โรงพยาบาลวิภาบดี ภายในห้องส่วนตัวของแพทย์คนหนึ่ง เขากำลังมองพลิกแผ่นชาร์จรวมถึงเอกสารการรักษาของคนไข้รายหนึ่งด้วยสีหน้าจริงจัง และเคร่งเครียด ซึ่งแน่นอนว่าเอกสารพวกนั้นเป็ของนาย ณัฐภูมิผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาลมาด้วยอาการาเ็ที่ส่วนหัว จนสุดท้ายหลังจากการตรวจอย่างละเอียดพบว่าเขามีอาการที่เรียกว่า ‘เส้นเืในสมองแตก’
แม้ว่ามันฟังดูเหมือนจะร้ายแรง แต่ยังโชคดีที่ชายคนนั้นมีบุญวาสนา เพราะมันเป็เพียงแค่เส้นเืฝอยเท่านั้น หากเป็เส้นเืสำคัญจุดอื่นๆ เขาคงจะไม่รอดชีวิตั้แ่แตกไปแล้ว
แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่เขากำลังเคร่งศึกษาอยู่ แต่ประเด็นนั้นมันอยู่ตรงที่ว่าจู่ๆคนไข้ที่มีอาการตามชาร์จ และเอกสารการรักษาชี้ชัดว่าอาจจะถึงขั้นเป็อัมพาตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ห่างจากสายตาของเขาไป ชายคนนั้นกลับลุกขึ้นมาเดินหน้าตาเฉย มันเรียกได้ว่ายิ่งกว่าปาฏิหาริย์เสียอีก..
“ขออนุญาตค่ะรุ่นพี่.. นี่ฉันเอง ยุ่งอยู่เหรอคะ” จู่ๆเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา เธอเปิดประตูเข้ามาอย่างเคยชินเหมือนทุกๆครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้เธอก็ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะมันจะมีน้อยครั้งที่รุ่นพี่ของเธอมีอาการ และสีหน้าอย่างนี้
“เธอมาก็ดีล่ะ ‘เฟิร์น’ เธอช่วยมาดูเอกสารตรงนี้หน่อยสิ..”
เขาไม่รอช้าเรียกรุ่นน้องของเขาเข้ามาดูเอกสารเป็เพื่อน อีกอย่างเขาจะได้มั่นใจว่าวิชาการแพทย์ของเขาไม่ได้เข้าใจอะไรผิดพลาดไป หลังจากเหตุการณ์นั้นเขารู้สึกสับสนในความรู้ของตัวเองเป็อย่างมาก ดังนั้นถ้ามีคนช่วยยืนยันกับเขาสักคนก็น่าจะสบายใจขึ้นมากกว่านี้
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า ‘เฟิร์น’ นั้น เธอเอียงคอสงสัยเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบดูเอกสารที่รุ่นพี่ของเธอยื่นมาให้ แม้ว่าเอกสารพวกนี้จริงๆแล้วมันเป็ความลับ แต่ว่ามันก็มีบางครั้งที่เหล่าแพทย์เองก็้าคำปรึกษาของแพทย์คนอื่นๆเพื่อรักษาให้ดีที่สุด ซึ่งเขาไว้ใจรุ่นน้องสาวคนนี้จึงยื่นให้ดูอย่างไม่คิดอะไร..
“หือออ เส้นเืในสมองแตกอย่างนั้นเหรอคะพี่ ‘พล’.. แต่มันก็เป็แค่เส้นเืฝอยนี่น่า ถึงจะมีโอกาสที่หลังจากการผ่าตัดคนไข้จะเป็อัมพาตครึ่งซีกได้สูง แต่ถ้ารักษาทัน และถูกต้อง ชายคนนี้ก็ไม่น่าจะถึงขั้นเสียชีวิตเลยนี่คะ..” เฟิร์นกล่าว และเธอก็ไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุที่รุ่นพี่ของเธอเครียดนั้นคืออะไรกันแน่ จึงพูดออกความเห็นกลางๆไปเท่านั้น
“ก็ใช่.. แล้วเธอคิดว่าคนที่ป่วยด้วยอาการอย่างนี้จะะโโลดเต้นราวกับคนที่ไม่เป็อะไร ทั้งๆที่ยังไม่ผ่าตัดได้ไหมล่ะ” พลกล่าวถามกับรุ่นน้องของเขา ซึ่งเมื่อเฟิร์นได้ยินดังนั้นเธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาพลางหัวเราะตาม..
