีคุณยายแครอลที่เคยมอบอาหารประทังชีวิตให้

    “เอาใจใส่ได้ดีแบบนี้สนใจรับหลานยายไปเป็นภรรยามั้ยจ๊ะ”

    หญิงชรากล่าวขึ้นยิ้มๆส่งผลให้คนที่เด็กกว่าได้แต่หัวเราะแห้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงชราพูดจาหยอกล้อในเชิงนี้กลับกันทุกครั้งที่เขาผ่านมาเจอเธอ แครอลจะพยายามยัดเยียดหลานสาวให้มาเป็นภรรยาอยู่ร่ำไป

    “ผู้ชายที่ดีกว่าผมมีอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด คุณยายคงเลือกผิดคนแล้ว”

    “ฮี่ๆๆ ยายแค่ล้อเล่นหรอกจ๊ะ แต่หนูเอเลนก็พูดเกินไปหน่อยนะ ยายว่าหนูเอเลนเองมีดีกว่ากว่าพวกผู้ชายที่มารุมตอมหลานยายเป็นไหนๆ”

    “ผมโดนเล่นเข้าแล้ว” เอเลนรับคำก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปยังผ้าผืนที่หญิงชราพยายามซ่อมมัน

    “ผ้าผืนนั้นสภาพไม่ค่อยดีเลย เปลี่ยนใหม่ไม่ดีกว่าเหรอครับ”

    “ไม่ได้หรอกจ๊ะ ผ้าผืนนี้คือสิ่งที่ลูกสาวยายเหลือไว้ให้หลานหลังจากที่เสียไปพร้อมสามี แต่มันถูกใช้งานมานานทำให้สภาพก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละจ๊ะ”

    แครอลตอบด้วยท่าทีลำบากใจพลางจ้องมองผ้าพันคอผืนน้อยด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เอเลนเองก็รู้สึกผิดที่พูดอะไรแบบนั้นออกไปจึงได้เอ่ยปาก

    “ถ้าอย่างนั้น ให้ผมลองซ่อมดูหน่อยได้มั้ยครับ”

    “หืม หนูเอเลนเป็นช่วงตีเหล็กไม่ใช่เหรอจ๊ะ?”

    แครอลกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเธอรู้จักกับเขามาหลายปีแต่ก็รู้แต่ก็รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของร้านค้อนเพลิง จึงไม่แปลกที่จะเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นช่างตีเหล็ก

    “เปล่าครับ จริงๆผมเป็นช่างฝีมือ พอจะมีความรู้ด้านการเย็บปักอยู่บ้าง”

    “ลองดูก็ได้จ๊ะ ถ้าขืนให้ยายเย็บต่อไปยัยหนูหลานยายได้โกรธที่ยายทำของดูต่างหน้าเสียหายแน่ๆ”

    เอเลนหยักหน้ารับก่อนที่จะขออนุญาตวางถุงกระดาษลงบนม้านั่งข้างแครอลแล้วรับเอาผ้าพันคอมาพลิกดูสองสามครั้งก่อนจะเลื่อนสายตาไมองยังด้ายม้วนที่แครอลกำลังใช้เย็บ

    “ด้ายที่คุณยายแครอลใช้หนาเกินไปหน่อย เนื้อผ้าเวลาเย็บเลยดูไม่ค่อยเนียนน่ะครับ”

    “ตายจริงตัวฉัน ขนาดของด้ายส่งผลขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะ”

    “ครับ มันสามารถใช้ซ่อมแซมได้ก็จริง แต่เวลาเย็บออกมาจะมีรอยเห็นชัดลองนึกภาพคนที่เป็นแผลเป็นดูนะครับ”

    ได้ยินแบบนั้นแครอลก็อุทานดังอา

    “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรจ๊ะ ขอบใจหนูเอเลนมากนะที่ดูให้ยาย”

    “ยังก่อนครับ ถึงด้ายจะเส้นใหญ่ไปหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี”

    เอเลนไม่ได้ส่งผ้าพันคอกลับ ตรงกันข้ามเขากลับเอื้อมมือไปหยิบเข็มกับด้ายมาแทนก่อนจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “ให้ผมจัดการเอง”

    ไวเท่าความคิดเอเลนพลันผนึกพลังเวทย์สีเงินขึ้นมาอึดหนึ่งไปที่ปลายเข็มก่อนที่มันจะแพร่ต่อไปตามเส้นด้ายจนเรืองแสงสีเงินชั่วขณะ โดยที่ตาของมนุษย์นั้นไม่มีทางมองเห็นเส้นด้ายพลันมีขนาดหดเล็กลงจนได้ขนาดที่เขาต้องการ เขาจัดการตัดรอยปะชุนโทรมๆนั่นทิ้งไปก่อนจะสอดเข็มเย็บผ้า

    ดวงตาของเอเลนพลันเป็นประกายแหลมคมเหมือนกับดาบ มือของเด็กหนุ่มขยับไปมาว่องไวด้วยค่าความชำนาญที่สูงล้นแซงค่าสถานะอื่นๆเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้นรอยขาดบนผ้าพันคอพลันถูกสมานแต่เอเลนกลับเหนือไปอีกขั้นหนึ่งเพราะแทนที่เขาจะซ่อมเพียงอย่างเดียวเขากลับสมานรอยขาดได้อย่างแนบเนียนประหนึ่งว่ามันไม่เคยเสียหายมาก่อน

    “น่าทึ่งมาก”

    แครอลรับผ้าพันคอกลับคืนพลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงปลื้มปิติ แม้จะอายุมากแต่ดวงตาของหญิงชราไม่ได้ฝ้าฝางไปตามอายุไข เจ้าหล่อนจัดการเก็บผ้าพันคอกลับเข้าไปในกล่องอย่างทะนุถนอม

    “ยายไม่รู้จะขอบคุณหนูเอเลนยังไงดี”

    “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมแค่ใช้เวทมนต์นิดๆหน่อยพักแปปเดียวมานาก็กลับมาเต็มแล้ว”

    เอเลนตอบกลับด้วยรอยยิ้มเพราะเขาไม่ได้เสียอะไรเลยจริงๆ เขาส่งอุปกรณ์ทั้งหมดคืนให้แก่แครอลแล้วหยิบถุงใส่ขนมปังมาถืออีกครั้งก่อนที่แครอลจะกล่าวไล่หลัง

    “ถ้าไม่รังเกียจสนใจรับหลายสาวของยายไปเป็นภรรยามั้ยจ๊ะ”

    “คุณยายเลิกล้อผมเล่นเถอะครับ...”

     

    กริ้งๆ

    ประตูร้านถูกผลักพร้อมกับมาร่างของเด็กหนุ่มในชุดเสื้อแขนกุดก้าวตามหลังมาติดๆ เขาเดินผ่านโต๊ะแสดงสินค้าที่ถูกเก็บไว้ใต้กระจกนิรภัยตรงไปยังโต๊ะยาวด้านหลังที่มีร่างของชายชราชาวคนแคระกำลังนั่งเช็ดอุปกรณ์อยู่ เรกิลเห็นเอเลนจึงได้ทักขึ้น

    “ไงไอ้หนู ไปวิ่งเสร็จแล้วเรอะ”

    “อื้อ เอ้านี่อาหารเช้า”

    เอเลนกล่าวตอบก่อนจะวางถุงกระดาษลงบนโต๊ะก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวา

    “แล้วเด็กๆละ.....”