“ฮ่าๆๆ รุ่นพี่กำลังล้อเล่นกับฉันอยู่เหรอคะ เป็มุกใหม่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว ฉันคงจะต้องจดไปเล่นกับเพื่อนๆคนอื่นๆบ้างแล้ว..ฮ่าๆ เส้นเืในสมองแตก แม้ว่ามันจะเป็เพียงแค่เส้นเืฝอย แต่กลับะโโลนเต้นได้นี่ ฮ่าๆ.. ตลกมากค่า” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับหัวเราะ ซึ่งเมื่อพลได้ยินคำตอบนั้นเขาก็พิงหลังที่เก้าอี้ราวกับว่าเขาไม่ได้บกพร่องในความรู้ตามที่ตัวเองกำลังสับสนอยู่..
“อย่าบอกนะคะว่ามันเป็เื่จริง?.. ห้ามพูดแบบนั้นเด็ดขาดเลยนะคะ ต่อให้เป็นักศึกษาแพทย์ปี 1 ไม่สิ! เด็กป.2 ตอบ คำตอบที่ได้ก็คงจะรู้ๆกันอยู่ อีกอย่างถึงจะได้รับการผ่าตัดมาแล้วก็ใช่ว่าจะทำอย่างที่ว่ามาได้เลย มันจะต้องใช้เวลาในการพักฟื้นอีกหลายวัน หรือหลายเดือนเลยล่ะค่ะ”
เฟิร์นกล่าวพลางพยักหน้าไปด้วย พลที่ได้รับการยืนยันซ้ำแล้วเขาก็มั่นใจแล้วว่ามันไม่มีทางเป็ไปได้ และจู่ๆภาพของผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นก็หลุดลอยเข้ามาในหัวสมอง เขาพยายามนึกถึงคำพูดของชายคนนั้นทั้งก่อนหน้า และหลังเหตุการณ์ที่เขาจะต้องประสบพบเจอ..
“เื่ของปาฏิหาริย์ และความเชื่ออย่างนั้นเหรอ...” พลกล่าวกับตัวเองเบาๆ แต่มันก็ไม่พ้นที่เฟิร์นรุ่นน้องสาวจะได้ยินคำพูดนั้นของรุ่นพี่..
“อะไรกันคะรุ่นพี่.. อาชีพของเราคือแพทย์นะคะ ไม่ใช่หมอเดาพวกนั้น.. เราเชื่อในวิทยาศาสตร์ และทุกอย่างมันก็มีคำตอบของมันเองค่ะ...” เฟิร์นพูดกล่าว แต่มันยังไม่ทันที่จะจบ จู่ๆห้องของพลก็ถูกเคาะอีกครั้ง ท่าทางของผู้ที่มาเคาะเองก็ดูเหมือนจะรีบร้อนเอามากๆ
“คุณหมอคะ.. คนไข้คนนั้น เอ๊ะ! ขอโทษค่ะไม่คิดว่าหมอจะมีแขกอยู่..”
และคนที่มาเคาะด้วยท่าทางรีบร้อนนี้ก็คือพยาบาลในที่เกิดเหตุอันน่าตกตะลึงนั่นเอง เธอกำลังจะมาแจ้งว่าคนไข้คนนั้นกลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อตรวจอาการ แต่ทว่าเธอก็ต้องหยุดเอาไว้ก่อนเมื่อเห็นว่าหมอกำลังมีแขกอยู่ แถมแขกคนนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา ถึงเธอจะมีความชำนาญทางการแพทย์ที่เรียกได้ว่ามือใหม่ แต่เธอก็เป็ถึงลูกสาวของประธานบริหารโรงพยาบาลแห่งนี้เลยทีเดียว..