    ยังไม่ทันพูดจบประโยคดีร่างเล็กๆสี่ร่างที่มีลักษณะแตกต่างกันพลันเบียดเสียดแย่งกันออกมาจากประตูหลังร้าน พวกมันแต่ละตัวมีหน้าตาที่น่ารักราวกับตุ๊กตา ก่อนจะยืนเรียงแถวกันหน้าสลอนราวกับสุนัขรออาหาร

    “พวกนายนี่จริงๆเลย”

    เอเลนบ่นเบาๆก่อนจะหยิบขนมปังสี่ชิ้นที่มีรสชาติแตกต่างกันส่งให้กับภูติตัวน้อยทั้งสี่ พวกมันส่งเสียงดีใจก่อนจะเลือนหายไปกับความว่างเปล่าโดยมีสายตาเรกิลที่มองตามอย่างทึ่ง

    “ให้ตายสิ ข้าละอึ้งทุกครั้งที่เห็นเอ็งสามารถควบคุมพวกภูติได้เชื่องไม่ต่างจากหมาตัวนึง”

    “ลุงก็พูดเกินไป ควบคุมที่ไหนกันพวกเขาอยากมาก็มาอยากไปก็ไปผมบังคับซะที่ไหนละ”

    เอเลนตอบง่ายๆส่งผลให้เรกิลได้แต่ถอนหายใจ ลำพังแค่รู้ว่ามีภูติถึงสองชนิดตัวมันก็ตกใจจนหัวใจเกือบวายไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนจบเรื่องที่เบรูอินนอกจากซากศพมังกรตัวเป็นๆแล้วเอเลนยังหนีบกระเต็งภูติแฝดที่หาได้ยากมากๆมาอีกคู่หนึ่งจะไม่ให้มันตกตะลึงได้อย่างไร

    “คงมีแต่เอ็งเท่านั้นที่เลี้ยงภูติเอาไว้เยอะขนาดนี้”

    เรกิลกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ เอเลนอาจจะไม่ใส่ใจแต่พื้นที่บริเวณรอบๆร้านค้อนเพลิงนี้เริ่มมีพลังธรรมชาติหนาแน่นขึ้นเป็นอย่างมาก

    “เคยบอกแล้วใช่มั้ยคะว่าให้เอาอาหารไปกินหลังร้าน พื้นที่ตรงนี้คือหน้าตาของร้านนะคะ เกิดมีหนูเข้ามาจะทำยังไง”

    ยังไม่ทันจะคุยกันต่อเสียงโวยวายสายหนึ่งก็ดังออกมาจากพื้นที่ด้านหลังร้าน ร่างบางๆที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นทับด้วยกระโปรงรัดรูปกับรองเท้าส้นสูงเจ้าของเรือนผมสีดำรวบเป็นมวยและดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสวมแว่นตาถือกระดานแข็งที่หนีบกระดาษมาด้วย เธอก้าวฉับๆตรงมาที่พวกเขาก่อนจะริบถุงกระดาษไปแบบไม่ใยดีจนเรกิลได้แต่โอดครวญ

    “โอยแม่หนูเอ้ย แค่ขนมปังเองทำไมใจร้ายขนาดนี้”

    “นั่นสิเคท กว่าร้านจะเปิดก็อีกชั่วโมงกว่าไว้ทานเร็จพวกผมทำความสะอาดเองก็ได้”

    เอเลนหันไปพูดกับเคทหรือชื่อเต็มแคทเทอรีนแม่ค้าสาวที่เขาจ้างมาจากสมาคมการค้าเมื่อหลายเดือนก่อน ต้องขอบคุณเธอที่มาทำหน้าที่ดูแลเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายของร้าน รวมไปถึงงานบริการต่างๆเคทล้วนทำด้วยตัวเองทั้งหมด ส่วนเรกิลมีหน้าที่ในการสร้างสินค้าที่ผลิตจำนวนมากและเอเลนที่มีหน้าที่เป็นเจ้าของร้านและรับหน้าที่สร้างสินค้าสั่งทำ

    เคทตวัดสายตากลับมาที่เอเลนโดยเผลอมองกล้ามเนื้ออันน่าดึงดูดพลางกลืนน้ำลายก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มๆ

    “คุณเจ้าของร้านก็เหมือนกันค่ะ ท่าทีเหลาะแหละไม่เป็นมืออาชีพของคุณช่วยอย่าแสดงออกมาต่อหน้าคนอื่นจะดีกว่านะคะ”

    “ได้ครับเจ้านาย”

    เอเลนแลบลิ้นล้อเลียนส่งผลให้สาวเจ้ามองค้อนกลับ

    “คุณเอเลน!”

    แต่ก่อนที่จะทันได้โวยวายอะไร เอเลนก็ชิงตบมือเสียงดังทำให้ทุกอย่างเงียบลง

    “เอาล่ะเลิกล้อเล่นได้แล้ว ระหว่างที่กำลังทานอาหารเช้ากันเคทช่วยสรุปยอดขายสัปดาห์ที่แล้วให้ฟังหน่อยได้มั้ย?”

    ไม่พูดเปล่า มือหยาบหนาเอื้อมไปคว้าถุงกระดาษก่อนจะยัดมันใส่มือเรกิลส่งผลให้แม่ค้าสาวได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะวางกระดานลงบนแล้วพลิกหน้ากระดาษขึ้น

    “สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมายอดขายแซงหน้าสัปดาห์ก่อนๆ 5% ค่ะ ถือว่าอัตราเติบโตของร้านค้อนเพลิงลดลงประมาณ 2%”

    ช่วงที่ร้านเปิดทำการใหม่ได้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมากจนเขากับเรกิลงานวุ่นทุกวัน จนเมื่อเดือนก่อนเมื่อสินค้าของเขาเริ่มกระจายไปทั่วถึงไม่แปลกที่ยอดขายจะลดลงเหนือสิ่งอื่นใดร้านค้อนเพลิงยังเป็นผู้ถือสูตรการผลิตคลังศาสตราเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

    หลังจากจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องกับสมาคมการค้าทำให้เอเลนไม่มีความจำเป็นต้องเกรงกลัวว่าจะถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ

    “แล้วราคาวัสดุละ?”

    “ช่วงนี้ราคาโลหะดีดตัวขึ้นจากเมื่อเดือนก่อนนิดหน่อย คาดว่าจะไม่เป็นปัญหาค่ะ”

    เคทเอ่ยพลางยื่นกระดาษที่มีตารางเปรียบเทียบราคาแบบวันต่อวันพบว่าราคาเหล็กปรับตัวขึ้นมานิดหน่อยจริงๆแต่ก็ไม่กระทบกับราคาของสินค้าในตอนนี้ เนื่องจากต้องขลุกอยู่ในโรงหลอมตลอดทำให้เอเลนไม่อาจออกไปขุดแร่ด้วยตัวเองแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว เขาจึงได้ขอให้แจ็คสันเป็นผู้จัดหาวัสดุให้ในราคาตลาดแม้อาจต้องเสียเวลาเพื่อทำให้มันเป็นก้อนแร่บริสุทธิ์แต่ก็คุ้มค่า

    “แล้วทางลุงล่ะ ผลิตสินค้าออกมาขายทันใช่มั้ยตอนนี้คลังศาสตราผมเห็นเหลืออยู่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบวงเองนี่”

    เอเลนถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงเพราะตั้งแต่ปิดร้านมาพวกเขาก็มีเวลาพักผ่อนกันน้อยมากๆจะมีก็แต่เรกิลที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดในขณะที่ทำงานหนัก ชายชราฉีกยิ้มหลังจากกันขนมปังไปสามชิ้นก่อนจะชี้ไปทางโรงหลอม

    “เมื่อวานเพิ่งสร้างเสร็จไปอีกห้าร้อยวง กำลังรอขึ้นรูปอีกสองร้อยไม่ต้องกลัวว่าวันนี้จะไม่มีขาย”

    เรกิลกล่าว

    “อีกอย่าง ต้องขอบคุณอักษรรูนของเอ็ง ทำให้งานที่ต้องใช้เวลามากสามารถทำได้แบบวันต่อวัน”