“ทำไมไม่รอให้อนุญาตก่อนล่ะ.. ถึงจะเป็เื่ด่วนแค่ไหนก็ตามเถอะ” เฟิร์นกล่าวพลางกระดิกนิ้วที่แขนในท่ากอดอกไม่พอใจ พลที่เห็นและได้ยินอย่างนั้นเขาแทบจะไม่สนใจรุ่นน้องของเขาอีกต่อไป สิ่งที่เขาได้ยินเมื่อสักครู่ มันสำคัญมากกว่า..
“พยาบาล! คุณบอกว่าคนไข้คนนั้นกลับมา.. ใช่คุณณัฐภูมิหรือเปล่า” พลกล่าวถาม ส่วนพยาบาลก็พยักหน้าเป็คำตอบ พลที่เห็นอย่างนั้นเขาก็ไม่รอช้ารีบลุกจากเก้าอี้ และหันไปคว้าเสื้อกาวน์มาสวมทันที
“รีบนำทางไปเลย!.. เฟิร์น! ฉันขอตัวก่อนนะ เื่ด่วนมากจริงๆ” พลกล่าวพร้อมกับไม่รอเอาคำตอบใดๆ เขารีบเดินออกจากห้องไปท่ามกลางความมึนงงของเฟิร์น แน่นอนว่าเธอไม่ค่อยจะพอใจสักเท่าไรที่รุ่นพี่ทำกับเธออย่างนี้ เธอโบกมือพัดหน้าของตัวเองเพื่อให้อาการหงุดหงิดเย็นลง
“ใจเย็นๆไว้ยัยเฟิร์น.. คนไข้คนนั้นอาจจะเป็เคสด่วนมากจริงๆก็ได้.. เฮ้ออ!” เฟิร์นกล่าวกับตัวเอง ก่อนจะเก็บกระเป๋า และเดินจากห้องไป เธอรู้ดีว่าการรักษาหรือจะอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคนไข้เร่งด่วนคงจะใช้เวลามากแน่นอน ดังนั้นรอไปก็เสียเวลาเปล่า เธอจึงเลือกที่จะกลับบ้านพักผ่อนจะดีกว่า อีกอย่างงานวันนี้ของเธอก็ค่อนข้างหนักจนเธออยากจะนอนบนเตียงนุ่มๆแล้ว
ในระหว่างที่เธอกำลังเดินไปยังอาคารจอดรถที่อยู่ด้านหลังตึก ในหัวก็พยายามคิดว่าจะเข้าหารุ่นพี่ยังไงดี ใช่แล้ว! เธอแอบชอบพี่รหัสคนนี้มาั้แ่ปีหนึ่ง และการที่เขาได้ทำงานที่นี่มันก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ เส้นสายที่เธอมีทั้งหมดถูกใช้เพื่อดึงตัวของพี่พลมาทำงานที่แห่งนี้..
ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะว่าโรงพยาบาลแห่งนี้เป็กิจการของทางบ้าน เธอคงจะไม่มีโอกาสได้ทำงานที่อื่น การที่ดึงตัวของคนที่ชอบมาอยู่ใกล้ตัว หวังจะได้เจอ และสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้นมันจึงเป็วิธีที่ดีที่สุดแล้ว แต่ทว่าไม่ว่าเธอจะเข้าหารุ่นพี่เขายังไง กำแพงของคำว่าพี่น้องมันก็ยิ่งหนาขึ้นไปทุกที มันไม่มีรูหรือช่องว่างพอให้เธอเข้าไปในหัวใจเขาได้เลยสักนิดเดียว..