    นอกจากเรื่องที่ปรับปรุงทัศนวิสัยและบรรยากาศของร้านแล้ว เอเลนได้คำนึงถึงอนาคตว่าร้านเขาจะต้องมีรายการสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก มากขนาดที่เขาสองคนผลิตกันไม่ทันเลยทีเดียว จึงได้ใช้รูนเวลาและปริภูมิศึกษาและใช้มันขยายโรงหลอมให้กว้างพอสำหรับสองคนและยังปรับอัตราส่วนเวลาให้แตกต่างจากโลกภายนอกทำให้พวกเขามีเวลาทำงานมากกว่าคนอื่นๆ

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทางร้านสามารถนำสินค้าขายดีอย่างคลังศาสตรามาเติมได้เรื่อยๆราวกับไม่มีวันหมด แต่ช่วงนี้โชคดีตรงที่สอนค้าเริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้างทำให้ความต้องการในการซื้อลดลงจนพวกเขามีเวลาพักหายใจ

    “แล้วรายการสั่งซื้อพิเศษละคะคุณเจ้าของร้าน”

    หลังจากถามคนอื่นมานานเอเลนก็เป็นฝ่ายถูกถามบ้าง เพียงเพราะเป็นเจ้าของร้านใช่ว่าเขาจะโยนงานทั้งหมดให้ลูกจ้างทำ แต่เพราะมีเรกิลอยู่ทำเขาสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานที่จำเป็นต้องใช้ทักษะขั้นสูงได้

    “รายการสั่งซื้อของบารอนนีลกับนายร้อยเลออนเสร็จแล้ว ส่วนของเอิร์ลบาแซคตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการหลอม ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการณ์แต่เคทช่วยเตือนผมอีกทีนะ”

    “รับทราบค่ะ”

    เคทรับคำก่อนจะจดทุกอย่างที่เอเลนและเรกิลพูดลงกระดาน การประชุมเล็กๆนี้มักจะเกิดขึ้นก่อนเริ่มงานทุกวันพวกเขาจะคุยสรุปงานกันสั้นๆเพื่อรายงานงานที่ค้างของตัวเองรวมถึงหารือวิธีกันแก้ปัญหาและวางแผนงานกัน โชคดีที่พวกเขามีเคททำให้งานขายมีประสิทธิภาพมากโดยเฉพาะความคิดเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของเธอนั้นช่วยทำให้สินค้าดูน่ากลับมาซื้อใหม่รวมถึงเป็นการเพิ่มมูลค่าไปในตัว

    “อ้อ คุณเจ้าของร้านคะมีอีกเรื่องหนึ่งจากสมาคมช่างตีเหล็กค่ะ”

    เคทหยิบซองจดหมายปิดผนึกออกมาส่งให้เอเลนซึ่งผนึกครั่งสีแดงพิมพ์เป็นรูปค้อนบนทั่งเหล็ก เอเลนรับมาเปิดอ่านพลันมีสีหน้ามืดลงจนเรกิลอดถามขึ้นไม่ได้

    “เกิดอะไรขึ้นงั้นรึไอ้หนู ทำหน้าตาเครียดเชียว”

    เอเลนกางจดหมายให้ทุกคนได้อ่าน

    “ใบอนุญาตประกอบการตีเหล็กของร้านค้อนเพลิงกำลังจะหมดอายุ...”

    ในตอนที่พ่อกับแม่ของเขาทิ้งเขาไปนอกจากร้านค้อนเพลิงแล้วพวกท่านยังทิ้งใบอนุญาตการประกอบการตีเหล็กและใบอนุญาตการค้าขายเอาไว้ให้ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับมีอายุสิบปีก่อนจะต้องต่ออายุ

    “ถ้างั้นคุณเจ้าของร้านก็เอาใบอนุญาตไปต่ออายุสิคะ?”

    เคทตอบง่ายๆ เด็กสาวไม่เข้าใจสีหน้าที่ดูกังวลของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อยทำให้เอเลนต้องหยิบจดหมายออกมาจากแหวนมิติเก็บของออกมาอีกฉบับแล้ววางมันลง เคทและเรกิลมองหน้ากันก่อนจะอ่านจดหมายทั้งสองพลันมีสีหน้าดำมืดแบบเดียวกับเอเลนในทันที

    “ไอ้พวกสมาคมบัดซบหน้าเลือด พวกมันอยากได้สูตรคลังศาสตราจนถึงกับต้องใช้วิธีนี้เลยงั้นเรอะ”

    เรกิลกล่าวอย่างมีอารมณ์เพราะเนื้อหาในจดหมายนั้นในช่วงแรกกล่าวถึงการที่เอเลนกระทำการผิดกฏหมายทั้งที่ไม่ใช่คลาสช่างตีเหล็กแต่กับประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการตีเหล็ก ทางสมาคมต้องการให้เอเลนชดใช้ด้วยการส่งมอบรายได้50%ให้กับทางสมาคมเป็นเวลา 5 ปีเป็นค่าชดเชยความผิด รวมไปถึงบีบบังคับให้ร้านค้อนเพลิงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมเพื่อหาทางแบ่งเงินปันผลไปจากร้าน นอกจากนี้ยังต้องการให้เอเลนส่งมอบสูตรการผลิตคลังศาสตราให้กับทางสมาคมตรวจสอบอีกด้วย

    ที่พวกมันเลือกลงมือในเวลาแบบนี้เพราะร้านค้อนเพลิงยังมีใบอนุญาตประกอบการตีเหล็กฉบับเดิมอยู่ และหากเอเลนต้องการจะประกอบกิจการอย่างถูกกฏหมายเขาจึงมีความจำเป็นจะต้องต่อใบอนุญาติดังกล่าวซึ่งผู้ที่สามารถออกใบอนุญาติให้ใหม่ได้นั้นมีเพียงสมาคมช่างตีเหล็กเท่านั้น

    เอเลนกำมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปัญหาบางอย่างต่อให้มีพลังหรือปัญญาเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเขายังขาดอำนาจ

    “ปัญหาอยู่ที่คลาสของคุณเอเลนนั่นแหละค่ะ ทางนั้นเล่นใช้วิธีจู่โจมเข้ามาทั้งที่คลาสของคุณเอเลนเองก็มีความสามารถแบบเดียวกับพวกเขาแท้ๆ”

    “สมาคมจะไม่ยอมรับความแตกต่างของคลาส ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีความสามารถแค่ไหนก็ตาม”

    เอเลนชี้ไปที่ประโยคหนึ่งในจดหมาย

    “ทั้งที่เมื่อก่อนพวกมันไม่เคยสนใจใยดีพวกเรามาก่อนแท้ๆ”

    เอเลนพอจะทราบว่ารายได้ทุกๆเม็ดเงินที่เขาได้รับมาจะต้องแลกมาด้วยการที่รายได้ของร้านตีเหล็กร้านอื่นลดลง เมื่อเดือนก่อนเคยมีนักเลงกลุ่มนึงมาหาเรื่องที่ร้านเขาอย่างไร้เหตุผลแต่ก็ถูกเอเลนส่งกลับไปนอนโรงพยาบาลกันหมด เอเลนเริ่มคิดแล้วว่าพวกมันนั้นเกี่ยวข้องกัน

    “ข้าได้ข่าวมาว่าสมาคมช่างตีเหล็กกำลังอยู่ในช่วงขาลง ในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาแม้จะมีอัจฉริยะเกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีผลงานใหม่เกิดขึ้น คงอาจจะเพราะแบบนี้ละมั้งคลังศาสตราถึงได้มีค่าขึ้นมา”