“จะทำยังไงดีน้า.. อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งขนาดนั้นแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้าเลย”
เฟิร์นกล่าวพลางบิดี้เีไปด้วย แต่ในระหว่างนั้นเองเธอก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง เสียงมันช่างคล้ายกับเสียงคนเหยียบเศษแก้วที่แตกละเอียด
เธอหันไปมองตามทางต้นเสียง และเธอก็พบกับบุคคลคนหนึ่งที่กำลังมุดตัวเข้าไปด้านประตูหลังของรถที่จอดอยู่ สายตาของเธอเลื่อนไปมองด้านล่างก็พบว่าคนคนนั้นกำลังปัดเศษแก้วลงบนพื้น ประกอบกับกระจกรถที่แตกอยู่ และแล้วิญญานักสืบจิ๋วก็บังเกิดในตัวของเธอ
“โจรอย่างนั้นเหรอ.. แย่แล้ว! ถ้าเป็อย่างนี้ชื่อเสียงของโรงพยาบาลเราจะต้องตกต่ำแน่ๆ ถ้ามีข่าวออกไปว่ารถของคนไข้ถูกปล้น พวกรปภ.มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมดนะ ปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลของเราได้ยังไงกัน.. ไม่ได้การล่ะ!” เธอกล่าวบ่นกับตัวเองในขณะที่หลบอยู่หลังเสาต้นหนึ่ง
หัวสมองอันชาญฉลาดแล่นเร็วยิ่งกว่าความเร็วของรถไฟ ถ้าเธอตามพวกรปภ.มาจับชายคนนี้บางทีอาจจะไม่ทันการก็เป็ไปได้ ประกอบกับตัวของเธอฝึกศิลปะการต่อสู้คาราเต้มาั้แ่เด็กๆ มันจึงมีความคิดที่เธอจะเข้าไปจัดการกับโจรเองแวบเข้ามาในหัว
และเมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว เธอจะรอช้าอะไรล่ะ เธอค่อยๆย่องเข้าไปหาบุคคลต้องสงสัยอย่างช้าๆจากด้านหลัง และเมื่อเธอคิดว่ามันเป็จังหวะที่เหมาะสมแล้ว เธอก็กระโจนเข้าไป และเตรียมตัวที่จะเตะเข้าไปที่ก้นของเ้าโจรนั้นทันที..
“ย๊ะ!.. คิดจะมาขโมยของงั้นเหรอเ้าโจรกระจอก มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือไง” เฟิร์นกล่าวพร้อมกับวิ่งเข้าไปเตรียมที่จะถีบก้นของอีกฝ่ายตามที่เธอคาดหวัง แต่แล้วเหตุการณ์ที่เธอไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะจู่ๆเ้าโจรนั้นก็เบี่ยงตัวของมันหลบไปด้านข้าง เป้าหมายของเธอจึงผิดคาดไป ประกอบกับการที่เธอวิ่งเข้ามาหวังที่จะะโถีบเป้าหมายอย่างจังนั้นทำให้เวลานี้ร่างกายของเธอลอยอยู่บนอากาศธาตุ..
“อ้าวเฮ้ย!..” เฟิร์นร้องกล่าวอย่างใ เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลุก และเบี่ยงตัวออกจากรถพอดิบพอดีอย่างนี้ และถ้ามันเป็อย่างนี้สิ่งที่เธอกระทำมันจะส่งผลให้เธอพุ่งเข้าไปภายในรถแทนที่จะเป็เ้าโจรนั่น
อ่า! โอ๊ยยยยย! และแล้วทุกอย่างมันก็เป็ดั่งที่เธอคิดในตอนหลัง เฟยเกาแก้มของตัวเองเล็กน้อย เขารู้ตัวก่อนอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายย่องๆแบบมีพิรุธสุดๆมาทางด้านหลังของเขา มันจึงเป็เื่ง่ายที่จะหลบการโจมตีของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือการกระทำของอีกฝ่าย เขาไม่เข้าใจว่าเธอคนนี้ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร..
‘เออ.. คนอย่างนี้ก็มีอยู่บนโลกแห่งนี้ด้วยเหรอ?..’ เฟยกล่าวกับตัวเองอย่างงงๆ