    เรกิลกล่าวออกมาตามความคิดของตนแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเนื่องจากผลงานที่น้อยนิดทำให้จักรวรรดิเริ่มไม่เห็นถึงคุณค่าของสมาคมถึงขนาดที่ว่าอาจจะต้องมีการตัดงบประมาณที่ใช้ดูแลสมาคมเพื่อนำไปทำอย่างอื่น

    “แต่ทำแบบนี้ไม่น่าเกลียดเกินไปหน่อยเหรอคะ เหตุผลแบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับปล้นกันโต้งๆเลยนี่”

    “เพราะเป็นสมาคมช่างตีเหล็กไงถึงทำแบบนี้ได้”

    เอเลนกล่าว

    “ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่พวกมันเป็นเจ้าของกฎจะออกแบบกฎยังไงก็ได้ผมคิดว่าถ้าเราทำเป็นยอม พวกมันจะขูดรีดพวกเราหนักกว่าเดิม”

    การอ่อนน้อมถ่อมตนบางครั้งมันก็ดีแต่ก็ใช่ว่ามันจะใช้แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง กับคนบางคนจะต้องไม่แสดงความอ่อนแอออกมาห้เห็นไม่เช่นนั้นก็จะถูกรุมฉีกทึ้งเอาไว้

    “ให้นังหนูเซลีนช่วยไม่ได้เลยงั้นรึ?”

    เรกิลที่ผุดความคิดนี้ขึ้นมาได้อย่างไรก็ม่ทราบโผล่งขึ้นแต่เอเลนส่ายหน้าทันที

    “ถ้าเราหวังเอาแต่พึ่งพาคนอื่น เราจะเติบโตได้ยังไง อีกอย่างตระกูลเอิร์ลที่เป็นขุนนางก็จัดอยู่ในพวกเล่นตามกฎ”

    “ถ้าอย่างนั้นเอ็งจะทำยังไงล่ะ”

    “ผมก็ไม่รู้....”

    เอเลนตอบพลางถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา ใครจะคิดเล่าว่าเปิดร้านมาย่างราบรื่นหลายเดือนกลับต้องถูกเล่นงานแบบนี้ เขาไม่มีความคิดที่จะดึงลูน่ากับเซลีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เด็ดขาด

    ปึงๆๆๆ

    ตอนนั้นเองที่หน้าร้านได้มีใคบางคนมาเคาะประตูเสียงดัง พวกเขาทั้งสามคนประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะร้านค้อนเพลิงนั้นระบุเวลาเปิดทำการเอาไว้อย่างชัดเจนไม่เคยมีลูกค้าซักคนที่มาก่อนเวลาเร็วขนาดนี้แต่เมื่อพินิจหน้าเหล่าอาคันตุกะแปลกหน้าให้ดีๆเคทก็หน้าเปลี่ยนสีก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

    “คนของสมาคมช่างตีเหล็ก...”

    “บ้าจริง ตอนนี้เนี่ยนะ”

    เอเลนรีบลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันที คงจะไม่เหมาะนักหากต้องพบกับนสำคัญในชุดออกกำลังกาย เรกิลเองก็รีบสงบปากสงบคำส่วนเคทเป็นคนที่ไปเปิดประตู

    แกร่ก

    เสียงประตูดังก่อนที่ชายฉกรรจน์สิบคนจะเดินเข้ามาในร้านนำโดยชายร่างผอมท่าทางเจ้าสำอางผู้หนึ่ง แต่งกายด้วยชุดสูทหรูหรารองเท้าหนังขัดมันเส้นผมถูกหวีจนเรียบเดินทอดน่องเข้ามาในร้านโดยมีชายฉกรรน์เดินตามหลังกระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆของร้าน

    ที่เคททราบว่าคนๆนี้คือคนของสมาคมทั้งที่ยังไม่รู้ชื่อคือเข็มกลัดสีเงินรูปค้อนวางบนทั่งแบบเดียวกับครั่งผนึกจดหมายที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อ เขาก้าวนำหน้าเสมือนว่าเป็นผู้นำกลุ่มใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่อยากมองทุกสิ่งที่อยู่ต่ำกว่า

    เอเลนเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยเดินลงมาเป็นเวลาเดียวกับที่ชายเจ้าสำอางเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะคิดเงิน มันจ้องมองเด็กหนุ่มและคนของร้านค้อนเพลิงด้วยแววตาเรียบเฉย

    “ช่างเป็นร้านที่ซอมซ่อเกินกว่าที่อัจฉริยะอย่างผมจะรับได้จริงๆ”

    คำดูแคลนหลุดออกมาจากปากส่งผลให้เรกิลชักสีหน้าทันที แต่คนแคระชราก็ยังไม่ทำอะไรเนื่องจากตระหนักดีว่ามันเป็นการข้ามหน้าเอเลนที่เป็นเจ้าของร้าน สีหน้าของเอเลนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันดวตาสีทับทิมทอประกายเย็นชาก่อนจะเปิดปากขึ้นบ้าง

    “นั่นคือมารยาทของผู้ที่เอานักเลงเป็นสิบๆคนเข้ามาในบ้านคนอื่นงั้นรึ”

    เอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแต่ยังไม่ได้แผ่บรรยากาศคุกคาม เขาจำใบหน้าของพวกนักเลงทั้งหลายที่ชายเจ้าสำอางค์คนนี้พามาด้วยได้ เป็นพวกนันนี่แหะที่คอยหาเรื่องทำร้ายเขาอย่างไม่มีเหตุผลก่อนจะถูกเขาซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว

    “หึหึ ระวังคำพูดคำจาหน่อยเพราะนั้นอาจทำให้อนาคตของร้านค้อนเพลิงตกอยู่ในอันตรายเอานะ”

    ชายเจ้าสำอางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงถือดีก่อนจะหยิบมีดเล่มหนึ่งนชั้นวางออกมาถือ ดวงตาเพ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโยนมีดนี้ทิ้งลงนโต๊ะอย่างไม่ใยดี

    “มีดหน้าตาบ้านๆแบบนี้ก็แค่ขยะชิ้นนึง ร้านนี้ผลิตแต่ของไม่ได้คุณภาพเปิดไปก็รังแต่จะเป็นราคีให้แก่สมาคมช่างตีเหล็กที่สูงส่ง”

    ดวงตาสีทับทิมทอประกายเย็นเยียบเจตนาของอีกฝ่ายที่มานั้นเพื่อมาหาเรื่องอย่างชัดเจน หากมีสมองซักนิดคนทั่วไปก็จะใช้ทักษะตรวจสอบแล้วจะพบกับความยอดเยี่ยมของอาวุธชิ้นนั้น แต่เจ้าคนเจ้าสำอางค์นี่กลับใช้ดวงตาเปล่าจ้องมองตรวจดูอย่างหยาบๆเท่านั้นโดยมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก

    ไม่จบเพียงเท่านั้นชายเจ้าสำอางเรียกมีดเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติเก็บของ ตัวมีดนั้นมีสีทองและรูปลักษณ์ที่สวยงามจนเอเลนคิดว่ามันควรเป็นเครื่องประดับมากกว่าอาวุธ ชายเจ้าสำอางลูบไล้ตัวมีดอย่างหวงแหน

    “จงปลาบปลื้มซะเถอะที่ผมอุตส่านำอาวุธที่ถูกสร้างโดยช่างตีเหล็กอัจฉริยะท่านอาเบลผู้นี้”

     

    ****************************************************************

    ช่วงบ่นท้ายตอน

    ขอกล่าวเปิด Zelion Fantasy Season 2 อย่างเป็นทางการครับผม(เอคโค่)

    ขอให้เพื่อนๆอ่านกันด้วยความบันเทิงนะครับผม

    Zero Times